สภาวะโลกร้อน กับ ความพร้อมของสังคมไทย
ปัจจุบันนี้มีคนพูดถึงเรื่อง “สภาวะโลกร้อน” กันกว้างขวางมากขึ้น จากเหตุดังกล่าวน่าจะมีผลสืบเนื่องมาจากผลกระทบซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกเป็นห่วงการดำรงชีวิตของคนในสังคมเพิ่มมากยิ่งขึ้น
เรื่องนี้ตัวฉันเองมีอายุผ่านพ้นมาถึง 85 ปีแล้วทำให้มีโอกาสรู้สึกได้ถึงสิ่งที่อยู่ในรากฐานของคนในสังคมไทยมาแต่อดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตนเป็นคนมีนิสัยช่างสังเกตและจำเรื่องราวในอดีตได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้น อาศัยที่เป็นคนไม่มองข้ามข้ามของเล็กซึ่งอยู่บนพื้นดิน หากใช้ข้อมูลลักษณะนี้ซึ่งอยู่ในจิตใจตนเองมาแล้วเป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดสติ
หวนกลับไปนึกถึงกรุงเทพฯ ในอดีต แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นมาประมาณ 70 ปี ซึ่งช่วงนั้นมีงานที่โดดเด่นอยู่ในประเพณีของไทยอย่าน้อย 2 งาน งานหนึ่งได้แก่ “งานภูเขาทอง” ซึ่งจัดในช่วงเดือนพฤศจิกายน ส่วนอีกงานหนึ่งคือ “งานพระบรมรูปทรงม้า” ซึ่งจัดในวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี
โดยเฉพาะทั้งสองงานนี้เด็ก ๆ ชอบไปเที่ยวเนื่องจากสนใจดอกไม้ไฟที่นำไปจำหน่าย ช่วงนั้นบรรยากาศในงานพระบรมรูปทรงม้าเวลากลางคืนยังต้องสวมเสื้อสักหลาด นอกจากนั้น ยังเป็นโอกาสให้มีการสวมเครื่องแต่งตัวอวดกันระหว่างผู้ใหญ่ บางปีก็มีน้ำท่วมแต่ดูเหมือนภายในจิตใจคนกรุงเทพฯ แทนที่จะรู้สึกว่าเป็นปัญหากลับสนุกสนาน เพราะมีโอกาสพายเรือบนพื้นถนน
ความจริงแล้ว สภาพที่กล่าวมานี้ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงมาจนกระทั่งช่วงหลัง ๆ เราแทบจะไม่ได้เห็นบรรยากาศดังกล่าว โดยเฉพาะบรรยากาศที่ให้ความอบอุ่น แต่กลับกลายมาเป็นความร้อนซึ่งเข้ามาแทนที่ แต่นิสัยคนไทยส่วนใหญ่มักไม่สนใจศึกษาและสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลง หากกลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชีวิตของคนมีนิสัยตกอยู่ในความประมาทขาดสติ
อนึ่ง มีหลายต่อหลายคนเห็นหน้าฉันเป็นกล้วยไม้ ไหน ๆ ก็เป็นอย่างนี้แล้ว ดังนั้น จึงขออนุญาตนำเอาเรื่องกล้วยไม้มาพูด อยู่มาวันหนึ่งประมาณช่วงกลาง ๆ ของชีวิตมันเกิดเรื่องแม้แต่จะเล็กน้อย หากคนตกอยู่ในความประมาทมันก็จะนำไปสู่เรื่องใหญ่ได้ไม่ยาก
ขณะนั้น ฉันปลูกกล้วยไม้พันธุ์ที่มีนิสัยทนทานต่อแสงแดด จนกระทั่งสามารถปลูกลงแปลงเอาไว้กลางแจ้งได้อย่างเป็นปกติ ยิ่งกว่านั้นถ้ายิ่งให้แสงแดดจัด มันก็ยิ่งเจริญเติบโตแข็งแรงให้ดอกดกอีกด้วย สภาพดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นธรรมดาของบรรยากาศในกรุงเทพฯ จนกระทั่งเขียนลงไว้ในหนังสือเรื่องการเพาะปลูกกล้วยไม้ด้วย
วันหนึ่งในขณะที่ฉันนั่งทำงานอยู่ในสำนักงานบริหารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งติดเครื่องปรับอากาศโดยที่ไม่รู้เลยว่าอะไรมันเกิดขึ้นกับบรรยากาศข้างนอก จนกระทั่งหลังกลับจากทำงานแล้ว ได้ลงมาดูกล้วยไม้ดังกล่าว ตนจึงสังเกตเห็นใบซึ่งหงายด้านบนขึ้นรับแสงแดดอย่างเป็นปกติและมีลักษณะอวบน้ำ ซึ่งหมายถึงภายในใบจะมีน้ำมากเป็นพิเศษจนกระทั่งแข็งและเปล่งปลั่ง
ช่วงนั้น ในแต่ละวันฉันได้สังเกตเห็นใบกล้วยไม้เริ่มสุก เหมือนถูกน้ำร้อนลวก สภาพการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาแล้วมันไม่คลาดไปจาสายตาของตัวเองที่จะนำมาคิดแม้จะละเอียดอ่อนมากแค่ไหน ประกอบกับตนเป็นคนมองสองด้าน อีกทั้งมองถึงรากฐานจิตใจคนทั่งไปร่วมด้วย
