ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
Green Computing
ระบบประมวลผลรักษ์สิ่งแวดล้อม

        Green Computing นั้นจะยึดหลัก 3 ประการด้วยกันที่เรียกว่า Triple Bottom Line นั่นคือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic viability), การรับผิดชอบต่อสังคม (Social responsibility) และกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact)

        เทคโนโลยีทางด้านระบบไอที มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกมากขึ้นเมื่อปริมาณการใช้งานระบบไอทีได้เพิ่มมากขึ้นอย่างเช่นที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกทั้งที่ดำเนินธุรกิจในด้านอื่นแต่มีการใช้งานระบบไอทีจำนวนมาก และที่ดำเนินธุรกิจโดยตรงเกี่ยวกับการผลิตหรือใช้งานระบบไอที ได้หันมาให้ความสนใจกันถึงเรื่องสภาพแวดล้อมกันอย่างมาก เพราะเริ่มมีความรู้กันมากขึ้นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสภาวะโลกร้อน หรือ Global warming ว่าเพียงอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นแค่องศาเซลเซียสเดียว ก็จะส่งผลเลวร้ายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกกันอย่างมหาศาล ดังนั้นบทความในตอนนี้ จะมากล่าวกันถึงเรื่องของระบบการประมวลผลที่รักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Green Computing นั่นเอง

        Green Computing เป็นการศึกษาถึงแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้มีการใช้งานทรัพยากรของระบบประมวลผลให้ได้ประสิทธิภาพอย่างคุ้มค่าที่สุด เมื่อเทียบกับพลังงานไฟฟ้า และวัสดุต่าง ๆ ที่ต้องใช้งานไป โดยแนวทางในการใช้งานเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ทางด้านการประมวลผลที่ดำเนินการไปตามแนวทางของ Green Computing นั้นจะยึดหลัก 3 ประการด้วยกันที่เรียกว่า Triple Bottom Line นั่นคือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic viability), การรับผิดชอบต่อสังคม (Social responsibility) และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปจากการดำเนินธุรกิจทั่ว ๆ ไปบ้าง ที่มีจุดมุ่งหมายอยู่เฉพาะที่หัวข้อทางด้านการเจริญเติบโตของธุรกิจเท่านั้น เมื่อได้มีการนำโซลูชั่นทางด้านระบบประมวลผลเข้ามาใช้งาน

        หลัก 3 ประการข้างต้นที่แนวทางของ Green Computing เริ่มต้นนำมาใช้งาน มีความหมายในทิศทางเดียวกัน กับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจด้านอื่น ๆ เช่น ด้านวัตถุดิบที่มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมสูงอย่างตะกั่ว เป็นต้น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพจากการใช้พลังงานให้สูงมากขึ้น กับการนำวัตถุดิบกลับมาใช้งานใหม่ได้ (Recyclability) หรือ (Biodegradability) ของทั้งตัวผลิตภัณฑ์เองและสิ่งที่ปล่อยออกมาจากโรงงานจากกระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์นั้น ๆ

        การนำแนวทางของ Green Computing ไปใช้งานโดยทั่ว ๆ ไปนั้น เป็นการนำหลักการเบื้องต้นบางข้อหรือทั้งหมด ไปปรับให้สภาพแวดล้อมในการใช้งานระบบประมวลผลมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ผู้จัดการทางด้านระบบไอที เลือกที่จะเพิ่มอุปกรณ์แบบ Thin Client ที่ผ่านการับรองจาก EPEAT (Electronics Products Environment Assessment Tool) เข้ามาใช้งานกับบางแผนกในองค์กร แทนที่จะเลือกเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ท้อป ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบทางด้านการใช้พลังงานและการดูแลรักษาแล้ว ก็จะได้ระบบที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและทรัพยากรมากกว่า เป็นต้น

