ผลกระทบโลกร้อนต่อประเทศไทย : มุมมองจากนักวิชาการ
ผศ.กัณฑรีย์ บุญประกอบ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในฐานะหัวหน้าโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการวิจัยพัฒนาเพื่อรองรับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย บอกว่า ภาวะโลกร้อนเริ่มมีมานานแล้ว แต่รายงานการศึกษาของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ที่ได้มีการนำเสนอออกมาว่าโลกของเรามีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ประกอบกับการเผยแพร่สารคดีเรื่องโลกร้อน ทำให้ขณะนี้คนทั้งโลกและคนไทยหันมาสนใจเรื่องนี้ ซึ่งก็ไม่อยากให้กลายเป็นเพียง “กระแส” โดยเฉพาะคนไทยที่มักจะทำอะไรตามกระแส
ทั้งนี้ เพราะเองโลกร้อนขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเพราะคนไม่สนใจ และที่สำคัญแม้ว่าเรื่องโลกร้อนนี้เราจะพูดกันมานานอย่างน้อยมากกว่า 10 ปี แต่จนถึงบัดนี้ต้องบอกว่า ยังไม่มีท่าที่ที่ชัดเจนจากภาครัฐออกมาว่า ประเทศไทยจะรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งจริงอยู่การแก้ไขปัญหาไม่ได้เกิดภายในระยะเวลาอันใกล้อาจจะ 50 ปีข้างหน้า แต่เวลาเท่านี้ก็ไม่นานเกินไป และหากไม่เตรียมตัว เราจะไม่มีเวลาเหลือสำหรับความเสียใจหรือเสียดายโอกาสที่ผ่านมาเลย
“ผลจากการวิจัยที่บอกว่าอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นแน่นอนว่าจะส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศที่จะแปรปรวนมากขึ้น เช่นพายุจะเกิดบ่อยขึ้น ภาวะฝนตกทิ้งช่วง ความแห้งแล้งจะเกิด และเมื่อฝนตกจะเกิดภาวะน้ำท่วมและดินถล่มตามมา ภัยธรรมชาติเหล่านี้เกิดแล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งหากประเทศไม่มีการเตรียมการรับมือ ถามว่าหากเกิดอุบัติภัยจาธรรมชาติซ้ำซาก ทำให้เศรษฐกิจของชาติได้รับผลกระทบซ้ำซากครั้งละหลายหมื่นล้านบาทจนประเทศรับไม่ไหว แล้วเราจะทำอย่างไร”
อาจารย์กัณฑรีย์ บอกว่า ประเทศไทยจะเป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะผลกระทบในเรื่อระบบนิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ และรวมถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำ และสัตว์ป่า พืชและสถาพป่าไม้ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งหมดยังเป็นการศึกษาในภาพกว้างยังไม่มีการศึกษาลงไปในรายละเอียดแต่ละด้าน
ด้านแหล่งน้ำธรรมชาติ จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพของแหล่งน้ำ ภาวะฝนทิ้งช่วงที่ยาวนานขึ้นอาจจะทำให้สภาพแหล่งน้ำเปลี่ยนแปลง คุณภาพน้ำเปลี่ยน และระบบนิเวศวิทยาเปลี่ยน ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำจากการระเหยของน้ำที่เร็วขึ้นทำให้ธาตุอาหารในน้ำเข้มข้นขึ้น และเกิดการตื้นเขิน ส่งผลต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม
ขณะที่ระบบนิเวศของป่าไม้ – สัตว์ป่า ก็เปลี่ยนไปจากเดิมซึ่งประเทศไทยในภาคใต้จะเป็นป่าดิบชื้น ในขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นป่าเต็งและป่าเต็งรัง มีการผลัดใบ ซึ่งอนาคตเมื่ออากาศร้อนจะส่งกระทบทำให้ป่าเกิดความแห้งแล้งเพิ่มขึ้นเกิดไฟป่าบ่อยขึ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีประมาณ 32 อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่จะได้รับผลกระทบทั้งในเรื่องการสูญพันธุ์ของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่ไม่สามารถอพยพได้เพราะเส้นทางถูกตัดโดยถนน ทำให้ในที่สุดชนิดที่ปรับตัวไม่ได่จะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย
ระบบนิเวศของป่าชายเลนเปลี่ยนจากปัญหาน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การเกิดคลื่นลมบ่อยขึ้นจะทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรง การพูดถึงว่าแหลมหรือเกาะในประเทศไทยจะหายไป อาจยังเป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วไกลตัว ซึ่งเราก็ไม่ได้บอกว่าจะเกิดภายในฉับพลัน แต่การศึกษาบอกว่าธรรมชาติส่งสัญญาณมาแล้วว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้าน้ำทะเลจะสูงขึ้นอีก 1 เมตร เมื่อบวกกับการกัดเซาะที่แรงขึ้นก็เป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมตัว และแน่นอนว่าเมื่องป่าชายเลนถูกกัดเซาะจะส่งผลถึงแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติ ความสมบูรณ์ของทรัพยากรในทะเลจะลดลง
