สมการแก้โลกร้อน (5) ฉากตอนหนึ่งของหนัง “An Inconvenient Truth” ที่นายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงเป็นตัวเอก โชว์ภาพกราฟิกสถิติความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในชั้นบรรยากาศโลกจากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชม เพราะไม่เพียงที่ “กอร์” บอกให้เรารู้ว่า ณ วันนี้ก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ลอยขึ้นไปเกาะติดกับชั้นบรรยากาศโลกอย่างหนาแน่นชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แน่นอนว่า บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมบ้านเรือน และรถยนต์ทั้งหลาย เมื่อนำเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ก๊าซ หรือถ่านหินมาเผาผลาญเพื่อทำให้เครื่องจักรกลเกิดพลังงานเครื่องจักรเหล่านี้ไม่ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น หากยังปล่อยก๊าซพิษชนิดอื่น ๆ ออกมาด้วย ทั้งไนโตรเจนไดออกไซด์ มีเทน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
เมื่อปี 2531 คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงแห่งสหประชาชาติ หรือไอพีซีซี วัดระดับอัตราส่วน CO2 ในชั้นบรรยากาศโลก มีอยู่ราว ๆ 350 ส่วนต่อล้านส่วน (พีพีเอ็ม) ล่าสุดระดับอยู่ที่ 380 พีพีเอ็ม
หากการเผาผลาญเชื้อเพลิงเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ปริมาณก๊าซพิษจะเพิ่มขึ้นปีละ 1.5 พีพีเอ็มโดยเฉลี่ย
ไอพีซีซีทำนายว่า อีกราว 93 ปีข้างหน้า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 1.5-5.5 องศาเซลเซียส
ตัวเลขดูจะไม่มากนัก แต่ความจริงแล้วยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 2-2.5 ล้านปีที่แล้ว อุณหภูมิโลกเย็นกว่าปัจจุบันเพียง 4-5 องศาเซลเซียสเท่านั้น
ฉะนั้น เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่ม ผลตามมาก็น้ำแข็งละลายมากขึ้นเร็วขึ้น ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น อาจสูงตั้งแต่ระดับ 9-88 เซนติเมตร
ข้อมูลดังกล่าวนี้ นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของหนัง “An Inconvenient Truth”
An Inconvenient Truth แรกฉายในสหรัฐเมื่อกลางปีที่แล้ว ไม่ค่อยดังเท่าไหร่นัก แต่เมื่อนำเข้าชิงออสการ์และได้รับรางวัลประเภทหนังสารคดียอดเยี่ยม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้กลับมาดังเป็นพลุแตก ทุกคนพากันกล่าวขวัญ
ความดังของหนังทำให้คนที่ไม่ชอบดูหนังสารคดียาว ๆ เปลี่ยนใจ แห่เข้าไปดูมากขึ้นเรื่อย ๆ
หนังเรื่องนี้มีความยาว 94 นาที ผู้สร้างหนังควักเงินลงทุนแค่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐสามารถโกยกำไรออกฉายทั่วโลก 45 ล้านเหรียญ
นักวิจารณ์หนัง นักวิชาการ และนักการเมืองทั่วโลก ต่างแสดงความเห็นกับเรื่องราวของหนังและบทแสดงของ “อัล กอร์” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีทั้งฝ่ายชื่นชอบและคัดค้าน
คนชื่นชอบหนังเรื่องนี้ยกย่องเชิดชู “กอร์” ว่า เป็นผู้นำในการปลุกสำนึกโลกรู้สึกถึงสภาวะปัญหา “โลกร้อน”
โรงเรียน วิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐ หยิบฟิล์ม An Inconvenient Truth และข้อมูล “เดอะ สเติร์น รีวิว” เขียนโดย เซอร์นิโคลัส สเติร์น นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งระบุถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์โลกร้อน เป็นส่วนประกอบการเรียนการสอนของโรงเรียนมัธยมศึกษาทุกโรงเรียนในอังกฤษและแคว้นเวลส์