ที่มาของแนวคิด Green Computing

        กล่าวได้ว่าแนวคิดของการใช้ระบบประมวลผล ที่มีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานสูง และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยนั้น ได้ยืมแนวทางมาจากโครงการ Energy Star ซึ่งเป็นโครงการที่หน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ U.S. Environmental Protection Agency ได้ริเริ่มจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1992 โครงการ Energy Star เริ่มต้นด้วยการออกป้ายฉลากสำหรับแปะบนผลิตภัณฑ์ ที่มีกระบวนการผลิตและการทำงานที่ตรงตามข้อกำหนดทางด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ Energy Star ผลิตภัณฑ์ในช่วงแรก ๆ ที่ Energy Star ควบคุมก็คือ จอมอนิเตอร์ (รุ่นเก่า) อุปกรณ์ควบคุมสภาพอากาศในห้องระบบไอทีและอุปกรณ์เทคโนโลยีด้านอื่น ๆ นับจากนั้นก็ได้มีการแผ่ขยายครอบคลุมโครงการ Energy Star ออกไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างกว้างขวาง นั่นจึงสามารถกล่าวได้ว่า แนวคิดทางด้าน “Green Computing” เกิดขึ้นหลังจากที่มีโครงการ Energy Star มาใช้งานได้ไม่นานนัก

        ความหมายของคำว่า “Green Computing” ในปัจจุบันนั้น ได้แผ่ความครอบคลุมออกไปมากกว่าแค่เป็นอุปกรณ์ของระบบประมวลผลที่ตรงตามข้อกำหนด ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาก แต่จะมองกันถึงนโยบายในการควบคุมการใช้งาน และประสิทธิภาพที่ได้จากอุปกรณ์ต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าหนึ่งหน่วยวัดกันเลยทีเดียว ความหายที่ครอบคลุมออกมาใหม่นี้ ได้ถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในกาปฏิบัติอย่างมากมายในหลายวงการด้วยกัน เช่น อุปกรณ์กำจัดของเสีย นโยบายการใช้งานทางด้านโทรคมนาคม การใช้งานทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์ให้คุ้มค่าขึ้นด้วยระบบจะลอง (Virtual System) การทำรายการบัญชีต้นทุนทางด้านการใช้พลังงานกันโดยเฉพาะหรือโซลูชั่นแบบ Thin Client และอีกหลาย ๆ แนวทางที่กล่าวไปไม่ถึงในที่นี้ เป็นต้น

แนวทางปฏิบัติ

        แม้ว่าการนำแนวทางของ Green Computing เข้ามาใช้งานกันในองค์กรต่าง ๆ มากมาย แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้างในแนวคิดในการนำมาปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ฝ่ายต่างก็เห็นพ้องกันว่า ทุกองค์กรที่มีการนำระบบไอทีเข้ามาใช้งาน จะต้องมีการประเมินระบบของตนเองใหม่ เพื่อนำแนวความคิดของ Green Computing เข้ามาปรับเปลี่ยนการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นด้านของอุปกรณ์หรือด้านนโยบายการใช้งาน แนวทางปฏิบัติในการนำแนวคิด Green Computing เข้ามาใช้งานมีอยู่ 3 แบบด้วยกันคือ

        • ปรับเพิ่มการใช้งานอย่างค่อยเป็นค่อยไป : กลุ่มนี้จะเน้นการคงไว้ซึ่งโครงสร้างของระบบไอที และนโยบายการใช้งานที่มีอยู่เดิมไว้ก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มเสริมโซลูชั่นทางด้านรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ามาให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับระบบเก่าตัวอย่างการใช้งานจริงของกลุ่มนี้ เช่น การเลือกนโยบายในการจัดการด้านพลังงานสำหรับอุปกรณ์ประมวลผล การปรับเปลี่ยนทางด้านนี้เป็นเรื่องที่ไม่ยากมากนัก ไม่ต้องสร้างเป็นแผนงานที่เฉพาะเจาะจง และต้องการเพียงแค่การปรับเปลี่ยนนโยบายทีละเล็กน้อย

