ชำแหละ กม.อุทยาน-สัตว์ป่า เปิดช่องแปลงป่าเป็นทุน หนุนธุรกิจการค้า
ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เดินหน้าจัดทำร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.... และร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า พ.ศ.... ขึ้นเพื่อใช้บังคับแทน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยมีกำหนดจัดทำร่างให้เสร็จในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อส่งต่อร่างให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้ทันเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกันยายนนี้ ก็เกิดเสียงคัดค้านจากองค์กรพัฒนาเอกชน ด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้กรมอุทยานฯ ทบทวนเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับมากยิ่งขึ้น
ประเด็นที่องค์กรพัฒนาเอกชนหวาดหวั่นก็คือ การเกรงกลัวว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “แปลงป่าเป็นทุน” และ “เอื้อต่อธุรกิจการค้าสัตว์ป่า” เนื่องจากพบว่า ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ ได้ทำลายเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิมอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนหลักคิดและเจตนารมณ์ของการจัดตั้งพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อคุ้มครองรักษาทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้และสัตว์ป่า ไม่ให้ถูกทำลาย เปลี่ยนแปลง หรือถูกรบกวน ไปสู่การ “เปิดพื้นที่ป่า” เพื่อการท่องเที่ยวอย่างครบวงจรเต็มรูปแบบ และเปิดช่องทางให้การค้าขายสัตว์ป่าได้ทุกประเภทสามารถทำได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย
ในเวทีสัมมนาเรื่อง “ร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.... และร่าง พ.ร.บ.รักษาสัตว์ป่า พ.ศ.... : รักษาหรือแปลงป่าเป็นทุน” จัดโดยมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร ได้วิพากษ์วิจารณ์ พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับอย่างเผ็ดร้อน
ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แสดงข้อเป็นห่วงต่อมาตราที่สำคัญ โดยเฉพาะมาตรา 28 มาตรา 38 และมาตรา 40 ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในเขตอุทยานแห่งชาติ อาจารย์ศักดิ์อนันต์ บอกว่า ที่น่าห่วงคือวิธีการกำหนดเขตตามมาตรา 28 ที่จะแบ่งพื้นที่อุทยานเป็นเขตหวงห้าม เขตบริการ และเขตผ่อนปรน ที่ผ่านมาการแบ่งเขตอุทยานจะทำแผนแม่บทการจัดการอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง ในแผนแม่บทมีการจัดทำเขตการจัดการพื้นที่อิงข้อมูลวิชาการ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหา การใช้ประโยชน์ และอยู่บนพื้นฐานของหลักการจัดทำเขตตามหลักวิชาการ แต่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ให้อำนาจแก่หัวหน้าอุทยานและอธิบดีในการกำหนดเขต โดยมีเพียงแค่การรับฟังข้อปรึกษา และความคิดเห็นจากคณะกรรมการที่ปรึกษาประจำอุทยานแห่งชาติเท่านั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า การกำหนดเขตจะอยู่บนหลักทางวิชาการและผ่านการวิพากษ์วิจารณ์ในทางวิชาการมากพอ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 38 ที่น่าเป็นห่วง ในแง่การให้ใช้ประโยชน์ในอุทยานแห่งชาติเพื่อการท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติได้ทุกบริเวณถ้ามีเจ้าหน้าที่ไปด้วย แม้แต่เขตหวงห้าม ซึ่งเป็นเขตไข่แดงตามหลักสากลต้องมีการกำหนดพื้นที่ห้ามเข้า ห้ามใช้ประโยชน์ อาจจะยกเว้นงานวิจัย เพื่อเป็นพื้นที่คงรักษาสภาพความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด แต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับเปิดให้การท่องเที่ยวเข้าได้ทุกบริเวณ
อาจารย์ศักดิ์อนันต์ บอกอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลมากอีกประการ คือ มาตรา 38 วรรค 3 ที่ว่าด้วยการให้บริการเพื่อการท่องเที่ยว หรือ ที่พักอาศัยชั่วคราวแก่นักท่องเที่ยว และมาตรา 40 ภายในเขตบริการ อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ มีอำนาจอนุญาตหรือทำความตกลงผูกพันให้บุคคลเข้าไปลงทุนก่อสร้างเกี่ยวกับการท่องเที่ยวบริการที่พักแรมได้ เขตบริการละไม่เกิน 10 ไร่ คราวละไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี มาตรานี้เปิดกว้างมากเกินไป อุทยานหนึ่งอาจจะมีเขตบริการได้เป็น 100 แห่งก็ได้ เป็นการอนุญาตให้เอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ง่ายขึ้น ไม่ได้แก้ปัญหาที่ชาวบ้านยึดพื้นที่ให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ก่อนหน้านี้ แต่เท่ากับเปิดพื้นที่ใหม่เป็นเขตบริการและให้เอกนเข้ามาสร้างรีสอร์ทและทำกิจกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างถูกกฎหมาย
