ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
คิดอย่าง อิสระ
...อิสระ บุญยัง

ถึงเวลาทบทวน 'EIA' ได้หรือยัง ? (จบ)

        มื่อคราวที่แล้ว (โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 19 ก.พ. 2551) ผู้เขียนได้กล่าวถึงกรณีตัวอย่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้มีมติหรือความเห็นกลับไปกลับมาตามความเห็นของบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มีเจตนาที่ดีในการปกป้องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนา

        แต่กระบวนการซึ่งใช้ความเห็นในการวินิจฉัยยังขาดบรรทัดฐานที่ผู้ปฏิบัติต้องถือปฏิบัติ ในขณะเดียวกันการจัดสร้างที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูงต่างอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ประกาศ หรือข้อบังคับต่าง ๆ กว่า 100 ฉบับ หลายกรณีจึงเกิดความซ้ำซ้อนในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) และกฎหมายหลายฉบับก็มีเจตนาเพื่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นเดียวกัน อาทิ

        1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ.2518 และผังเมืองรวมซึ่งมีฐานะเป็นกฎกระทรวง ทุกจังหวัดได้มีการจัดทำผังเมืองรวมในเขตเมืองหรือประกาศใช้ทั้งจังหวัด โดยที่ผังเมืองรวมได้กำหนดพื้นที่การก่อสร้างไว้แล้วว่า พื้นที่ใดให้สร้างอาคารประเภทใด หรือห้ามสร้างอาคารประเภทใด โดยกำหนดทั้งขนาดและรูปแบบ เช่น ต้องสร้างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ หรือต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 100 ตารางวาต่อ 1 แปลง หรือ 1,000 ตารางวาต่อ 1 แปลง หรือบางพื้นที่ให้สร้างได้ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร หรือสูงไม่เกิน 23 ตารางเมตร รวมถึงการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งข้อกำหนดทั้งหมดของผังเมืองก็เป็นไปเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีในการพัฒนาเมือง

        2. กฎหมายการจัดสรรที่ดิน มีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 กฎกระทรวง ประกาศ หรือข้อกำหนดกว่า 20 ฉบับ ใช้ควบคุมการจัดสรรที่ดินอยู่แล้ว และข้อกำหนดการจัดสรรที่ดินอยู่แล้ว และข้อกำหนดการจัดสรรที่ดินของทุกจังหวัดก็มีเนื้อหากว่าครึ่งของข้อกำหนดที่มีสาระสำคัญว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สาธารณสุข การบำบัดน้ำเสีย ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับสิ่งแวดล้อม

        3. ข้อบัญญัติท้องถิ่น หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสภาพแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ข้อบัญญัติ กทม.ที่กำหนดบริเวณห้ามสร้าง ดัดแปลง อาคารบางชนิด เช่น
        3.1 เพื่ออนุรักษ์โบราณสถาน และบริเวณก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
        3.2 เพื่อรักษาความปลอดภัยของสถาบันระดับสูง และบริเวณที่สมควรรักษาเป็นพิเศษเฉพาะแห่ง
        3.3 เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีของบริเวณที่อยู่อาศัย
        3.4 เพื่อกำหนดพื้นที่รับน้ำตามโครงการป้องกันน้ำท่วม กทม.
        3.5 เพื่อสงวนพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ใกล้เมือง
        3.6 เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาจราจรและเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยริมถนนสายหลักที่สำคัญ

        4. พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง พ.ศ.2522 และกฎกระทรวงอีกหลายสิบฉบับ ซึ่งบางฉบับเป็นลักษณะการควบคุมทั่วไป เช่น กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (อาคารสูง) กฎกระทรวงฉบับที่ 55 (อาคารแนวราบ) และอีกหลายฉบับ ที่ออกมาเพื่อกำกับควบคุมทั้งเรื่องความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ที่เป็นการเฉพาะ เช่น พื้นที่เกาะบางแห่ง พื้นที่ริมทะเล เป็นต้น

        กฎหมายและองค์กรกำกับดูแลที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้เขียนว่า น่าจะมีหลายแนวทางให้กฎหมายหรือองค์กรต่าง ๆ ได้กำกับดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมไปด้วยในคราวเดียวกันอาทิ