        • เพิ่มแผนการปรับเปลี่ยนเข้าไปในกลยุทธ์ขององค์กร : กลุ่มนี้มองเห็นว่า ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและการรับผิดชอบต่อสังคม เป็นแนวทางหลักหนึ่งในกลยุทธ์ของการดำเนินธุรกิจ และมองเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และนโยบายทางด้านระบบประมวลผลหรือไอทีในแบบเก่าออกไปเลย โดยอาศัยเหตุผลทางด้านความคุ้มค่าจากการค่าใช้จ่ายที่ลงทุน (เปลี่ยนระบบ) ไป รวมไปถึงปัจจัยเสริมด้านอื่น ๆ เช่น การสร้างแบรนด์ขององค์กรการทำการตลาดทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือการว่าจ้างพนักงานเพิ่มเข้ามาในองค์กร เป็นต้น เหล่านี้สามารถเป็นเหตุผลให้องค์กรปรับเปลี่ยนระบบประมวลผลไปสู่แนวทางของ Green Computing ได้มากขึ้น เช่น แผนกไอทีตัดสินใจเปลี่ยนคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ท้อปออกไปจากแผนกใด ๆ เลย แล้วปรับเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มแบบ Thin Client แทน เป็นต้น

        • ปรับเปลี่ยนทั้งหมดในคราวเดียว : กลุ่มนี้เชื่อว่าอุปกรณ์ระบบประมวลผลในองค์กรของตน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะในองค์กรที่มีการนำระบบไอทีมาใช้งานเป็นเวลานาน และอุปกรณ์ที่ใช้งานเหล่านั้นเป็นอุปกรณ์รุ่นเก่าที่ไร้ประสิทธิภาพทางด้านการใช้พลังงานโดยสิ้นเชิงจึงมีความคุ้มค่าที่จะลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด

การปฏิบัติเพื่อเข้าสู่แนวทาง Green Computing

        แนวทางต่อไปนี้ สามารถช่วยให้การใช้งานระบบประมวลผล มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง

 
ตรวจสอบระดับการใช้พลังงาน

        ที่เว็บไซต์ Energy Star มีเครื่องมือในการทดลองหาค่าการใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในบ้านหรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในสำนักงาน โดยสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ www.eu-energystar.org/calculator.htm ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วจะเจอกับหน้าต่างสำหรับเลือกภาษาในการใช้งาน ให้เลือกภาษาอังกฤษ



        หน้าต่างต่อมาจะให้เลือกว่า เป็นการคำนวณการใช้พลังงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการคำนวณการใช้พลังงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือการคำนวณอุปกรณ์ทางด้านภาพ เช่น เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ เป็นต้นให้เลือกไปยังตัวเลือกที่ต้องการ ในที่นี้ให้เลือกไปที่การคำนวณการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์



        กรอกข้อมูลหรือเลือกข้อมูลให้ตรงต่อการใช้งานจริง เมื่อใส่ข้อมูลครบเรียบร้อยแล้ว ก็ให้คลิกไปที่ปุ่ม Calculate ก็จะได้ค่ามูลค่าของระบบทั้งหมด และปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้งาน แสดงออกมาเหนือปุ่ม Calculate

เวอร์ช่วลไลเซชั่น (Virtualization)

        คอมพิวเตอร์เวอร์ช่วลไลเซชั่น คือกระบวนการสร้างการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์จำลอง 2 ระบบ หรือมากกว่าบนฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกัน แนวคิดของการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่น นี้กำเนิดมาจากวิธีการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรมในช่วงปี ค.ศ.1960 แต่ถูกนำมาใช้งานกับคอมพิวเตอร์แพลตฟอร์ม x86 นับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1990 เป็นต้นมาด้วยการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่น นี้ผู้ดูแลระบบไอที สามารถผสานอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน แล้วรันระบบเหมือนหลาย ๆ ระบบบนคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ ทำให้สามารถลดจำนวนของเครื่องคอมพิวเตอร์ลงได้หลายเครื่อง ซึ่งจะลดการใช้พลังงานและระบบทำความเย็นลงไปได้โดยปริยาย ในปัจจุบันนี้มีซอฟต์แวร์จากกลุ่มผู้พัฒนาแบบโอเพ่นซอร์สหลายกลุ่ม ที่ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ในการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นออกมาให้เลือกใช้งานกันหลายโปรแกรมด้วยกันรวมไปถึงผู้ผลิตหน่วยประมวลผลรายใหญ่อย่าง Intel และ AMD ก็ได้บรรจุชุคำสั่งเฉพาะทางด้านเวอร์ช่วลไลเซชั่นเข้าไปในหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ ๆ ของตน เพื่อสนับสนุนให้การประมวลผลของระบบเวอร์ช่วลไลเซชั่นมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

