| | ภาษา “โลกร้อน” ธรรมชาติและเศรษฐศาสตร์
บางส่วนจากบทความ ภาษา “โลกร้อน” ธรรมชาติและเศรษฐศาสตร์ วารสาร ELANG ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ : หน้า ๓๒ - ๓๓ ผู้เขียน : จักรพงศ์ พงศ์เวชรักษ์ ผู้จัดการสื่อและสิ่งพิมพ์ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จบปริญญาตรีสาขาหนังสือพิมพ์จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ ปริญญาโท สาขาการสื่อสารระหว่างประเทศ จาก ม.แมคควอรี ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และม. ลีดส์ ประเทศอังกฤษ บรรณาธิการบทความ : นามตระการ แก้วอรรณเรือง
วันที่ ๕ มิถุนายนเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ร้อนแรงในรอบปีนี้ต้องยกให้เรื่องภาวะโลกร้อน มีการจุดประเด็นมาจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Inconvenient Truth ของประธานาธิบดีอัล กอร์แห่งสหรัฐอเมริกา และที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดคือเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเรื่องโลกร้อน
หลายคนคงคุ้นเคยและได้รับฟังข่าวสารเรื่องผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทั้งน้ำแข็งขั้วโลกละลายจะทำให้น้ำท่วมโลก ดินฟ้าอากาศแปรปรวน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การแพร่ระบาดของโรคร้ายต่าง ๆ ระบบนิเวศสูญเสียพิกลพิการจนไปตัดตอนห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ จนอาจจะถึงขั้นทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ไม่ได้ ถ้อยคำภาษาเรื่องโลกร้อนคงเป็นเรื่องที่คุ้นเคยของหลายฝ่ายที่ติดตามข่าว แต่เราเข้าใจกลไกการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของมันแค่ไหน และมนุษย์เราพยายามใช้กลไกอะไรรับมือป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับปากท้องของมนุษย์
สำหรับคำว่าโลกร้อน เราคงคุ้นเคยกับคำว่า Global Warming แต่ก่อนที่จะไปทำความเข้าใจกับคำนี้ ขอให้เราได้สัมผัสกับคำว่า Climate Change เป็นลำดับแรกคำนี้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งอาจเกิดจากธรรมชาติเช่น โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ที่ทำให้เกิดฤดูกาลต่าง ๆ การไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นและเย็นในมหาสมุทรมีผลต่ออุณหภูมิ คลื่นความกดอากาศที่พาดผ่านพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ต่างกันทำให้อากาศในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นประเด็นร้อนให้กับวงการสิ่งแวดล้อมคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ โดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริโภค อุปโภค ที่มีการปล่อยมลพิษ ก๊าซพิษและควันพิษออกมา เช่น โรงงานผลิตสินค้า โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน การบรรทุกขนส่ง การเผ่าขยะ ซึ่งล้วนเป็นต้นตอให้เกิดก๊าซก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ลอยขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้การตัดไม้ทำลายป่าทำให้แหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อแปรสภาพเป็นก๊าซออกซิเจนหมดไป เกิดส่วนเกินของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
ปกติในชั้นบรรยากาศโทรโปสเฟียร์ของโลกโดยธรรมชาติ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทนอยู่แล้ว รวมทั้งก๊าซไนตรัสออกไซด์ และก๊าซโอโซนเรียกว่า Greenhouse Gases หรือก๊าซเรือนกระจกเพราะเมื่อดวงอาทิตย์ส่งคลื่นความร้อนลงสู่ผิวโลก พื้นผิวโลกบางส่วนจะดูซับไว้ และจะสะท้อนคลื่นความร้อนบางส่วนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แต่จะถูกก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่โดยธรรมชาติในชั้นบรรยากาศกักเก็บคลื่นความร้อนนั้นไว้ แล้วจะส่งกลับมายังพื้นโลกอีกครั้ง เหมือนกับการทำหน้าที่ของเรือนกระจกปลูกต้นไม้ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Greenhouse Effect หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก นั่นคืออุณหภูมิพื้นผิวโลกอยู่ในระดับเหมาะสมที่มนุษย์จะดำรงชีพอยู่ได้ Greenhouse Effect จึงเป็นเรื่องกลไกของธรรมชาติ แต่เมื่อมวลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเธนที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ขึ้นไปสะสมเท่ากับว่าคลื่นความร้อนจะถูกเก็บกักมากขึ้นและถูกปลดปล่อยสู่ผิวโลกในปริมาณที่มากขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้สภาพอากาศใกล้ระดับพื้นผิวโลกและระดับพื้นผิวมหาสมุทรมีระดับอุณหภูมิสูงขึ้น ผิดกลไกธรรมชาติ สภาวะเช่นนี้เองที่เป็นที่มาของคำว่าภาวะโลกร้อน หรือ Global Warming ที่สังคมกำลังตระหนก Global Warming จึงเป็นเสมือนผลพวงจาก Climate Change ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์
นานาประเทศได้ประชุมแลตกลงร่วมมือกันเพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อนในปี ๒๕๔๐ โดยทำข้อตกลงที่เรียกว่า Kyoto Protocol หรือ พิธีสารเกียวโต เพื่อกำหนดให้ประเทศต่าง ๆ ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในประเทศอุตสาหกรรมและประเทศที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงเปลี่ยนหรือ Transition Economy เช่น ยุโรปตะวันออก และรัสเซีย จะต้องกำหนดเป้าหมายและมีพันธกรณีที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย แม้จะไม่มีพันธกรณีผูกพัน ก็ต้องมีส่วนร่วมและจัดทำรายการแห่งชาติเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับ United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCC) ซึ่งเป็นกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าร่วมเป็นภาคี ๑๘๔ ประเทศ
