ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
2007 น้ำแข็งมหาสมุทรอาร์กติกละลายมากที่สุด

        ถานการณ์โลกร้อนบริเวณขั้วโลกเหนือยิ่งขึ้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติสหรัฐ (National Snow and Ice Data Center-NSIDC) คาดการณ์ว่า ฤดูร้อนปี 2007 น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกจะละลายมากที่สุด

        น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกมีสองชนิดคือ หนึ่ง น้ำแข็งถาวรหรือตลอดปี (Perennial ice) น้ำแข็งชนิดนี้มีความหนามากกว่า 3 เมตร และจะคงอยู่ตลอดทั้งปี โดยจะละลายไปบ้างในฤดูร้อนเพียงเล็กน้อยประมาณ 0.7% ต่อปีเท่านั้น และสอง น้ำแข็งตามฤดูกาล (Seasonal ice) น้ำแข็งชนิดนี้มีความหนา 0.3 - 2 เมตร โดยจะคงอยู่เฉพาะในฤดูหนาว ละลายในฤดูร้อน และกลับกลายมาเป็นน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่งในฤดูหนาว

        น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกจะเริ่มละลายในฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่เดือนเมษายน โดยจะละลายมากที่สุดในเดือนกันยายนซึ่งเป็นปลายฤดูร้อน และน้ำทะเลจะจับตัวเป็นน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่งในฤดูหนาว ตั้งแต่กลางเดือนกันยายน โดยจะมีปริมาณน้ำแข็งมากที่สุดในเดือนมีนาคม

        การศึกษาของ NSIDC พบว่าปริมาณน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อนลดลงอย่างมาก ตั้งแต่ปี 2001 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในระหว่างปี 1979-2000 ซึ่งมีปริมาณน้ำแข็งเท่ากับ 7.7 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 2.96 ล้านตารางไมล์

        ปี 2005 เป็นปีที่น้ำแข็งฤดูร้อนในมหาสมุทรอาร์กติกละลายมากที่สุด โดยในเดือนกันยายนมีปริมาณน้ำแข็งเพียง 5.32 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 2.09 ล้านตารางไมล์ น้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.38 ล้านตารางกิโลเมตร

        อย่างไรก็ดี ในปี 2006 น้ำแข็งฤดูร้อนเพิ่มขึ้นกว่าในปี 2005 โดยมีปริมาณเท่ากับ 5.9 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านตารางไมล์

        ส่วนน้ำแข็งฤดูหนาวมีปริมาณน้อยที่สุดในเดือนมีนาคม ปี 2006 คือ 14.5 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 5.6 ล้านตารางไมล์ น้อยกว่าค่าเฉลี่ยในระหว่างปี 1979-2000 ซึ่งเท่ากับ 15.7 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 6.1 ล้านตารางไมล์ ถึง 1.2 ล้านตารางกิโลเมตร

        นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า สถิติน้ำแข็งน้อยที่สุดในฤดูร้อน 2005 กำลังจะถูกทำลายลงเพราะเพียงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมปี 2007 ปริมาณน้ำแข็งฤดูร้อนในมหาสมุทรอาร์กติกมีน้อยกว่าในปี 2005 ณ ช่วงเวลาเดียวกัน โดยปริมาณน้ำแข็ง ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2007 เท่ากับ 5.8 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 2.24 ล้านตารางไมล์ และวันที่ 13 สิงหาคม ปี 2007 เหลืออยู่ 5.4 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 2.1 ล้านตารางไมล์ และยังมีเวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะสิ้นสุดฤดูร้อน

        มาร์ค เซอเรซ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของ NSIDC อธิบายว่า ถ้าดูข้อมูลในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม จะพบว่ากราฟอยู่ต่ำกว่าในปี 2005

        “ดังนั้น ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เช่นว่า บริเวณอาร์กติกเกิดเย็นขึ้นมาทันทีทันใดแล้วละก็ มันก็ยากที่จะไม่ทำลายสถิติก่อนหน้านี้” เขากล่าว

        น้ำแข็งที่ละลายเร็วขึ้นเป็นผลย้อนกลับ (Feedback) ต่อปัจจัยนำเข้า (Input) ของระบบน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกที่เรียกว่า Positive feedbacks ซึ่งค้นพบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์วิจัยด้านบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (National Center for Atmospheric Research : NCAR) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์

        ผลย้อนกลับที่ว่านี้คือ แผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกจะสะท้อนแสงอาทิตย์กลับไปสู่อวกาศประมาณ 80% ปรากฏการณ์นี้ทำให้บริเวณขั้วโลกหนาวเย็นและยังลดอุณหภูมิของโลกลงด้วย แต่เมื่อน้ำแข็งละลายเป็นน้ำทะเล แทนที่น้ำทะเลจะสะท้อนแสงอาทิตย์มันกลับดูดกลืนแสงอาทิตย์ประมาณ 90% ทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้น ซึ่งจะไปเร่งให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น

        เมื่อปลายปี 2006 ทีมนักวิทยาศาสตร์สหรัฐเผยผลสำรวจว่า มหาสมุทรอาร์กติกจะไม่มีน้ำแข็งเหลืออีกเลยในปี 2040

        นขณะที่โลกร้อนบริเวณขั้วโลกเหนือเลวร้ายลง สถานการณ์โลกร้อนบริเวณป่าอะเมซอน ประเทศบราซิลกำลังดีขึ้น เมื่อการทำลายป่าไม้ในป่าอะเมซอนในช่วงเวลาระหว่างเดือนสิงหาคมปี 2005-เดือนกรกฎาคมปี 2006 ลดลงประมาณ 25% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา

        ประเทศบราซิลเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละ 1 พันล้านตัน และมากกว่า 75% มาจากการตัดไม้ทำลายป่า

        รัฐบาลบราซิลแถลงว่า เป็นเพราะนโยบายสิ่งแวดล้อมรวมทั้งมาตรการป้องกันปราบปรามการลักลอบตัดไม้ที่ได้ผล ด้านนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างชื่นชมกับตัวเลขนี้ แต่เห็นว่ามันเป็นผลที่เกิดจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำและสภาพเศรษฐกิจด้วยที่ทำให้การตัดไม้ทำลายป่าลดลง

        ประธานาธิบดี ลูอิส อินาสิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล กล่าวว่า ตัวเลขใหม่นี้แสดงให้เห็นการป้องกันสิ่งแวดล้อมและป่าอะเมซอนก็ไม่ได้ขัดขวางบราซิลในการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกแต่อย่างใด และว่าการตัดไม้ทำลายป่าที่ลดลงนี้เป็นการป้องกันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 410 ล้านตัน และรักษาต้นไม้ไว้ได้ถึง 600,000 ตัน

        เขาเชื่อว่าเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมจะไปด้วยกันได้

        “ความท้าทายซึ่งเราต้องเอาชนะก็คือการรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากป่าอย่างไรและจะปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ขณะเดียวกัน ก็ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นด้วย”

        อย่างไรก็ตาม นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางคนก็แสดงความเป็นห่วงว่าการตัดไม้ทำลายป่าที่ลดลงนี้อาจเป็นเหตุการณ์ชั่งครั้งชั่วคราวเท่านั้น หากราคาพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น อย่างเช่นราคาถั่วเหลือง ก็จะทำให้การตัดไม้ทำลายป่าในป่าอะเมซอนเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


บัณฑิต คงอินทร์
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พุทธศักราช 2550
หน้า 19
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้234
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9271
mod_vvisit_counterทั้งหมด631273