หลังฉากเปลี่ยนสีนิคมอุตฯ เอเซีย
แม้จะมีผลการศึกษาความสามารถในการรองรับสารมลพิษทางอากาศ ในพื้นที่มาบตาพุด โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ชี้ชัดว่า พื้นที่มาบตาพุดไม่สามารถรองรับสารพิษเพิ่มขึ้นได้อีก แต่รัฐบาลไม่ยอมรับผลการศึกษานี้ อ้างแบบจำลองไม่ถูกต้อง และตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำหนดค่ามาตรฐาน สารวีโอซี หรือสารระเหยในอากาศที่จะมีผลกระทบต่าง ๆ ต่อร่างกาย ที่ประเทศไทยยังไม่เคยกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน แต่ยังไม่ทันที่จะประกาศนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก็มีแผนจะขยายโรงงานตามคำขอเพิ่มเติมอีกหลายสิบโรง และโครงการล่าสุดคือขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย
การขยายโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดควรจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เป็นประเด็นที่มีการตั้งคำถามและร้องเรียนไปยังที่ต่าง ๆ ให้ตรวจสอบ เพราะในพื้นที่มาบตาพุด 30,769 ไร่ มีนิคม 4 แห่ง ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมตะวันออก นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย และนิคมอุตสาหกรรมผาแดง มีโรงงานมาอยู่รวมกันเกือบ 100 โรง ที่ดูแลโดยการนิคมแห่งประเทศไทย อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตั้งแต่โรงงานปิโตรเคมี โรงงานเคมีภัณฑ์และปุ๋ย โรงงานเหล็กและโลหะ โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานพลาสติก รวมไปถึงโรงงานบริการกำจัดวัสดุพิษจากอุตสาหกรรม
ปัญหามลพิษทางอากาศและกลิ่นเหม็นจากนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ชุมชนมีการร้องเรียนกันมานานตั้งแต่ปี 2540 ส่งผลให้กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบโรงงานที่เป็นต้นตอและได้มีการสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข ต่อมาเมื่อ 17 เม.ย. 2541 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ประเมินผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในบรรยากาศ ด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์บริเวณพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง พบว่า โครงการในพื้นที่นิคมมาบตาพุด 11 โครงการ เกินมาตรฐานคุณภาพอากาศ
เดือนสิงหาคม 2541 มีมติบอร์ด กก.วล. จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากนิคมมาบตาพุด โดยให้โรงงานที่ติดชุมชนทำแนวกันชนกว้าง 20 เมตร ติดตามตรวจสอบโรงงานทั้งหมด 56 แห่ง และให้โรงงานส่งแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบ รวมทั้งให้โรงงานติดตั้งระบบ Continuous Emission Monitoring (CEMS) ห้ามถมทะเลเพื่อก่อสร้างโรงงาน จัดทำหลุมฝังกลบของเสียที่ไม่ใช้ของเสียอันตราย และกันพื้นที่ว่างบริเวณแนวเขตนิคมกับชุมชนโดยรอบเป็นพื้นที่สีเขียวนิคมมาบตาพุด รวมไปถึงโรงงานเข้าสู่ระบบ ISO และมอก.18000
เวลาเดียวกันก็มีมาตรการแก้ไขผลกระทบต่าง ๆ ใช้กฎหมายดำเนินการกับโรงงานที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและสารเคมีที่กระทบต่อชุมชนอย่างเคร่งครัด จัดตั้งคณะทำงานประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ โรงงาน และประชาชนในพื้นที่ ทำระบบแจ้งเหตุและคลี่คลายปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ รวมไปถึงย้ายโรงเรียนมาบตาพุดพ้นพิทยาคาร จัดตั้งสถานีอนามัย และจักตั้งกองทุนเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วย