        1. คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง (ตาม พ.ร.บ.จัดสรร 2543) ซึ่งมีเลขาธิการสำนักนโยบายและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นกรรมการโดยตำแหน่งอยู่แล้ว และคณะกรรมการก็มีอำนาจกำกับดูแลการจัดสรรที่ดินทั่วประเทศ มีอำนาจในการกำหนดนโยบายการจัดสรรที่ดินทุกจังหวัด หากเห็นว่าควรจะมีวิธีการ มาตรการ หรือการดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินต้องดำเนินการ ก็สามารถกำหนดเป็นนโยบาย เพื่อให้คณะกรรมการจัดสรรทุกจังหวัดออกข้อกำหนด เพิ่มเติมข้อกำหนด ที่จะเป็นมาตรการในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้

        2. คณะกรรมการจัดสรรที่ดินทุกจังหวัด (ตาม พ.ร.บ.จัดสรร 2543) ซึ่งมีอำนาจในการออกข้อกำหนดการจัดสรรที่ดิน และมีอำนาจในการออกแบบใบอนุญาตจัดสรรที่ดินสำหรับใน กทม.จะมีผู้แทนของ ผส.เป็นกรรมการอยู่ด้วย และในจังหวัดอื่น ๆ ปลัดกระทรวงมหาดไทยสามารถแต่งตั้งผู้มีความรู้ความชำนาญด้านสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมเป็นกรรมการจังหวัดในทุกจังหวัด

        ดังนั้น จะมีข้อปฏิบัติหรือข้อห้ามปฏิบัติอย่างไร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดการจัดสรรที่ดินได้ และการพิจารณาในเรื่องมาตรการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมก็ให้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินของจังหวัด เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและไม่เกิดความซ้ำซ้อน

        3. ข้อกำหนดเกี่ยวกับอาคารชุด ซึ่งอาคารชุดจะมีกฎหมายควบคุมเรื่องการก่อสร้างที่กำกับดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและพระราชบัญญัติอาคารชุดที่กำกับดูแลกรมที่ดิน หากจะมีข้อกำหนดที่จะเป็นบรรทัดฐานในการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นข้อ ๆ เช่น พื้นที่หน่วงน้ำ พื้นที่สีเขียว ทางเข้าออก การบำบัดน้ำเสีย การระบายน้ำ การดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งก่อนและหลังการก่อสร้าง หรืออื่น ๆ และยื่นขออนุญาตพร้อมกับการขออนุญาตก่อสร้าง หรือขอการจดทะเบียนอาคารชุดผู้อนุญาตก็จะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและมีหน่วยงานกำกับดูแลในระยะต่อไปด้วย

        4. ให้มีผู้ชำนาญการรับรอง กำหนดให้การยื่นเรื่องขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรืออาคารชุดต้องมีการจัดทำ EIA แนบมาด้วย โดยบุคคลซึ่งได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ชำนาญการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการที่ต้องมีสถาปนิกและวิศวกรตรวจอบรับรองในการจัดทำผังโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินหรือในการขออนุญาตก่อสร้างและให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือคณะกรรมการผู้ชำนาญการ เป็นผู้กำกับดูแลผู้ชำนาญการ เช่นเดียวกับสภาวิศวกร หรือสมาวิชาชีพอื่น ๆ

        5. บทบาทของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และหรือคณะกรรมการผู้ชำนาญการมีบทบาทในการสนับสนุนส่งเสริม คือมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะหน่วยงานต่าง ๆ ในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งควรเป็นบรรทัดฐานในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูงไว้ในกฎหมายฉบับต่าง ๆ หรือการเสนอแนะให้ส่วนท้องถิ่น เช่น กทม. อบต. อบจ. เทศบาล สุขาภิบาล ฯลฯ ออกข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ หรือข้อกำหนด ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ ซึ่งหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเหล่านี้จะมีอำนาจในการออกใบอนุญาตพร้อมทั้งมีกลไกโครงสร้าง และบุคลากร ที่จะกำกับดูแลการก่อสร้างและสิ่งแวดล้อมไปในคราวเดียวกัน

บทสรุป

        ผู้เขียนเห็นว่าการคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาที่จะต้องศึกษาผลกระทบของกิจกรรมที่เกิดขึ้นว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรบริเวณพื้นที่โครงการและรอบโครงการ ทั้งในลักษณะของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต ในธรรมชาติและรอบตัวมนุษย์ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวรวมทั้งมาตรการติดตามตรวจ สอบผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้แนวทางที่นำเสนอเพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนและเป็นปัญหาอุปสรรคในเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ทั้งยังมีองค์กรซึ่งสามารถกำกับดูแลในระยะยาวอีกด้วย

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2551 หน้า B4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้769
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4550
mod_vvisit_counterทั้งหมด558665