ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
กางแผนรัฐบาล มาตรการดูแล “น้ำป่าไม้

        หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม กรมชลประทาน และกรมป่าไม้ ได้แถลงข่าวมาตรการดูแลรักษาป่าไม้ และแม่น้ำเจ้าพระยา ภายหลังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสกับคณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2550
 
        ธีระ สูตะบุตร
        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

        “ที่ประชุมได้หารือถึงประเด็นเกี่ยวกับการบริหารลุ่มแม่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ระยะหลังขาดการเอาใจใส่ ทำให้คุณภาพน้ำไม่ดี เราจะทำให้เข้มข้นขึ้น โดยการตั้งจุดตรวจและในส่วนของสัตว์น้ำก็จะมอบให้กรมประมงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลทั้งเรื่องการตรวจสอบพันธุ์ปลาและการขยายพันธุ์ปลา

        ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมชลประธานเป็นฐานหลักในการบูรณาการแก้ปัญหาระหว่างป่าไม้ น้ำและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เพื่อให้การแก้ปัญหามีระบบมากขึ้น

        นอกจากนี้ จะมีการปลูกป่าเหนือเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยจะประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งรัดการปลูกป่าทั่วประเทศให้ได้ 10 ล้านไร่ ภายใน 5 ปี เนื่องจากสมเด็จพระนางฯ พระบรมราชินีนาถจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษาในอีก 5ปีข้างหน้า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ส่วนงบประมาณในการดำเนินการจะเป็นงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

        สำหรับพื้นที่ป่าที่เสียไปจากการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในอนาคต ได้มอบหมายให้กรมชลประทานไปเสริมพื้นที่ปลูกป่าให้ไม่น้อยกว่าป่าที่เสียไป อีกทั้งจะใช้แนวทางการจัดหาที่ดินให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน โดยจะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและจัดพื้นที่อพยพเหนือเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ครอบครัวละไม่ต่ำกว่า 1 ไร่ ตลอดจนมอบหน้าที่ให้แต่ละครอบครัวเป็นผู้ดูแลการท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มดำเนินการที่เขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร

        ที่ประชุมยังได้หารือถึงการสร้างโอ่งเก็บน้ำขนาดเล็กตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศสำหรับผู้ที่เดือดร้อนเรื่องน้ำในฤดูแล้งตามที่พระราชินีให้ข้อคิดไว้กับกรมชลประทาน ซึ่งจะพยายามเร่งดำเนินการโดยด่วนให้โครงการสามารถครอบคลุมได้ทั่วประเทศเร็วที่สุดและจะมีการตั้งคณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ไปประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาว่าจะทำให้กฎหมายมีความเข้มข้นและชัดเจนได้อย่างไรบ้าง
 
        สามารถ โชคคณาพิทักษ์
        อธิบดีกรมชลประทาน

        “เบื้องต้นกรมชลประทานจะประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการรวบรวมข้อมูลในการนำมาวิเคราะห์สถานการณ์และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง

        สำหรับแนวทางที่ได้หารือและคาดว่าจะสามารถดำเนินงานได้เลย ได้แก่ การดูแลแม่น้ำเจ้าพระยาที่กรมชลประทานจะส่งเรือเร็วคอยตรวจสอบการปล่อยน้ำเสียทั้งของโรงงานและครัวเรือน ตั้งแต่บริเวณเขื่อนเจ้าพระยาจนถึงบริเวณปากอ่าวว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ พร้อมทั้งเก็บคุณภาพน้ำตามจุดต่าง ๆ มาตรวจสอบ และจะตั้งจุดตรวจน้ำถาวร โดยกรณีที่มีการตรวจพบมีโรงงานใดปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำกรมชลประทานจะทำหน้าที่เป็นผู้เสียหายและเข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอกระทรวงอุตสาหกรรม หรือกรณีที่มีประชาชนพบเบาะแสก็สามารถแจ้งมาที่กรมชลประทานให้เข้าไปตรวจสอบแทนก็ได้

        สำหรับการบริหารจัดการส่วนต่าง ๆ ประกอบด้วยการดูแลเรื่องน้ำเสีย กับภาคครัวเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ ที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดูแลรับผิดชอบโดยตรง ขณะที่การตรวจสอบพันธุ์ปลาในแม่น้ำ ก็จะมอบให้กรมประมงเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อตรวจสอบว่าปลาพันธุ์ใดเหลืออยู่บ้างและพันธุ์ใดใกล้จะสูญพันธุ์ ส่วนกรมปศุสัตว์จะรับหน้าที่วางระบบการจัดการบำบัดน้ำเสียในพื้นที่การเกษตร เช่น การปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกร การจัดการกับสารตกค้างจากปุ๋ย

        นอกจากนี้กรมชลประทานจะหารือร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ให้ดูการใช้ประโยชน์จากฝนที่ตกลงมาอย่างเต็มที่ เพื่อลดการใช้น้ำชลประทานให้น้อยลง เพราะปัจจุบันปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาทั่วประเทศไทยจะอยู่ระหว่าง 7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร แต่กรมชลประทานสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร และมีแนวโน้มว่า ปริมาณน้ำที่จะไหลลงอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ จะน้อยลงเรื่อย ๆ โดยภายใน 4 ปีอาจจะเหลือเพียง 4 หมื่นลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นผลจากการทีน้ำตนทุนของประเทศไทยถูกทำลายลงเรื่อย ๆ