17 พ.ค. 2542 กก.วล.มีมติอีกครั้งให้ศึกษาความสามารถในการรองรับมลพิษทางอากาศในพื้นที่มาบตาพุด การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และผู้ประกอบการในพื้นที่ศึกษาโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ พบว่า ทั้งตำบลมาบตาพุดไม่สามารถรองรับสารพิษเพิ่มขึ้นได้อีก รัฐบาลไม่ยอมรับผลการศึกษานี้ และให้ กนอ.วิเคราะห์ใหม่ โดยใช้ข้อมูลจริงในพื้นที่ พร้อมกับเสนอแผนงาน วิธีการที่เป็นไปได้ในการควบคุมมลพิษทางอากาศในพื้นที่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในการศึกษา
21 มี.คง 2546 คณะทำงานติดตามผลการแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญของกรมโรงงานอุตสาหกรรมถูกยกเลิก เพราะไม่มีกรณีร้องเรียนจากชุมชนหรือหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตลอดจนไม่มีวาระการประชุมแล้ว และมีการโยกย้ายบุคลากร ทำให้ไม่มีผู้รับผิดชอบในการตรวจเฝ้า ระวัง เวลานั้นเริ่มมีการร้องเรียนอีกครั้ง
ตุลาคม 2548 กลุ่มกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสนอรายงาน Thailand Air: Poison Cocktail อะไรอยู่ในอากาศ ความลับที่คนมาบตาพุดและคนไทยยังไม่รู้ ตรวจสอบพบว่า สารอินทรีย์ระเหย (VOC) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เกินระดับเฝ้าระวังของประเทศสหรัฐอเมริกาหลายประเภท หลังจากมีการนำเสนอข่าวอย่างคึกโครมตามสื่อ คพ.เก็บตัวอย่าง อากาศได้ค่าใกล้เคียงกัน
ขณะที่ข้อมูลการเจ็บป่วยของชาวบ้านทยอยออกมามากมาย แล้วยังมีรายงานผลการศึกษาของสถาบันมะเร็งที่ระบุว่า คนระยองมีโอกาสเป็นมะเร็งและโรคอื่น ๆ เพิ่มขึ้น เกิดจากชั้นบรรยากาศมีสารระเหยจากกระบวนการผลิตต่าง ๆ สะสมอยู่มากมายนั่นเอง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ประกาศเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นเขตควยคุมมลพิษ แต่ กก.วล.มีมติให้เลื่อนเวลาประกาศออกไปไม่มีกำหนด
แผนการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่ม นั่นแปลว่าโรงงงานเกิดใหม่จะปล่อยของเสียเพิ่มในชั้นบรรยากาศขึ้นไปในอากาศได้อีก เป้าหมายในการลดมลพิษในมาบตาพุดของรัฐเองก็ไม่บรรลุ ล่าสุด สื่อหลายสำนักได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการผู้ชำราญการ (คชก.) ด้านอุตสาหกรรม สผ.ได้ให้ความเห็นชอบการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชียเพิ่มเติมอีกจำนวน 700 ไร่ และอนุมัติให้ปิโตรเคมีขั้นต้นเข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้ โดยมีประเด็นการเปลี่ยนแปลงสีผังเมืองจากพื้นที่สีเขียวเป็นสีม่วง บริเวณโครงการนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ที่บ้านฉาง จ.ระยอง ที่ชาวบ้านฉางและทางโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดระยองไม่เห็นด้วย เพราะเป็นพื้นที่สีเขียวที่ชาวบ้านใช้ทำการเกษตร และมีชุมชนอาศัย หลายปีที่ชาวบ้านต่อสู้เรื่องนี้ แต่ข้อเรียกร้องก็ไม่เป็นผล ในที่สุดสีผังเมืองได้ถูกเปลี่ยนเป็นสีม่วง ด้วยเหตุผลเรื่องเศรษฐกิจและการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว
