| | มีเทน ก๊าซเรือนกระจกที่ไร้คนใส่ใจ
ที่มา -- รอยเตอร์
ฟาร์มเลี้ยงสัตว์และนาข้าวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โลกของเราร้อนขึ้น โดยรายงานจากรอยเตอร์สระบุว่า ฟาร์มเลี้ยงสัตว์และการปลูกพืชที่ต้องทดน้ำนั้นยังผลให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซที่ทำให้โลกร้อนอีกประเภทหนึ่ง แต่กลับได้รับความสนใจน้อยกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
เห็นได้จากนโยบายของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญต่อการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และระบบคาร์บอนเครดิต ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ยอมให้ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินโควตาของตนเองชดเชยส่วนที่เกินมาด้วยการลงทุนโครงการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศอื่น ๆ อาทิ การสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ขณะที่ก๊าซมีเทนนั้น มีศักยภาพมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการกักเก็บความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศถึง 23 เท่า โดยสามารถเก็บก๊าซที่เกิดจากมูลสัตว์ การถมดิน เหมือง และท่อก๊าซธรรมชาติที่รั่วไหลได้
“1 ใน 5 ของก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกเราร้อนเกิดขึ้นจากมีเทน ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรม” พอล เฟรเซอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาวะอากาศจากออสเตรเลีย กล่าว
ความเข้มข้นของมีเทนในอากาศเพิ่มขึ้นถึง 150% ตั้งแต่ปี 2493 และถึงขณะนี้ได้ขยายความเข้มข้นไปมากกว่าระดับเฉลี่ย เมื่อเทียบกับช่วง 650,000 ปีที่ผ่านมาแล้ว โดยคณะกรรมการทำงานด้านสภาวะอากาศของยูเอ็น ระบุว่า กิจกรรมของมนุษย์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น
ทั้งนี้ คณะทำงานดังกล่าวจะเน้นที่การหาหนทางจำกัดการปล่อยก๊าซมีเทน และกาซอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก และรายงานลงในรายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับการลดผลกระทบจากสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ที่ได้รับการเผยแพร่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่กรุงเทพฯ
บิล แฮร์ ผู้อำนวยการด้านสภาวะอากาศจากกรีนพีซ และหนึ่งในคณะผู้เขียนรายงานดังกล่าว ระบุว่า มีการโต้แย้งกันว่าค่าใช้จ่ายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะที่การอภิปรายนโยบายในสหรัฐ มักจะเน้นที่ก๊าซมีเทนว่าเป็นปัญหามากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน เนื่องจากการดักจับก๊าซมีเทนจากการถมที่ดิน เหมือง หรือจากพลังงานจากซากพืช ซากสัตว์ หรือท่อส่งก๊าซธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทำได้โดยตรง และประหยัด เพราะมีเทนเป็นองค์ประกอบสำคัญของก๊าซธรรมชาติ และสามารถเผาไหม้เป็นพลังงานได้
อย่างไรก็ดี แฮร์ ระบุว่า แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่จัดการก๊าซมีเทนได้ยาก ได้แก่ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์และนาข้าวซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยนแปลงวิถีการปฏิบัติได้หากเทียบกับในพื้นที่อุตสาหกรรม
นาข้าว และพื้นที่อื่น ๆ ที่ต้องการทดน้ำจะผลิตก๊าซมีเทนในปริมาณมากกว่าพืชอื่น ๆ เช่นเดียวกับหนองคลอง บึงตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ก๊าซมีเทนยังสะสมอยู่ใต้น้ำแข็งในภูมิภาคกึ่งขั้วโลก อย่างพื้นที่ที่เป็นน้ำแข็งชั่วคราว และใต้ทะเลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แฮร์ ระบุว่า ขณะนี้มีทางเลือกจำนวนมากให้พิจารณา อาทิ การเพิ่มจำนวนวัว ควาย และแกะ เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากการเรอ และเปลี่ยนจากการเลี้ยงในฟาร์มขนาดใหญ่เป็นการเลี้ยงในไร่แทน
“ส่วนในเรื่องของข้าวนั้น เพียงแค่เปลี่ยนระยะและเวลา และวิธีการทดน้ำเข้านา ก็สามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้แล้ว” แฮร์กล่าว
เฟรเซอร์ ผู้นำกลุ่มวิจัยการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศโลก จากองค์กรวิจัยอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับเงินทุนจากรัฐบาล กล่าวว่าขณะนี้จำนวนก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศโลกอยู่ในระดับคงที่ นับแต่เริ่มรักษาระดับไว้ได้เมื่อปี 2542 โดยคาดว่า เกิดจากหนอง คลอง บึงในโลกประสบภาวะแห้งแล้งมากขึ้น จนถึงจุดสมดุลกับการปล่อยก๊าซจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ แต่เหตุการณ์เช่นนี้จะดำรงต่อไปได้ถึงเมื่อใดคงได้แต่คาดเดา
“คนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่ในช่วงหนึ่งในอนาคตความเข้มข้นของมีเทนจะเริ่มไต่ระดับอีกครั้ง เพราะความต้องการก๊าซธรรมชาติ ข้าว และการปศุสัตว์ของโลก” เฟรเซอร์ กล่าว
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันพุธที่ 2 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 หน้า A14 | | |
|