การจัดการพลังงาน (Power management)

        มาตรฐานทางด้านอุตสาหกรรมแบบเปิดที่เรียกว่า Advanced Configuration and Power Interface (ACPI) ได้เปิดช่องทางให้ระบบปฏิบัติการสามารถเข้าจัดการการใช้พลังงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้โดยตรง ตามลักษณะการทำงานของอุปกรณ์นั้น ๆ ด้วยมาตรฐานนี้ช่วยให้ระบบสามารถปิดการทำงานของอุปกรณ์บางส่วน เช่น ฮาร์ดดิสก์ มอนิเตอร์ เป็นต้น ลงไปเมื่อไม่มีการทำงานช่วงเวลาหนึ่งยังรวมไปถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในระบบลงไปแทบจะทั้งหมดแบบ Hibernate ซึ่งรวมถึงการปิดหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำหลักของระบบลงไปด้วย ซึ่งจะช่วยลดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าลงไปได้อย่างมากมาย และเพื่อให้สามารถคืนการทำงานให้ระบบกลับมาเหมือนเดิม อุปกรณ์บางชิ้น เช่น คีย์บอร์ด เน็ตเวิร์กการ์ด หรืออุปกรณ์ USB เป็นต้น ต้องมีไฟฟ้าเลี้ยงไว้ เพื่อรอการกดจากผู้ใช้งาน เพื่อให้ระบบกลับคืนมาสู่สภาวะพร้อมทำงานอีกเหมือนเดิมอุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอกบางชิ้น ก็มีระบบจัดการพลังงานไฟฟ้าอยู่ในตัวเอง อย่างเช่น เครื่องพิมพ์ จอแสดงผล สแกนเนอร์ ลำโพง และฮาร์ดดิสก์ภายนอก เป็นต้น สามารถปิดการทำงานของตัวเองลงไปได้ เมื่อผ่านระยะเวลาที่ไม่มีการใช้งานช่วงหนึ่งไป ทางด้านผู้ผลิตหน่วยประมวลผลเอง ก็ได้บรรจุคุณสมบัติทางด้านการจัดการพลังงานเข้าไปในหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ ๆ ของตนเองด้วย เพื่อปรับระดับการใช้พลังงานของหน่วยประมวลผลให้ตรงตามระดับของการทำงานจริง เทคโนโลยีนี้เรียกว่า “SpeedStep” สำหรับฝั่ง Intel และ “PowerNow!” และ “Cool’n Quite” สำหรับฝั่ง AMD


รูปที่ กราฟแสดงอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์แบบต่าง ๆ และจอแสดงผลชนิดต่าง ๆ


ฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ ๆ

        ฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ ๆ มักจะมีระบบจัดการทางด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ดีกว่ารุ่นเก่า ๆ การเลือกใช้งานอุปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ ก็คือแนวทางหนึ่งในการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อช่วยให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มีน้อยที่สุด

        ไดรฟ์แบบโซลิดสเตท (Solid state) ที่มีการเก็บข้อมูลแบบชั่วคราว ทั้งแบบหน่วยความจำแฟลชหรือแบบ DRAM เป็นหน่วยความจำที่ไม่ต้องมีการทำงานของกลไก ไม่เหมือนกับฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่นิยมใช้งานกัน ที่มีส่วนของกลไกและจานหมุนแผ่นดิสก์ ซึ่งมอเตอร์ที่ทำการหมุนแผ่นดิสก์นั้นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเยอะกว่าไดรฟ์แบบโซลิดสเตทมาก