“เราไม่ต้องมาเถียงกันว่า แหลมตะลุมพุกจะหายหรือไม่หาย แต่ที่แน่ชายฝั่งทะเลของไทย 2.6 พันกิโลเมตรกระทบแน่ ดังนั้นสิ่งสำคัญและต้องเร่งทำในระยะเวลาอันสั้นก็คือว่า ทำอย่างไรให้การประชาสัมพันธ์ให้คนในประเทศตระหนักและร็ถึงความหมายของคำว่าอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นทุก 1 องศาจะหมายถึงอะไร ทำอย่างไรองค์ความรู้ในเรื่องภาวะโลกร้อนของคนไทยจะเพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิด”
นอกจากนี้ ยังเกิดโรคสายพันธ์ใหม่ และการกลับมาของโรคระบาด เนื่องจากวงจรชีวิตของแมลงจะเปลี่ยน ซึ่งทำให้มีการพูดกันว่าพื้นที่การแพร่ระบาดของโรค เช่น มาลาเรีย หรืออหิวาต์ จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เกิดเฉพาะในประเทศเขตร้อนเท่านั้น
การสูญเสียความมั่นคงด้านอาหาร เป็นสิ่งที่อาจารย์กัณฑรีย์ เป็นห่วงที่สุด โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมปละเป็นการเกษตรที่ต้องอาศัยน้ำฝน เพราะฉะนั้นเมื่ออุณหภูมิแปรปรวนทำให้ฤดูเกิดฝนเปลี่ยน ทำให้การปลูกพืชจะได้รับความเสียหายทั้งจากภัยแล้งและน้ำท่วมสลับกันไป ซึ่งผลสำรวจความเสียหายทางการเกษตรอันเนื่องมาจากธรรมชาติน้ำท่วม – ภัยแล้ง ในรอบ 10 ปีคือ 2534-2543 สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท
มาตรการที่หน่วยงานของรัฐบาลเตรียมการรองรับภัยของโลกร้อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะเป็นหน่วยงานดูแลอนุสัญญาการป้องกันการเป็นทะเลทราย หรือ UNCCD ภายใต้สหประชาชาติ ได้กำหนดแผนปฏิบัติงานและงบประมาณติดตาม ป้องกันและบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นระยะเวลา 4 ปี (2551-2554)รวม 776,577,424 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. การจัดการองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก เน้นหนักการเก็บข้อมูล รวบรวมงานศึกษาวิจัยต่าง ๆ งบผูกพัน 4 ปี 208 ล้านบาท 2. การป้องกันและการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนในภาคเกษตร ยอดงบประมาณรวม 437 ล้านบาท 3. การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ พัฒนาการมีส่วนเกี่ยวข้องและองค์การ งบประมาณรวม 130 ล้านบาท ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละยุทธศาสตร์ได้ให้ทุกหน่วยงานทำแผนรายละเอียดเพื่อเสนอ ครม.ในเดือนพฤษภาคม ขออนุมัติงบประมาณ โดยในปี 2551 ของงบประมาณสำหรับดำเนินการจำนวน 294 ล้านบาท
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งขาติ สำนักงานนโยบายและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ระบุว่า สผ.ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสร็จแล้ว พร้อมเสนอต่อ นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รมว.ทส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้เตรียมพิจารณาในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในเดือนพฤาภาคมนี้
ทั้งนี้ ร่างยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย
1.ยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการปรับตัว 2.ยุทธศาสตร์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อการพัฒนา 3.การสร้างความรู้ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่อประชาชน 4.การสร้างขีดความสามารถขององค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5.การปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และ 6.การสร้างความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนาด้วยการสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อขยายฐานความรู้และเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหา
จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้า A3 |
|