แหล่งข่าวจากโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดระยอง กล่าวว่า การเปลี่ยนผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีม่วงในเขตพื้นที่บ้านฉาง ทางโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดระยองไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่แรก เพราะผังเมืองเดิม ต.บ้านฉาง นั้นถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย กรณีบริษัทนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด นายทุนซื้อที่ดินไว้และเมื่อปี 2541 ได้ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยแสดงเหตุผลและความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐดำเนินโครงการด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการผังเมืองมีการพิจารณาเห็นชอบ จากนั้นร่างที่ผ่านการเห็นชอบนำไปปิดประกาศให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตรวจสอบ และยื่นคำร้องคัดค้านเป็นเวลา 90 วัน มีตัวแทนชาวบ้านฉางและตัวแทนจังหวัดระยอง ได้เข้าชี้แจงข้อมูลและปัญหาข้อขัดแย้งของกลุ่มชาวบ้านในอำเภอบ้านฉางเกี่ยวกับร่างผังเมืองรวมฉบับดังกล่าวต่ออธิบดีกรมการผังเมืองและคณะกรรมการผังเมือง
สุดท้ายคณะกรรมการผังเมืองมีมติเห็นชอบให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม แต่มีข้อตกลงกับชาวบ้านว่า จะสร้างแต่โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลางและขั้นปลายเท่านั้น จะไม่มีขั้นต้นซึ่งมีมลพิษสูงมากกว่า อย่างไรก็ตาม ภายหลังทางบริษัทขอยกเลิกข้อกำหนดห้ามดังกล่าวโดยชี้แจงว่า ตอนนั้นบริษัทเข้าใจว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอาจจะเกิดปัญหาจึงได้เสนอให้กำหนดประเภทกิจการอุตสาหกรรม แม่เมื่อให้บริษัทที่ปรึกษาทำการวิเคราะห์ พบว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมสะอาดและปลอดภัยเท่ากับขั้นกลางและขั้นปลาย
แหล่งข่าวคนเดิม กล่าวต่อว่า เรื่องเข้าสู่การประชุมคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวมหลายรอบ จนกระทั่งปี 2547 มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว และมีข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยืนยันทางวิชาการของผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นสามารถทำได้ในพื้นที่สีม่วง มีความปลอดภัยและปราศจากมลภาวะและเป็นอุตสาหกรรมสะอาดกว่าขั้นกลางและขั้นปลาย ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 ของไทยในพื้นที่บริเวณมาบตาพุด ที่ประชุมกรมโยธาธิการและผังเมืองมีมติให้ยกเลิกข้อห้ามดังกล่าว มีการทำประชาพิจารณ์นำปิดประกาศ 90 วัน มีคำร้องคัดค้านเข้ามากว่า 8,000 ฉบับ แต่คำร้องก็ตกไป คณะกรรมการผังเมืองมีมติให้เป็นสีม่วง เห็นชอบให้ประกอบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้วัตถุดิบ ซึ่งได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมหรือการแยกก๊าซธรรมชาติ
เขาบอกว่า นิคมเอเซียอยู่ในพื้นที่สีม่วงของผังเมือง แต่พื้นที่ขยายที่จะตั้งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นบางส่วนอยู่ในพื้นที่สีเขียวบ้านฉาง ทั้งที่ทางจังหวัดและโยธาธิการและผังเมืองชี้แจงว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม แต่ก็แก้เป็นสีม่วงด้วยเหตุผลเศรษฐกิจ กลายเป็นผังเมืองล้ำที่บ้านฉาง เวลานี้รัฐบาลมีนโยบายขยายปิโตรเคมีเฟส 3 ในมาบตาพุด กังวลว่าจะออกนอกเขตพื้นที่สีม่วงที่กำหนด เพราะผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน ที่เรียกว่า ผังเมืองรวมมาบตาพุด เราเตรียมพื้นที่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไว้อยู่แล้ว เป็นพื้นที่ทางตอนเหนือของถนนสุขุมวิท มีเนื้อที่ประมาณ 2 หมื่นกว่าไร่ รัฐลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออุตสาหกรรมมหาศาล
“การขยายปิโตรเคมีเฟส 3 ในนิคมมาบตาพุด อยากให้อุตสาหกรรมลงในพื้นที่สีม่วงที่วางไว้ เพราะปัญหาที่ผ่านมาพบว่า การขยายอุตสาหกรรมจะไปเลือกพื้นที่สีเขียว เพราะราคาที่ดินจะต่ำกว่า แล้วอาศัยช่องว่างทางกฎหมายนำนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐมาครอบเปลี่ยนเป็นสีม่วง เหมือนกรณีนิคมเอเชียที่เปลี่ยนจากพื้นที่สีเขียวเป็นสีม่วง ผิดหลักการ ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เขยิบเข้ามาใกล้ชุมชน แนวกันชนที่จัดทำไว้ก็ไม่เกิดขึ้น ทำอย่างนี้ไม่มีผังเมืองก็ได้เดี๋ยวก็เข้าอีหรอบเดิมแก้พื้นที่สีเขียวแทน” แหล่งข่าวจากโยธาธิการและผังเมือง จ.ระยอง กล่าว
สุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหามลพิษมาบตาพุดยังคงอยู่ แม้รัฐบาลจะมีแผน การลดมลพิษ มาบตาพุด ปี 2550 – 2554 เนื่องจากติดขัดปัญหางบประมาณ ทำให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่มีงบในการดำเนินการแก้ไข ปัญหาไม่ได้บรรเทาเบาบาง แม้จะมีมาตรการที่กำหนดว่าโครงการใหม่ที่จะลงทุนส่วนขยายต้องมีอัตราการปล่อยมลพิษออกได้ไม่เกิน 80% ตามมติบอร์ดสิ่งแวดล้อมเดือนเมษายน 2550 แต่ยังหาตัวชี้วัดลำบาก โรงงานก็ยังปล่อยสารระเหยจากกระบวนการผลิต จากการตรวจสอบว่ามีสารวีโอซีรวม 41 ชนิด และเป็นสารก่อมะเร็งถึง 20 ชนิด ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีมากขึ้น
นอกจากนี้ ที่สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดรายงานผลว่า สามารถลดมลพิษที่มาบตาพุดลงไปได้แล้วนั้น ฟังแล้วอยากถามว่าเป็นค่ามาตรฐานที่เอื้อต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์หรือมาตรฐานที่เอื้อเชิงอุตสาหกรรมกันแน่ อีกสิ่งที่เป็นปัญหา คือ โรงงานในมาบตาพุดมีการรั่วซึมอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกโรงคิดก็จะตอบว่าไม่เกินมาตรฐานทั้งนั้น ตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 จนถึงปัจจุบัน การจัดการมลพิษยังมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ ตัวชี้วัดว่าแผนได้เดินหน้าจริงหรือไม่ยังไม่ชัด
“ในทางกลับกันรัฐบาลจะขยายพื้นที่อุตสาหกรรมเอเซียเพิ่มเติมอีก 700 ไร่ บางส่วนเข้าไปที่หมู่ 2 ของบ้านฉาง ชาวบ้านคัดค้านและร้องเรียนตั้งแต่แรกในการแก้จากสีเขียวเป็นสีม่วง เพราะโรงงานที่มีอยู่แล้วก็เกิดผลกระทบมากมาย แถมโรงงานที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ติดกับชุมชน ติติดกับสวนของชาวบ้านท้ายที่สุดก็ผ่านไม่มีใครทัดทานได้ กรณีที่ คชก.อนุมัติให้โครงการเข้ามาลงทุนในบ้านฉางชาวบ้านก็ตั้งข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใส” สุทธิกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า บ้านฉางเป็นพื้นที่สำหรับการทำเกษตรและอยู่อาศัย ชุมชนรองอยู่ที่ตลาดมาบตาพุด แต่ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมรุกเข้าไปลงทุนที่บ้านฉางเยอะ โดยเฉพาะหลังปี 2541 เมื่อไม่นานมานี้ตัวแทนชุมชนมาบตาพุดเข้าไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการ จ.ระยอง ว่าไม่เอาโรงไฟฟ้าปิโตรเคมี โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านฉาง
นอกจากนี้ เขาบอกว่า ในวันที่ 3 กันยายน 2550 นี้จะมีชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อแสดงพลังชาวระยองว่าไม่เอามลพิษ เป็นการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไออาร์พีซี และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการอนุญาตสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใหม่ เพราะปัญหามลพิษในนิคมมาบตาพุดได้สร้างความบอบซ้ำให้แก่ชาวจังหวัดระยองมามากแล้ว ปัญหาที่เกิดไม่ได้รับการแก้ไข กลับนำปัญหามลพิษมาเพิ่มขึ้นอีก
ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า ปัญหาที่มาบตาพุดเผชิญตอนนี้ เพราะหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้พูดข้อเท็จจริง ซึ่งสวนทางกับความจริงที่ประจักษ์ชัด ชาวบ้านทุกข์ระทมจากมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาศักยภาพของมาบตาพุดให้ครบทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ชุมชน กฎหมาย และศักยภาพที่โรงงานเกิดใหม่จะปล่อยของเสีย ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานที่ใช้กำกับเกิดขึ้นจริง โรงงานก็ปล่อยมลพิษไปเรื่อย ๆ ปัญหาเดิมไม่แก้ แต่มีแผนจะขยายโรงงานใหม่ เศรษฐกิจชาติไปรอด แต่คนระยองไปไม่รอด
ตัวอย่างที่ชาวบ้านอำเภอเมืองสะท้อนให้ฟัง มาจากคำบอกเล่าของ สมบูรณ์ เพชรฉกรรจ์ ชาวบ้าน อ.เมือง จ.ระยอง “ผมอยู่ที่ ต.นาตาขวัญ ทำอาชีพเกษตรกรรมอยากให้ประเทศชาติเจริญ แต่การพัฒนาขัดแย้งกับวิถีชีวิตชาวบ้าน เห็นควันที่ปล่อยออกมาจากโรงงาน คิดว่าควันมากมายจะไปไหนถ้าไม่ตกที่บ้านของเรา พอได้ยินข่าวจะมีโรงไฟฟ้ามาสร้างที่บ้านตัวเอง ชาวบ้านไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็รวมกัน 4-5 ตำบลคัดค้านโรงไฟฟ้า ชาวบ้านไม่ให้สร้าง พอแล้วครับ ที่ระยองทุกวันนี้ก็ย่ำแย่อยู่แล้ว ทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ขอให้หยุดเพียงแค่นี้ ที่มีอยู่ก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ตอนนี้ชาวบ้านหลับนอนไม่ได้เมื่อรู้ว่าโรงไฟฟ้าใหม่จะมา จะเอาความทุกข์มาสู่พวกเรา” ลุงสมบูรณ์ เผยความรู้สึกที่มีต่อปัญหามลพิษในนิคมมาบตาพุดทิ้งท้าย
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากกลุ่มนักศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัญหาที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ได้รับการเห็นชอบให้เปลี่ยนผังเมืองจากพื้นที่สีเขียวกลายเป็นสีม่วง ซึ่งนั่นหมายถึงการยินยอมให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ขยายการลงทุนเพิ่มในพื้นที่จุดนั้น แม้ว่าจะมีราบงานว่าระดับมลพิษในมาบตาพุดอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย กับชุมชนนั้น ถือว่าเป็นสิ่งไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เพราะถ้ามองจากภาพใหญ่นโยบายของรัฐบาลตั้งแต่สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ประกาศว่าจะให้ไทยเป็นศูนย์กลางปิโตรเลียมในภูมิภาค รวมทั้งความเห็นนโยบายของสภาปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการขยายการผลิตและลงทุนด้านปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ที่เล็ง ๆ ว่าเหมาะแก่การตั้งโรงงานขยายการผลิตใหม่ ๆ นั้นก็คือ มาบตาพุด ซึ่งเหมาะสมเป็นอันดับแรก นอกจากนั้นก็มีสมุทรสงคราม ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช และที่รองจากมาบตาพุดลงมาก็เป็น อ.จะนะ จ.สงขลา แต่รอดตัวไปเพราะการต่อต้านของชาวบ้านแรงมาก ดังเห็นได้กรณีท่อก๊าซ และในที่สุดก็พบว่ามาบตาพุดเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมทาสุดที่จะขยายการลงทุน ด้วยเหตุนี้ แผนการเปลี่ยนผังเมืองนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จากสีเขียวเป็นสีม่วงจึงเกิดขึ้น เพราะเป็นการขานรับนโยบายซึ่งกันและกันและหน่วยงานภาครัฐ และหากมีการหยุดขยายอุตสาหกรรมในนิคมฯ ก็เท่ากับอุตสาหกรรมปิโตรฯ ขยายต่อไปไม่ได้