        ที่ผ่านมา กรมชลประทานเคยกราบบังคมทูลกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า แนวทางแก้ปัญหาที่กรมชลประทานเตรียมไว้คือการผันน้ำจากแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง เพื่อนำมาใช้ในการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรมในประเทศไทย แต่ทั้งสองพระองค์รับสั่งว่า น้ำฝนในประเทศไทยยังมีเหลืออีกมาก ถ้าเราสามารถจัดการได้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน เพราะในภาวะที่สัมพันธภาพระหว่างประเทศปกติดี ทุกอย่างก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเป็นยามสงครามหรือเกิดปัญหาภาวะน้ำขาดแคลนการเอาน้ำจากต่างประเทศเข้ามาไว้ในประเทศไทยคงเป็นเรื่องลำบากและอาจเป็นปัญหาใหญ่ซึ่งประเด็นนี้ทั้งสองพระองค์รับสั่งไว้นานแล้ว

        อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงที่ในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะขาดแคลนน้ำเพราะทุกวันนี้ปริมาณน้ำที่ตกลงมา ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่มีปริมาณที่คงที่และค่อยข้างจะลดลงประกอบกับคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่แย่ลง เนื่องจากทุกคนไม่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบตัวทำให้ทุกคนต้องหันมาพึ่งพาน้ำประปาเป็นหลัก

        ดังนั้น ในพื้นที่ที่การชลประทานยังไม่สามารถเข้าถึงอาจจะได้รับความลำบากมากเป็นพิเศษ เพราะทุกวันนี้น้ำตามแม่น้ำลำคลองหรือห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้อีก และถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนต้องเร่งดูแล
 
        วิชัย แหลมวิไล
        อธิบดีกรมป่าไม้

        ถลงว่า ที่ประชุมคณะผู้บริหารระดับสูงกรมป่าไม้ปละผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม มี 2 ประเด็นสำคัญคือ การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า และการดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติ

        เบื้องต้นกรมป่าไม้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับในพื้นที่ได้ดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด มีกานสนธิกำลังและบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างรัดกุม ให้มีการติดตามและตั้งนักกฎหมายเข้าไปประจำในพื้นที่ดำเนินคดีที่สำคัญ ๆ ทุกแห่งเพื่อให้ได้ผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

        โดยจะกำหนดเป็นข้อเสนอต่อรัฐมนตรี ทส. ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ เน้นเรื่องการป้องกันและปราบปราม ดังนี้ 1. ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการกำกับนโยบาย ป้องกัน และปราบปรามในระดับชาติ ให้สามารถทำหน้าที่กระจายอำนาจไปถึงระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีป่าไม้อำเภอและเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ ให้ดำเนินงานยังขาดตกบดพร่อง 2. เสนอให้ทบทวนการใช้พื้นที่เพื่อการเกษตร การส่งเสริมการปลูกพืชและอุตสาหกรรมด้านการเกษตร ที่เสี่ยงต่อการบุกรุกทำลายป่าเพื่อเอาพื้นที่มาปลูกเพื่อการเกษตร 3. ทบทวนการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอชนให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น สำหรับที่ใช้อยู่แล้วให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ส่วนที่ยังไม่ได้ หรืออยู่ระหว่างการขอใช้ต้องเพิ่มมาตรการการตรวจสอบ โดยเฉพาะในพื้นที่สูง พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่เสี่ยงภัย ฯลฯ 4. ควรทำแผนตรวจตราเฝ้าระวังพื้นที่บุกรุกทำลาย โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่ทันสมัย รวมทั้งการจัดสร้างโปรแกรมสารสนเทศเพื่อแจ้งเตือนได้ทันที โดยมีแนวคิดตั้งห้องปฏิบัติการ หรือวอร์รูมเพื่อติดตามพื้นที่ปลูกป่าถูกบุกรุก

        นอกจากนี้ ควรมีการจัดทำแนวเขตถาวรในพื้นที่ป่าไม้ที่รับผิดชอบแบ่งเป็น ระยะสั้น และระยะยาว โดยขณะนี้อัตราการบุกรุกพื้นที่ป่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เหลือประมาณปีละไม่ถึงแสนไร่

        ปัจจุบันป่าสงวนแห่งชาติมี 1,221 ป่า มีพื้นที่รับผิดชอบ 143.98 ล้านไร่ ได้มอบให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ไปแล้ว 34.26 ล้านไร่ เหลือพื้นที่ป่า 109.72 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ห่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 59.2 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่รับผิดชอบป่าไม้ถาวรอีก 10.5 ล้านไร่
 
        นโยบายรัฐบาล “สุรยุทธ์” ด้านสิ่งแวดล้อม

        ล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายรัฐบาล ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เกี่ยวกับ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ตอนหนึ่งว่า

        “จะสร้างสมดุลระห่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานกับหลักการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”



หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับประจำวันพุธที่ 15 สิงหาคม พุทธศักราช 2550
หน้า 2
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้236
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9273
mod_vvisit_counterทั้งหมด631275