คิดอย่าง อิสระ ...อิสระ บุญยัง
ถึงเวลาทบทวน 'EIA' ได้หรือยัง ?
6 ก.พ.2551 ที่ผ่านมา มีข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ “คอนโดเฮ ‘สผ.’ ยอมถอย” คลายกฎเหล็กเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามจำนวนแอร์
ที่มาของข่าวดังกล่าวคือ กรณีที่สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ให้อาคารชุด (ตั้งแต่ 80 ยูนิตขึ้นไป) ต้องปลูกต้นไม้ชดเชยความร้อนที่ออกจากเครื่องปรับอากาศ
โดยให้ถือว่าห้องชุดทุกห้องติดเครื่องปรับอากาศ และกำหนดให้ปลูกต้นไม้ 1 ต้น (ขนาดเส้นรอบวงไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร และความสูงไม่ต่ำกว่า 5 เมตร) ต่อเครื่องปรับอากาศ 2 ตัน ทำให้ต้องมีพื้นที่ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละโครงการอาจต้องมีพื้นที่เพิ่มขึ้น 1 เท่าหรือหลายเท่าตัว
ต่อมากรณีดังกล่าว ได้มีเสียงคัดค้านจากภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก จนมีผลทำให้ สผ. เตรียมการเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อทบทวนมาตรการดังกล่าว
โดยปกติโครงการจัดสรรที่ดินที่มีพื้นที่ดินเกินกว่า 100 ไร่ หรือจำนวนหน่วยตั้งแต่ 500 หน่วย และโครงการอาคารชุดที่มีจำนวนตั้งแต่ 80 หน่วย ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ตัวอย่างในลักษณะดังกล่าวข้างต้น มิใช่เป็นครั้งแรก เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีผลกระทบจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ต่อการพัฒนาการที่อยู่อาศัย ทั้งในกรณีของโครงการจัดสรรและอาคารชุดหลายกรณีด้วยกัน เช่น มติคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2548 และครั้งที่ 2/2549 เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2549 ได้มีมติให้โครงการอยู่อาศัยรวมที่มีจำนวนอาคารตั้งแต่ 2 อาคารขึ้นไปบนพื้นที่เดียวกัน และมีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ 1 หมื่นตารางเมตรขึ้นไป ให้ถือเสมือนว่าเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งโครงการต้องดำเนินการดังนี้
1. กำหนดระยะถอยร่นจากแนวเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 6 เมตร
2. กำหนดระบบป้องกันเพลิงไหม้และกฎเกณฑ์ความปลอดภัยเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารที่จะให้อาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องจัดให้มี
มติดังกล่าวกลายเป็นกฎหมายที่มีผลปฏิบัติและไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร 2522 กรณีนี้ทำให้หลายโครงการต้องซื้อที่ดินเพิ่ม หลายโครงการต้องแก้ไขอาคารให้เล็กลงแต่ต่อมาคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ก็ได้มีการพิจารณาการทบทวนว่า หากกรณีดังกล่าวมีทางเข้าออกหลายทาง หรือมีระบบป้องกันอัคคีภัยเพิ่มเติม ก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามมติ เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2548 หรือวันที่ 13 ม.ค.2549
กรณีตัวอย่าง ของโครงการจัดสรรแห่งหนึ่งบริเวณถนนรังสิต-นครนายก ซึ่งถูกสร้างเป็นทาวน์เฮาส์จำนวนเกินกว่า 500 หน่วย และอยู่ในเกณฑ์ ซึ่งต้องจัดทำ EIA ปรากฏว่าคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ไม่ผ่านความเห็นชอบ ในการจัดทำ EIA เนื่องจากเห็นว่าน้ำในคลองรังสิต แม้ว่าโครงการจะได้จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียตามข้อกำหนดการจัดสรรที่ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน 2543 และได้รับอนุญาตระบายน้ำจากกรมชลประทานแล้วก็ตาม
ต่อมาโครงการดังกล่าว ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เรียบร้อยแล้ว เหตุผลเป็นเพราะในการประชุมครั้งต่อมา กรรมการผู้ชำนาญการฯ ซึ่งมีความเห็นในเรื่องดังกล่าวมิได้เข้าร่วมประชุม
อีกกรณีตัวอย่าง ของโครงการจัดสรรที่มีชื่อเสียงโครงการหนึ่งจัดสร้างบ้านเดี่ยวในเนื้อที่ประมาณ 110 ไร่ และพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่สีเหลือง ซึ่งตามผังเมืองรวมกรุงเทพฯมหานครสามารถจัดสร้างอาคารพาณิชย์ หรือทาวน์เฮาส์ได้ ความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีความเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ไม่เหมาะที่จะทำโครงการจัดสรร จึงไม่ผ่านการจัดทำรายงาน EIA
จากหลายกรณีตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่ามติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ จะเปลี่ยนกลับไปมาตามความเห็นของบุคคล หรือของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ แต่ละท่านหรือแต่ละชุด ซึ่งอาจให้น้ำหนักหรือมุมมองที่แตกต่างกันออกไป และหลายกรณีก็ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายฉบับอื่น ๆ
ผู้เขียนเห็นว่ามีความจำเป็นของโครงการหลายประเภท ซึ่งควรต้องจัดทำ EIA เป็นรายกรณีไป เช่น โรงโม่และบดย่อยหินเหมืองแร่ เหมืองถ่านหิน อุตสาหกรรมที่ก่อมลภาวะ อาคารสูงที่อยู่ใกล้วัด วัง ศาสนสถาน สถาบันโบราณสถาน ใกล้พื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่อ่อนไหวอื่น ๆ หรือการจัดทำโครงการที่มิได้มีกฎหมายอื่นกำกับดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อม
แต่ในกรณีของการพัฒนาโครงการจัดสรรและอาคารชุด ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติและกฎหมายกว่า 20 ฉบับ ผู้เขียนเห็นว่าหากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะเช่นเดียวกับข้อกำหนดการจัดสรรที่ดิน หรือกฎกระทรวงของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร จะทำให้ผู้ประกอบการทราบแนวทางข้อให้ปฏิบัติหรือข้อห้ามปฏิบัติที่ชัดเจน และทำให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ใช้เวลาในการพิจารณาลดลงหรือพิจารณาในประเด็นอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ดุลพินิจหรือพิจารณาเป็นรายกรณีไป
ผู้เขียนเชื่อว่าความเห็นของบุคคลหรือคณะบุคคล ซึ่งเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มีเจตนาที่ดีในการปกป้องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนา แต่จากกระบวนการที่ใช้ดุลพินิจ หรือตามความเห็นของบุคคลเป็นหลัก ในการพิจารณาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงมีคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องมีการทบทวนกระบวนการ หรือวิธีการในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยองค์รวมของกฎหมาย องค์กร หน่วยงาน และภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม
มิใช่เป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เท่านั้น
ซึ่งผู้เขียนจะขออนุญาตนำเสนอแนวทางอื่น ๆ ในครั้งต่อไป
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 หน้า B4 |
|