“ผมทำนายได้เลยจะมีเอกชนรายใหญ่เพียงไม่กี่รายเข้ามาได้ผลประโยชน์” อาจารย์ศักดิ์อนันต์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาเสนอถึงแนวทางที่ควรจะเป็นว่า เขตอุทยานไม่จำเป็นต้องส่งเสริมการมีที่พักแบบสะดวกสบาย หรือการกินที่หรูหรา ถ้านักท่องเที่ยวอยากพักแบบสะดวกสบายน่าจะให้ใช้บริการสถานประกอบการของเอกชนที่อยู่โดยรอบอุทยานหรือพื้นที่ใกล้เคียง ยังเป็นการสร้างรายได้ สร้างงานให้กับชาวบ้านที่อยู่รอบอุทยาน ไม่เกิดความรู้สึกว่าอุทยานเปิดรีสอร์ทให้ภาคเอกชนมาลงทุนแข่งกับชาวบ้าน อยากตั้งข้อสังเกตระยะเวลาให้เอกชนเข้าดำเนินการ คือ ไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี ถือเป็นการผูกขาดการหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติเกือบจะถาวร
นอกจากนี้ อาจารย์ศักดิ์อนันต์ยังวิพากษ์ว่า ร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ....ไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลตามหลักสากล และที่ผ่านมามีข้อจำกัดในการใช้กฎหมายอุทยานกับพื้นที่ทางทะเล เนื่องจากพื้นที่ทะเลมักมีชาวบ้านทำการประมงอยู่ดั้งเดิม ส่วนใหญ่จะคุ้มครองทะเลในรูปแบบการจัดการเพื่อการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย มากกว่าใช้กฎหมายอุทยานแห่งชาติ ตนเสนอว่าภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจจะกำหนดเขตทะเลที่ไม่มีระบบนิเวศที่สำคัญเป็นเขตผ่อนปรน
ท่ามกลางสถานการณ์การค้าสัตว์ป่าที่รุนแรง และในไทยมีสัตว์ถูกคุกคามและใกล้สูญพันธ์ถึง 233 ชนิด รศ.ดร.สมโภชน์ ศรีโกสามาตร อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าฉบับใหม่ว่า เป็นการร่างกฎหมายที่ไม่อยู่ในความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน ถือว่าเก่าและล้าสมัยตั้งแต่เริ่มต้นเนื่องจากภัยคุกคามสัตว์ป่าเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะที่จีนมีการหลอมรวมธุรกิจการค้าสัตว์ป่าผ่านสวนสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ร้านขายผลิตภัณฑ์สัตว์ป่า ธุรกิจยาจีนแผนโบราณ และการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งเดียวกัน ขณะที่ธุรกิจสวนสัตว์โลกขยายตัวความต้องการสัตว์เด่นและเป็น ๆ ขยายตัว ของที่มีขายไม่พอกับความต้องการซื้อ หาทุกช่องทางเพื่อให้ได้สัตว์ ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย นี่คือภัยคุกคาม
รศ.ดร.สมโภชน์ เปิดประเด็นว่า จีนเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการเกิดระบบจัดหาสินค้าสัตว์ป่าหรือเป็น supply chain เพื่อสนองต่อการบริโภคสัตว์ป่าอย่างเสือ หมี มีฟาร์มเสือที่เมืองจีน 5 แหล่งใหญ่ โดยเชื่อมโยงกับโรงงานทำไวน์เสือ ในปี 47-48 พบว่า ในฟาร์มมีเสือ 750 ตัว 1,300 ตัวก็มี บางฟาร์มมี 300 ตัว โดยมีการขยายตัวของตลาดตั้งแต่ปี 48 ที่เกาะไหหลำ เมืองจีน มีการสร้างสต็อกเสือแผนที่วางไว้ คือ เสือ 100 ตัว ปี 45 และ 400 ตัว ในปี 48 ถ้าเพิ่มเป็น 500 ตัว รัฐบาลจีนจะอนุมัติว่าจะทำอะไรต่อไป สวนเสือ ฟาร์มเสือ หรือยาจีนแผนโบราณที่ใช้เสือ
เขายังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสวนเสือในฐานะตัวจักร ที่ทำทุกวิถีทางในการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าด้วยว่า สวนสัตว์และธุรกิจสวนสัตว์ขยายตัว ปัญหาก็คือการทดแทนสัตว์เด่นที่ดึงดูดประชาชนจากการเพาะเลี้ยงของสัตว์ไม่เพียงพอ จึงมีการเสาะแสวงหาช่องทางเพื่อให้ได้สัตว์เด่นและดึงดูดที่เป็นองค์ประกอบของธุรกิจสวนสัตว์ และเป็นที่มาของการกำเนิดของบริษัทที่ปรึกษาทำให้ได้สัตว์ที่อาจจะผิดกฎหมาย แต่ทำให้ถูกกฎหมายได้ แล้วยังมีการเชื่อมโยงของธุรกิจสวนสัตว์กับธุรกิจอื่น ๆ และรัฐ
“ไทยเองมีปัญหาการจัดการสัตว์ป่า ทั้งกำลังคนที่รู้เรื่องสัตว์ป่าน้อย ทีมงานอ่อนแอ วิชาการอ่อนแอ ขาดการทดลองการนำร่อง กฎหมายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ปัญหาสัตว์ป่าที่เปลี่ยนแปลง ผมตั้งคำถามว่า พ.ร.บ.สัตว์ป่าใหม่ได้นำประเด็นใหม่เรื่องการคุกคามสัตว์ป่ามาเป็นตัวตั้งหรือไม่ หรือเอาประเด็นเดิม ๆ มาตั้ง คำถามต่อมา พ.ร.บ.สัตว์ป่าใหม่ได้นำประเด็นใหม่เรื่องความอ่อนแอของระบบการจัดการ พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์มาพิจารณาหรือไม่ หรือแค่คัดลอกระบบบริหารจัดการจากประเทศอื่น เช่น แอฟริกาใต้ ซึ่งไม่เข้ากับบริบทของไทย” รศ.ดร.สมโภชน์กล่าว และระบุว่า สองประเด็นใหญ่นี้เป็นเรื่องท้าทายของนักกฎหมายไทยที่จะสร้างงานชิ้นโบแดงเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยโดย พ.ร.บ.สัตว์ป่าใหม่ต้องตอบปัญหาดังกล่าวต่อสังคมไทย