        จอแสดงผลแบบ LCD ส่องสว่างแต่ละจุดภาพด้วยหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบ Cold-cathode ซึ่งเป็นจอที่ประหยัดพลังงานมากอยู่แล้ว แต่เจอรุ่นใหม่ที่กำลังจะออกมานั้น ให้แสงสว่างในแต่ละจุดด้วย Light-emitting diodes (LEDs) ที่จะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงไปได้อีกมาก ทั้งยังช่วยลดการใช้วัตถุดิบที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย เนื่องจากหลอดฟลูออเรสเซ็นต์นั้นมีสารปรอทอยู่ภายในนั่นเอง

        เพาเวอร์ซัพพลาย (Power supplies : PSUs) ทั่ว ๆ ไปของคอมพิวเตอร์เดสก์ท้อปนั้นมีประสิทธิภาพในการให้พลังงานไฟฟ้าแค่ 70 – 75% เท่านั้น นั่นคือ เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าแก่คอมพิวเตอร์ 75 วัตต์ เพาเวอร์ซัพพลายจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้า 100 วัตต์ ส่วน 25 วัตต์ นั้นจะกลายเป็นความร้อนไป อย่างไรก็ตามข้อกำหนดใหม่ของ Energy Star 4.0 ที่ออกมาเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2007 ที่ผ่านมานั้น กำหนดว่าเพาเวอร์ซัพพลายจะต้องมีประสิทธิภาพการการพลังงานไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 80%

แนวทางปฏิบัติของผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไป

        ผลจากการศึกษาในเรื่องของการประหยัดการใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์ ทำให้มีข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไปออกมาอย่างมากมายและต่อไปนี้ก็เป็นข้อแนะนำในเรื่องเดียวกันนี้ที่จะสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์ลงได้มากถึง 80%

 
Zonbu คอมพิวเตอร์รักษ์สิ่งแวดล้อม

        Zonbu เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก ใช้พลังงานต่ำ ในขณะที่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานในระดับปกติทั่วไปได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือเป็นคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมา เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย Zonbu มีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าในการใช้งานตามปกติน้อยกว่า 10 วัตต์ และใช้งานอย่างหนักก็จะมีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเพียง 15 วัตต์ เมื่อเทียบกับอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยทั่วไปของเดสก์ท้อปพีซีจะอยู่ที่ 175 วัตต์ Zonbu ผ่านตามข้อกำหนดของ Energy Star และได้รับป้ายทองจาก EPEAT (Electronic Product Environmental Assessment Tool) และยังผลิตด้วยข้อกำหนดของ RoHS ของสหภาพยุโรปอีกด้วย รายละเอียดของ Zonbu รุ่นปัจจุบันมีดังนี้

        • หน่วยประมวลผลที่เข้ากันได้กับ Intel โดยเป็นชนิดที่ประหยัดพลังงานได้สูง
        • หน่วยความจำ RAM ขนาด 512MB
        • หน่วยความจำแบบแฟลชขนาด 4GB สำหรับเก็บข้อมูลหลักของเครื่อง
        • กราฟิกความละเอียดสูงสุด 2048x1536 พิกเซล 16 ล้านสี ความถี่ 75Hz แบบฮาร์ดแวร์พร้อมคุณสมบัติเร่งการแสดงผลไฟล์ MPEG2
        • ช่องสำหรับต่อคีย์บอร์ดและเมาส์
        • พอร์ต USB จำนวน 6 พอร์ต
        • รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 10/100Mbps

        ระบบปฏิบัติการของ Zonbu คือ Linux ในดิสทริบิวชั่น Gentoo ที่ใช้ Xfce เป็นสภาพแวดล้อมของเดสก์ท้อป แอพพลิเคชั่นสำหรับใช้งานก็มีมาให้พร้อม ทั้งการใช้งานอินเทอร์เน็ต อีเมล์ IM ออฟฟิศ มัลติมีเดีย และโปรแกรมทางด้านการพิมพ์
 