อย่างไรก็ตามประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้พยายามต่อรองไม่ให้พันธกรณีดังกล่าวกระทบกบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีการผลิตและบริโภคที่เป้ฯที่มีของก๊าซเรือนกระจกในอัตราสูงมาก โดยพยายามให้มีกลไกทางเศรษฐศาสตร์ออกมารองรับ ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า Carbon Credit หรือ Emission Trading หรือการซื้อขายโควต้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลักใหญ่ใจความของระบบนี้คือ เมื่อประเทศใดก็ตามที่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกำหนดในพันธกรณีแล้วแต่ยังต้องดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาอีก จะต้องซื้อโควต้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากประเทศที่ยังไม่ทะลุเพดานที่กำหนดในการปล่อยก๊าซฯ ดังกล่าว หรือเป็นประเทศที่มีการดำเนินกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะทำให้ได้ Carbon Credit เพื่อไว้ซื้อขายต่อไป ระบบนี้ทำให้เกิดผู้ซื้อผู้ขายโควต้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและได้มีการพัฒนาเป็นตลาดซื้อขายในเมืองชิคาโกของสหรัฐฯ เรียกว่า Chicago Climate Exchange และกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ เรียกว่า European Climate Exchange และทำให้เกิดช่องทางในการทำเงินจากการขายโควต้าปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะประเทศที่มีกิจกรมและโครงการในลักษณะที่ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่า หรือสวนเกษตร ดังกรณีของมาเลเซียที่พยายามศึกษาให้เห็นว่าการปลูกปาล์มน้ำมันมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจน ซึ่งอาจจะแปรสภาพเป็นโควต้านั้นไปขายให้กับประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือจะนำเอาโควต้านั้นไปขายให้กับประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทะลุเป้าไปแล้ว เรื่องของ Carbon Credit และ Emission Trading มีการมองในแง่ต้นทุนการทำธุรกิจว่าช่วยลดผลกระทบของโควต้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะมีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะสำหรับบางธุรกิจ การดำเนินกิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเองอาจจะมีต้นทุนสูงเกินไป การมีทางเลือกให้ใช้วิธีจ่ายเงินซื้อโควต้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงคุ้มค่ากว่า
กลไกทางเศรษฐกิจอีกตัวที่เกิดจากแรงกดดันของการลดภาวะโลกร้อนคือ กลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ Clean Development Mechanism (CDM) ซึ่งเป็นแรงผลักดันจากสหรัฐฯ เช่นกัน โดยในข้อตกลงพิธีสารเกียวโต กำหนดใจความของ CDM ไว้ว่าคือกลไกให้ประเทศอุตสาหกรรมที่มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถเข้าไปลงทุนในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Carbon Project ในประเทศกำลังพัฒนาได้ ถ้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศตนเองมีต้นทุนสูงเกินไป และส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ประเทศกำลังพัฒนาได้บรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนโครงการที่เข้าไปลงทุนนั้นจะทำให้ประเทศอุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จาก CMD มากเกินไป เพื่อให้ได้โควต้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงมีการกำหนดไว้ว่า CDM ของประเทศอุตสาหกรรมนั้นจะต้องมีลักษณะเข้าไปเป็น “ส่วนเสริม” หรือ Supplemental ให้กับกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่แล้วของประเทศกำลังพัฒนา เรื่อง Carbon Project เพิ่งเริ่มคึกคักขึ้นในปี ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นปีที่พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ ก่อนหน้านี้การมองกันในแง่มุมธุรกิจว่าเป็นโครงการที่มีปัจจัยเสี่ยงมากเกินไป
ประเด็นเรื่องโลกร้อนเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมที่กำลังร้อนแรงที่สุดและเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากที่สุดเช่นกัน ความพยายามสงวนรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ยืนนานค้ำจุนชีวิตมนุษย์แยกไม่ออกจากมิติอื่น ๆ ดังจะเห็นได้จากกลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อความคุ้มทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกรจก คำว่า Carbon Credit, Emission Trading และ Clean Development Mechanism จึงก่อเกิดงอกเงยมาจากประเด็นสิ่งแวดล้อมเรื่องภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น ภาษาสิ่งแวดล้อมและภาษาเศรษฐศาสตร์ในปริบทภาวะโลกร้อนจึงเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน หรือแปลงเป็นสารง่าย ๆ ได้ว่าธรรมชาติและพฤติกรรมความเป็นอยู่ของมนุษย์เสริมส่งและทำลายซึ่งกันและกัน กลไกเศรษฐศาสตร์เหล่านั้นจะเป็นหนทางดับทุกข์จากภาวะโลกร้อนได้จริงหรือไม่ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความศักดิ์สิทธิ์ของถ้อยคำภาษาเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมในอนาคต เป็นเรื่องที่รอการประเมินและต้องพิสูจน์ แต่ที่แน่ ๆ ตราบใดเรายังยึดติดกับการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยติดตามมาโดยปราศจากความพอดีหรือทางสายกลาง ภาวะแห่งทุกข์จากสภาพแวดล้อมและธรรมชาติจะติดตามมาแน่นอน | | |
|