อีกเสียงที่ยืนยันคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าฉบับใหม่ น.พ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ จากสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่าธุรกิจการค้าสัตว์ป่ามีมูลค่าหลายหมื่นล้านต่อปี ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่อันดับ 2 ของโลก เราอ่อนอยู่แล้วเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ถ้าออกกฎหมายอ่อนเข้าไปอีกจะเกิดปัญหามาก พบว่าร่างกฎหมายนี้มีช่องโหว่เยอะ การให้เอกชน เพาะพันธุ์สัตว์ป่าได้จะกลายเป็นช่องทางนำสัตว์ป่ามาสวมรอยในบัญชีเพาะเลี้ยงและสร้างภาระในการพิสูจน์มาก ที่สำคัญการเพาะเลี้ยงจำนวนมากก็ไม่ได้เป็นฟันเฟืองในระบบนิเวศ สถานการณ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าไทยกำลังวิกฤติต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ กฎหมายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ถ้าออกมาปลิดชีวิตก็จบ เราไม่มีเวลาลองผิดลองถูกแล้ว
สุรพล ดวงแข สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นอีกคนหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นถึงความขาดตกบกพร่องของ พ.ร.บ.สัตว์ป่าฉบับใหม่นี้ เขาแสดงความเป็นห่วงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสัตว์ป่า โดยยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ไทยยังเป็นศูนย์กลางค้าสัตว์ป่า การทำลายสัตว์ป่าไม่ลดลง กลับซับซ้อนและเข้าใจยากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นธุรกิจมืดที่แอบแฝงอยู่ในรูปแบบการค้าสัตว์เลี้ยงบ้าง ทำร้านอาหารบ้าง โดยการลักลอบค้าสัตว์เกิดขึ้นเมื่อมีการสั่งซื้อเท่านั้น บ้านเรากลไกตรวจสอบไม่ก้าวหน้า กลับออกกฎหมายส่งเสริมธุรกิจค้าสัตว์ เป็นผลประโยชน์แบบผูกขาด นอกจากเป็นกฎหมายที่ไม่แก้ปัญหาแล้ว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย
พิสิษฐ์ ชาญเสนาะ นายกสมาคมหยาดฝน แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการชุมชนภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับว่า ในภาพใหญ่ไม่เห็นว่าชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากกฎหมายใหม่ และความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับภาครัฐยังดำรงอยู่ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ใหม่นี้ไม่ได้ชี้ว่าจะลดความขัดแย้งได้อย่างไร จะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร เห็นว่ากฎหมายก็คงไม่เป็นที่ยอมรับ อาจจะเป็นปรปักษ์กันด้วยซ้ำ ที่สำคัญเห็นว่า เนื้อหาในร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ถ้าใช้บังคับจะละเมิดสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง ต้องปรับปรุงแก้ไขโดยเร่งด่วน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ในช่วงท้ายของการสัมมนา มนู ทองศรี ผู้อำนวยการกองนิติการ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า การปรับปรุงร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ กรมอุทยานฯ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2548 และยึดหลักการเดิมให้อนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ดูแลรักษาป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนระบบนิเวศให้อยู่ในสภาพธรรมชาติเดิม ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.สัตว์ป่าใหม่หลักการมุ่งส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่า แม้ไม่ห้ามเพาะพันธุ์ แต่เข้มงวดเรื่องการล่าและการค้าสัตว์ป่า โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์ป่า เวลานี้อยู่ในขั้นตอนปรับปรุงแก้ไขร่างให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2550 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2550-2554 รวมถึงในหลายมาตรามีการปรับแก้เมื่อถูกทักท้วง อย่างไรก็ตาม ด้วยกรอบด้านเวลาต้องแก้ให้เสร็จในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อที่จะส่งต่อให้กับทาง ทส.และเสนอคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งไม่สามารถชะลอไว้ได้ตามที่กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนเรียกร้อง แต่ยืนยันว่าร่างที่แก้เสร็จแล้วจะเผยแพร่สู่สาธารณชนต่อไป
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2551 หน้า 4 |
|