สกรีนเซฟเวอร์ไม่ลดการใช้พลังงาน

        ถ้าสกรีนเซฟเวอร์แสดงผลภาพขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ นานกว่า 5 นาทีขึ้นไป นั่นแสดงว่ากำลังเสียพลังงานไฟฟ้าไปเปล่า ๆ เพราะโปรแกรมสกรีนเซฟเวอร์ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยยืดอายุของจุดภาพบนหน้าจอรุ่นเก่าที่ในหลอดภาพมีฟอสฟอรัสบรรจุอยู่ภายใน แต่โปรแกรมสกรีนเซฟเวอร์ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อใช้งานกับจอ LCD และไม่ได้ช่วยให้มีการประหยัดพลังงานแต่อย่างใด

        สกรีนเซฟเวอร์ที่แสดงผลด้วยการเลื่อนภาพบางอย่างไปมาบนหน้าจอ มีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับเดียวกันกับการใช้งานแบบปกติ และถ้าเป็นโปรแกรมสกรีนเซฟเวอร์ที่ต้องให้หน่วยประมวลผลช่วยประมวลผลด้วยล่ะก็ จะเพิ่มอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าข้นไปอีกโดยปริยาย ถ้าจะเลือกใช้งานสกรีนเซฟเวอร์ที่ช่วยลดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า การเลือกสกรีนเซฟเวอร์แบบ Blank จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้ว่าจะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ของการใช้พลังงานได้น้อยมากก็ตาม

เปิดใช้งานคุณสมบัติ Power Management

        จากโปรแกรม Energy Star ที่เข้ามาควบคุมข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทางด้านคอมพิวเตอร์ ทำให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์สามารถถูกสั่งให้เข้าสู่โหมด “ปิดการทำงาน” ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสถานะที่ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงเมื่อไม่มีการใช้งานอุปกรณ์นั้น ๆ เป็นเวลานาน และคุณสมบัติข้อนี้ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการประมวลผลแต่อย่างใด

        ประมาณกันว่า เมื่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกเปิดใช้งานคุณสมบัติทางด้าน Power Management เพื่อให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์เอง สามารถเข้าสู่โหมด “Sleep mode” ได้โดยอัตโนมัติเมื่อไม่มีการใช้งานระยะเวลาหนึ่ง จะช่วยลดอัตราการใช้พลังงานทั่วโลกได้มากถึง 60-70% เมื่อเทียบกับการไม่มีคุณสมบัติข้อนี้ ซึ่งจะเป็นการประหยัดเงินตราและทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกนำมาสร้างพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล เทียบเท่ากับการช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ออกสู่บรรยากาศของรถยนต์ประมาณ 5ล้านคันทีเดียว ขั้นตอนการเปิดใช้งานคุณสมบัติด้าน Power Management นั้นก็แสนง่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานคอมพิวเตอร์ในแพลตฟอร์มแมคอินทอซหรือพีซี ดังนี้

        สำหรับผู้ใช้งานแมคอินทอช ให้เลือกไปที่ เมนู Apple แล้วเลือกไปที่ System Preferences… สำหรับ OS X หรือเลือก Control Panels สำหรับ OS 9 จากนั้นคลิกเลือกไปที่ Energy Saver แล้วกำหนดตั้งค่าการประหยัดพลังงานตามคำแนะนำ

        สำหรับผู้ใช้งานพีซี ให้คลิกขวาลงบนพื้นที่ว่างของหน้าจอเดสก์ท้อป เลือกไปที่เมนู Properties จากนั้นให้เลือกไปที่แท็บ Screen Saver ที่ด้านล่างของหน้าต่างใกล้ ๆ กับโลโก้ของ Energy Star ให้คลิกไปที่ปุ่ม Power หรือ Setting (ขึ้นอยู่กับรุ่นของระบบปฏิบัติการที่กำลังใช้งาน) แล้วกำหนดตั้งค่าประหยัดพลังงานตามคำแนะนำ

        ค่าที่แนะนำในการกำหนดตั้งค่าก็คือกำหนดให้จอมอนิเตอร์เข้าสู่สถานะ Sleep ในเวลา 20 นาที และกำหนดให้ระบบทั้งหมดเข้าสู่สถานะ Sleep ในเวลา 30 นาที อย่างไรก็ตามจอมอนิเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ได้มีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงานมาในตัวเอง และจะเข้าสู่สถานะ Sleep ได้เองโดยอัตโนมัติ ตามค่าที่กำหนดมาจากโรงงานผลิตหรือค่าที่ให้ผู้ใช้งานกำหนดเวลาได้เอง

ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ไม่มีการใช้งาน

        เป็นแนวทางการปฏิบัติที่ธรรมดาที่สุด และสามารถประหยัดพลังงานได้มากเช่นเดียวกันโดยมีแนวทางดังนี้

        • ปิดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ เมื่อไม่ได้มีการใช้งาน การปิดและเปิดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริมไม่ได้มีอันตรายใด ๆ ต่อตัวอุปกรณ์
        • ไม่ควรให้คอมพิวเตอร์เปิดทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ถ้าลักษณะของการทำงานไม่ได้เป็นแบบการใช้งานอย่างต่อเนื่อง
        • ปิดคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเวลากลางคืนและช่วงวันหยุด
        • มองหาช่วงเวลาในระหว่างวัน ที่สามารถปิดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงได้ เช่น เวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน หรือช่วงประชุมเป็นต้น ถ้าไม่อยากปิดการทำงานของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ปิดเฉพาะจอมอนิเตอร์ก็ยังดี
        • ไม่เปิดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงจนกว่าจะมีการใช้งานจริง ๆ
        • การใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันร่วมกันหลาย ๆ คน โดยที่แต่ละคนใช้งานไม่มากนัก และใช้งานเป็นเวลาสั้น ๆ เช่น เช็คอีเมล์ เป็นต้น เป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการให้ทุก ๆ คนมีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะของตัวเอง
        • หลีกเลี่ยงการใช้สวิทช์ตัวเดียว เปิดการทำงานคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน
        • เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์นั้น ถ้ายังไม่มีการใช้งานจริง ๆ ก็อย่าเปิดขึ้นมา หรือถ้าเปิดขึ้นมาก็ให้กำหนดคุณสมบัติให้เครื่องพิมพ์เข้าสู่สถานะ “Sleep” เมื่อไม่มีการใช้งานระยะเวลาหนึ่ง
        • ลองศึกษาดูว่าเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดใช้บริการเฉพาะภายในสำนักงานนั้น สามารถเปิดการทำงานในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงวันหยุดได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ให้ปิดเสียจะช่วยประหยัดพลังงานได้มาก
        • สำหรับจอมอนิเตอร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์นั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องเปิดให้ทำงานตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อไม่ได้มีการเข้ามาทำงานที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ หรือเมื่อเข้ามาทำงานกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์เสร็จแล้ว ก็ให้กดปุ่มสวิทซ์ปิดการทำงานของจอลงเสีย

แนวทางอื่น ๆ

        ยังมีแนวทางปฏิบัติอื่น ๆ อีกหลายแนวทางของ Green Computing แนวทางปฏิบัติเหล่านี้เกี่ยวเนื่องมาจากการใช้งานระบบไอทีนั่นเอง นั่นคือ การประหยัดการใช้งานกระดาษการประหยัดตลับหมึกพิมพ์ การกำจัดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ๆ และแนวทางการตัดสินใจเลือกอุปกรณ์ชิ้นใหม่ เป็นต้น

ลดการใช้งานกระดาษ

        เป็นที่น่าแปลกใจว่า การมีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำงานได้อย่างมากในปัจจุบัน น่าจะช่วยลดการใช้งานกระดาษลงไปได้อย่างมาก กลับกลายเป็นว่าคอมพิวเตอร์เป็นสาเหตุให้มีการใช้งานกระดาษเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทุก ๆ คนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ ต่างก็ต้องการพิมพ์สิ่งที่ตัวเองต้องการเก็บไว้บนกระดาษนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่มีแนวทางในการประหยัดการใช้งานกระดาษอยู่ตั้งมากมาย อย่างเช่นแนวทางต่อไปนี้