สิ่งที่กล่าวเป็นตัวอย่างมาแล้วเป็นเพียงลักษณะหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในกระแสสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งมาถึงช่วงนี้ ฉันกล้าพูดว่าปัญหาที่จะพูดถึงมันเป็นมานานแล้ว แต่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในความประมาทจึงไม่สนใจ จนกระทั่งเกิดปัญหาหนักอย่างเช่นที่คนโบราณเคยกล่าวฝากไว้ว่า “สัญชาติคางคก ถ้ายางหัวไม่ตกก็คงไม่รู้จักจำ”
สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด แม้จะเป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนมีนิสัยอยู่อย่างไม่ประมาทย่อมสามารถสานเหตุผลไปถึงเรื่องใหญ่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความจริงแล้วคำว่า “สัตว์โลก” ควรจะหมายถึง “มนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมกันในโลกนี้ย่อมมีความสำคัญเท่าเทียมกันและสานถึงซึ่งกันและกันหมด”
ถ้ามนุษย์ไม่สำคัญตัวเองผิด ควรจะมีนิสัยเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับสัตว์ต่าง ๆ โดยไม่มีการแบ่งแยกว่า “ฉันเป็นคน ย่อมวิเศษกว่าสัตว์อื่น ๆ” ซึ่งหมายความว่า การดำเนินชีวิตของมนุษย์ไม่ควรดูถูกสัตว์ ยิ่งเป็นสัตว์เล็ก ๆ เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ มีความรู้สึกที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้ไม่ด้อยกว่ามนุษย์ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากสัตว์ในระดับดังกล่าวไม่มีความโลภโมโทสันกับสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ หากถือมั่นอยู่กับความเป็นจริงของธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง
แม้แต่สุนัขซึ่งเข้ามาหาบางคน พร้อมทั้งเลียแข้ง เลียขาและกระดิกหาง แต่หลังจากพบเห็นอีกคนหนึ่ง มันกลับหางจุดตูดและวิ่งหนีจนสุดตัว นั่นเพราะอะไร เพราะมันรู้ว่าใครมีเมตตาและใครมีใจโหดเหี้ยม
ซึ่งประเด็นนี้ ถ้าคนไม่ดูถูกสัตว์แม้แต่สุนัข มันก็เป็นครูสอนให้เรารู้ว่าทุกวันนี้เมื่อพูดถึง “สื่อ” หลายคนมักมองไปยังสิ่งตีพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์แทนที่จะตระหนักได้ว่า “สื่อทางใจระหว่างมนุษย์และสัตว์” ควรใช้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด
สรุปแล้ว มนุษย์ควรเรียนรู้จากสัตว์ถ้าไม่หลงตนลืมตัวจนเกินเหตุ ตั้งแต่ช่วงที่ฉันยังเป็นเด็กเป็นต้นมาฉันยังจำได้ดีว่า เมื่อมีฝนตั้งเค้า ทำให้ได้กลิ่นโอโซน ได้สังเกตเห็นมดตัวเล็ก ๆ สามัคคีกันคาบไข่ออกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยอย่างเป็นธรรมชาติสิ่งนี้เองถ้าใครดูถูกว่าเป็นเรื่องเล็กมันก็ช่วยไม่ได้แต่ถ้าใครมีปัญญาสักหน่อยก็น่าจะเห็นเป็นเรื่องใหญ่ที่สอนให้มนุษย์รู้จักรักและสามัคคีกัน
เรื่องนี้ ในขณะนั้นเราก็ยังเห็นความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ได้อย่างชัดเจน จนกระทั่งบางคนพูดสอนผู้คนทั้งหลายเอาไว้ว่า “ดูซิ คนทุกวันนี้ส่าอายสัตว์ตัวเล็ก ๆ หรือไม่” สิ่งที่กล่าวมาแล้วนี่เอง มันเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในความประมาทขาดสติจนกระทั่งหลงติดอยู่กับความประมาทขาดสติจนกระทั่งหลงอยู่กับความสบายทำให้ไม่นึกถึง
ยิ่งในขณะนี้ เราจะหวังความสามัคคีของคนในชาติได้จากที่ไหน แม้แต่กลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ ก็จะสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกจนกระทั่งยกพวกทำร้ายซึ่งกันและกัน ซึ่งคนเหล่านี้กระทำไปโดยไม่รู้สึกตัว ถ้าใครพูดขวางเข้าสักหน่อยแทนที่จะใจเย็นและดับได้ที่ตนเอง กลับเอะอะโวยวาย แถมยังหลงโทษอีกฝ่ายหนึ่ง จนกระทั่งทำให้ชาติบ้านเมืองเสี่ยงต่ออันตรายจากทุก ๆ ด้านเพิ่มมากยิ่งขึ้น
สภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน จึงมีเหตุที่ยังไม่สำคัญเท่ากับความร้อนที่อยู่ในจิตใจคนในสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง
ระพี สาคริก หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2550 หน้า 9 |
|