“แผนพัฒนาปิโตรเลียมระยะที่ 3 ได้บรรจุลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ซึ่งมี ปตท.เป็นแม่งานใหญ่ ส่วนนิคมอุตสาหกรรมใน Eastern Seaboard ก็เป็นแขนเป็นขา ทั้งหมดมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกันนุงนังระหว่าง ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ธุรกิจการแยกก๊าซ แต่ที่มาก็ล้วนแต่เป็นนโยบายของรัฐ” เพ็ญโฉมกล่าว
เพ็ญโฉมยังมองอีกว่า ส่วนปัญหามลพิษที่มาบตาพุด ที่ผ่านมารัฐบาลหลีกเลี่ยงที่จะประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตปลอดมลพิษ ด้วยการตั้งคณะอนุกรรมการขจัดมลพิษ ด้วยการตั้งอนุกรรมการขจัดมลพิษแห่งชาติขึ้นมาชุดหนึ่ง พร้อมกับตั้งงบประมาณไว้ 2,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกองทุนนี้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง โดยรัฐอ้างว่าไม่มีงบฯ พอที่จะเจียดมาให้กองทุนฯ ขณะที่ ตัวนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเอง ก็ตั้งกองทุนดูแลสุขภาพผู้ป่วย 100 ล้านบาท โดยใส่เม็ดเงินจริงเข้าไป 30 ล้านบาท ทั้งหมดก็เพื่อเป็นการลดแรงกดดันความสนใจจากสื่อในช่วงเร็ว ๆ นี้ ที่ประโคมข่าวเรื่องมลพิษ และความเจ็บป่วยของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ
มลพิษที่พบจาก “มาบตาพุด”
กรีนพีซ ได้จัดตั้ง “หน่วยกระป๋องตรวจมลพิษ” ร่วมกับชุมชน มาบตาพุดในการเฝ้าระวังมลพิษที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมว่ามี สารพิษชนิดใดบ้างและเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ โดยจัดเก็บตัวอย่าง อากาศจากนิคมมาบตาพุดนำมาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
สารพิษที่ปนเปื้อนในตัวอย่างอากาศ 5 ตัวอย่าง พบว่า มี จำนวนสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) มากที่สุดถึง 11ชนิด และมีค่าความ เข้มข้นของสารอินทรีย์ระเหยสูงที่สุดคือ 524.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์ เมตร โดยใน 4 ตัวอย่างตรวจพบเบนซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มีค่าเกิน ระดับการเฝ้าระวังหรือมาตรฐานที่ยอมรับได้สูงถึง 60 เท่า และใน 2 ตัวอย่างพบไวนิลคลอไรด์ (สารก่อมะเร็ง) มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวัง 96 เท่า
มีสารเอทิลีนไดคลอไรด์ (EDC) ที่ความเข้มข้นถึง 250 ไมโคร กรัม/ลิตร ซึ่งหากเทียบกับสหรัฐอเมริกา การที่โรงงานประเภทเดียวกัน นี้จะปล่อยน้ำทิ้งที่ระดับความเข้มข้นดังกล่าวอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นเรื่อง ที่ยอมรับไม่ได้ ทั้งนี้ เอทิลีนไดคลอไรด์ ไม่เพียงเป็นสารเคมีตกค้างยาว นานในสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์อีกด้วย นอกจากนี้ พบสารตกค้างในน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมพีวีซี เป็นพิษต่อ สิ่งแวดล้อมและระบบสืบพันธุ์สิ่งมีชีวิต
ข้อมูลการเจ็บป่วย
พบว่า ต.มาบตาพุดมีผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นร้อย ละ 88 จ.ระยองเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ส่วนโรคผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิว หนัง ต.มาบตาพุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 57 คน ระยองเพิ่มร้อยละ 18 โรค จากการประกอบอาชีพ มาบตาพุด 4 เท่า จ.ระยองเพิ่ม 1.3 เท่า. |
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2550 หน้า 4 |
|