        • พิมพ์เอกสารด้วยขนาดตัวอักษรที่เล็กที่สุดเท่าที่จะยอมรับได้ โดยการดูตัวอย่างการพิมพ์จากโปรแกรมสั่งพิมพ์เสียก่อนที่จะพิมพ์ ซึ่งจะช่วยให้ลดจำนวนหน้ากระดาษที่ต้องพิมพ์ลงได้ เมื่อเทียบกับการพิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่หรือภาพขนาดใหญ่ แต่ทางที่ดีที่สุดในการประหยัดก็คือ บันทึกงานที่ต้องการเก็บนั้นไว้ในดิสก์
        • กระดาษที่พิมพ์แล้วให้นำกลับมาใช้งานใหม่ ด้วยการเก็บรวบรวมไว้ส่งจำหน่ายให้กับผู้รับซื้อ หรือกระดาษที่พิมพ์เพียงด้านเดียวก็ให้นำอีกด้นมาใช้งานเสียก่อน แล้วค่อยเก็บไปจำหน่าย
        • เลือกใช้งานเฉพาะกระดาษที่สามารถนำกลับมางานได้ใหม่ (Recycle) ได้เท่านั้น
        • บันทึกอีเมลสำคัญไว้บนดิสก์แทนการพิมพ์ออกมาบนกระดาษ
        • ให้ใช้งานอีเมลแทนการใช้แฟกซ์ หรือส่งแฟกซ์ออกไปจากคอมพิวเตอร์โดยตรง ทำให้ไม่ต้องพิมพ์เอกสารออกมาก่อนแล้วค่อยส่งแฟกซ์และระบุผู้รับพร้อมข้อความไว้ด้านบนของหน้าแฟกซ์ โดยไม่ต้องใช้ใบนำหน้าแฟกซ์ โดยไม่ต้องใช้ใบนำหน้าแฟกซ์ที่จะต้องเสียกระดาษไปอีกด้านหนึ่ง
        • แนะนำให้เลือกซื้อเครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ 2 หน้ากระดาษในตัวเอง
        • เอกสารที่ใช้งานร่วมกัน เช่น เอกสารในการประชุม เป็นต้น ให้ใช้วิธีแบ่งกันดูในห้องประชุม แล้วแจกจ่ายเอกสารเดียวกันทางอีเมลให้กับทุกคนอีกทีหนึ่ง

การเลือกใช้อุปกรณ์

        ก่อนที่จะมีการเลือกซื้อหรือเลือกใช้งานอุปกรณ์ทางด้านไอทีใด ๆ ควรจะคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้

        • มีความต้องการใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นหรืออุปกรณ์นั้นจริงหรือไม่
        • สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานด้วยการอัพเกรดแทนการซื้อใหม่ได้หรือไม่
        • สามารถใช้ซอฟต์แวร์ทำงานแทนฮาร์ดแวร์ที่ต้องการนั้นได้หรือไม่
        • เลือกซื้อเฉพาะอุปกรณ์ที่ป้ายฉลาก “Energy Star” เท่านั้น
        • เลือกซื้อจอมอนิเตอร์ที่มีขนาดใหญ่เท่าที่จำเป็นต้องใช้งานเท่านั้น
        • เลือกซื้อเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตแทนแบบเลเซอร์ จะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่ากันถึง 80-90% และคุณภาพการพิมพ์ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
        • เลือกซื้อเครื่องพิมพ์ที่สามารถต่อเข้ากับระบบเครือข่าย และเปิดแชร์การใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
        • เมื่อต้องซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ทั้งเครื่องให้เลือกคอมพิวเตอร์ที่มีฉลาก “Green Computers” เพราะคอมพิวเตอร์ที่ป้ายฉลากนี้ นอกจากจะออกแบบให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังออกแบบให้ใช้วัสดุที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และวัสดุบางชนิดสามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้อีกด้วย

        แนวทางปฏิบัติเหล่านี้ใคร ๆ ก็สามารถทำกันได้ ขอเพียงตั้งใจจริง ก็จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของโลกกันได้อย่างมหาศาล


หนังสือ MICRO Computer Vol.25 No.268 November 2007 หน้า 74 - 79
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้239
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9276
mod_vvisit_counterทั้งหมด631277