ไอพีซีซีคลอดมาตรการต่อสู้ภาวะโลกร้อน
ที่ประชุมโลกร้อนบรรลุข้อตกลงต่อสู่ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง หลังหารือมาราธอนนานข้ามคืน รายงานระบุจี้ทุกชาติทำทุกวิถีทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเร็วโดยใช้เครื่องมือที่อยู่แล้วในปัจจุบัน พร้อมยกตัวอย่างพลังงานทางทดแทนเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยบรรเทาวิกฤติ
ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (IPCC: Intergovernmental Panel on Climate Change) ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์และตัวแทนรัฐบาลกว่า 2,000 คนจาก 120 ประเทศ บรรลุข้อตกลงในร่างสุดท้ายของบทสรุปสำหรับผู้กำหนดนโยบายเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุภาวะโลกร้อน หลังใช้เวลาหารือนาน 5 วันตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-4 พ.ค. ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
ตามรายงานสรุปกระตุ้นให้ทั่วโลกเร่งลดดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อลดการก่อก๊าซเรือนกระจกซึ่งหากมีความตั้งใจอย่างแข็งขันภายในอีก 2-3 ทศวรรษข้างหน้าย่อมเห็นผลในทางที่ดีขึ้นต่อสภาพแวดล้อม และโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเครื่องมือที่จะช่วยลดปัญหาต่างมีอยู่แล้วทั้งสิ้นและสามารถนำมาใช้ดำเนินการได้ทันที ซึ่งตามรายงานได้แนะความสำคัญในการหันไปใช้พลังงานทดแทนเป็นสำคัญ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ รวมถึงให้ใคร่ครวญวิธีการนำพลังงานไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่นเดียวกับวิทยาการใหม่ที่ช่วยเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซก่อสภาวะเรือนกระจกมากที่สุด เอาไว้ใต้ดินก็เป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่น่าสนใจหากเทียบกับการใช้พลังงานฟอสซิลในปัจจุบันที่มีต้นทุนสูงกว่า
รายงานดังกล่าวถือเป็นรายงานชุดที่สามและเป็นชุดสุดท้ายของปีนี้ที่จัดทำโดยไอพีซีซี เพื่อวางแนวทางในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน หลังจากที่สองชุดแรกเป็นการพิจารณาหลักฐานและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะดังกล่าว
ในช่วงเวลาเดียวกันนายทอม แวน เออร์แลนด์ เจ้าหน้าที่ด้านนโยบายของหน่วยงานด้านยุทธศาสตร์ทางด้านอากาศ การเจรจาระหว่างประเทศ และการตรวจสอบมาตรการของสหภาพยุโรป (อียู) ออกมาเผยความคืบหน้าที่อียูพยายามบรรเทาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมาทางคณะกรรมาธิการอียูรับรองมาตรการจัดตั้งนโยบายด้านพลังงานใหม่สำหรับยุโรปภายใต้เป้าหมายต่อสู้กับภาวะโลกร้อนและสร้างความมั่นคงและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านพลังงานในภูมิภาค โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2563 จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกให้ได้ 20% และเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับรถยนต์ให้ได้ 10% มองทางเลือกการพัฒนาพลังงานจากนิวเคลียร์ ซึ่งขึ้นกับนโยบายแต่ละประเทศสมาชิก และมุ่งสู่การพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งอียูมีแผนตั้งโรงงานสาธิต 12 แห่งภายในปี 2558 ภายใต้เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้เกือบ 0% ภายในปี 2563
ขณะที่มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อียูเสนอให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซดังกล่าวให้ได้เฉลี่ย 30% จากระดับเมื่อปี 2533 ขณะที่อียูเองตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้อย่างน้อย 20% แม้ว่าในระดับนานาชาติจะยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวในระดับโลกก็ตาม
โดยหวังว่ามาตรการด้านพลังงานใหม่นี้ ประกอบกับมาตรการที่เคยมีมา เช่น แผนการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU Emission Trading Scheme) กลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM: Clean Development Mechanism) ซึ่งเป็นการลงทุนพัฒนาโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา หรือกองทุนพัฒนาพลังงานทางเลือกและการเสริมประสิทธิภาพด้านการพัฒนาพลังงานระดับโลก (GEEREF : The Global Energy Efficiency and Renewable Energy Fund) ซึ่งเป็นเงินกอทุนสำหรับพัฒนาพลังงานทดแทนให้กับประเทศกำลังพัฒนาจะทำให้อียูบรรลุเป้าหมายจำกัดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิให้อยู่ที่เพียง 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคพัฒนาอุตสาหกรรม
การตื่นตัวเพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อนยังรวมถึงกรณีที่ญี่ปุ่นมีแผนเสนอจัดตั้งกองทุนเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานภายใต้การดำเนินงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) มูลค่าโครงการราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และกระตุ้นให้ชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกตระหนักถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 27 ฉบับที่ 2,215 วันที่ 06 พ.ค. - 09 พ.ค. 2550 หน้า 10 |
|