ที่สกอตแลนด์ โรงเรียนมัธยมต้นบรรจุเรื่องราว An Inconvenient Truth ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์
นายเดวิด คาเมรอน หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟของอังกฤษ ชักชวนสมาชิกพรรคและชาวเมืองผู้ดีทั้งหลายช่วยกันดูหนังเรื่องนี้เพื่อทำความเข้าใจกับ “โลกร้อน”
นายโฆเซ่ หลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโร นายกฯ สเปน บอกกับ “กอร์” ระหว่างทั้งสองร่วมกันหารือกันว่า รัฐบาลสเปนจะนำหนัง An Inconvenient Truth ไปแจกจ่ายให้กับโรงเรียนต่างๆ เช่นเดียวกับที่คณะรัฐมนตรีเบลเยี่ยมแห่ไปดูหนังเรื่องนี้
นักข่าวไปถามประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้ดูหนังที่นายกฯกอร์แสดงหรือยัง “บุช” ตอบแบบกวนๆ ว่า “ยังมีข้อกังขา”
ผู้นำสหรัฐซึ่งเป็น 1 ใน 2 ประเทศที่ไม่ยอมร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก ให้สัมภาษณ์อย่างกวนๆ เพิ่มเติมอีกว่า
“ในความเห็นของผมเราต้องตั้งคำถามว่า มนุษย์เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อนใช่หรือไม่ หรือภาวะโลกร้อนเป็นเพราะผลกระทบจากธรรมชาติ และเราต้องมุ่งประเด็นที่ว่า เทคโนโลยีจะช่วยเราให้มีชีวิตที่ดีกว่า ขณะเดียวกันเทคโนโลยีต้องปกป้องสภาวะแวดล้อมด้วย”
หลัง “บุช” ให้สัมภาษณ์แล้ว นักข่าวหันไปถาม “กอร์” อีกรอบ ได้ความว่า “นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างเลิกสงสัยเรื่องนี้แต่ได้ตั้งคำถามว่า มนุษย์จะรับผิดชอบโลกร้อนกันอย่างไร ส่วนคุณบุชยังกังขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าโลกร้อนเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
ฝ่ายคนค้านก็มีอยู่ไม่น้อย บางคนถากถาง “กอร์” ว่า ทำเป็นอวดเก่งรู้เรื่องโลกร้อนทั้งที่ไม่มีภูมิหลังซักเท่าไหร่ แถมยังกุเรื่องสร้างความดังให้ตัวเอง
“ทิโมธี เอฟ. บอลล์” อดีตศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวินนิเปก แคนาดา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ แย้ง “กอร์” ที่ยกตัวอย่างกรณีผืนน้ำแข็งของขั้วโลกเหนือละลายทำให้พื้นผิวลดความหนาลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ ปี 1970
ศาสตราจารย์บอลล์ บอกว่า ผลสำรวจที่ “กอร์” เอามาอ้างในหนังความจริงแล้วเป็นข้อมูลแค่เสี้ยวหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมของช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อเราอยู่ในตอนกึ่งกลางของคาบความเย็น จนกระทั่งมาถึงปี 1990 เราสำรวจอีกในช่วงเดือนกันยายนที่มีอากาศร้อนกว่า การสำรวจดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นั่นเป็นข้อแย้ง แต่ในหนัง An Inconvenient Truth ฉายภาพโชว์ปรากฏการณ์อันแปรปรวนของธรรมชาติเกิดขึ้นกับโลกซึ่งสร้างความเสียหายให้กับมนุษย์เหลือคณานับเป็นภาพที่มนุษย์สัมผัสและเห็นประจักษ์กันแล้ว
เรายังคิดโต้แย้งว่า ภาวะโลกร้อนเป็นเพราะมนุษย์ปล่อยก๊าซพิษกันต่อไป
หรือควรจะตั้งคำถามไปข้างหน้าว่า เราจะปกป้องโลกไม่ให้ร้อนไปกว่านี้ได้อย่างไร
โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
มติชนสุดสัปดาห์ , คอลัมน์สิ่งแวดล้อม. ฉบับประจำวันที่ 6-12 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1390 , หน้า 76 |
|