ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
หมอกควันคลุ้งเมืองเหนือ
ปรากฏการณ์ เอลนินโญ่-ลานินญ่า?

เอลนินโญ่ และ ลานินญ่า
“เอลนินโญ่” และ “ลานินญ่า” เป็นปรากฏการณ์สำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้ เพราะทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
“เอลนินโญ่” และ “ลานินญ่า” มาจากภาษาสเปน แต่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “El Nino” และ ”La Nina”
เอลนินโญ่ เป็นปรากฏการณ์ที่ผิวน้ำทะเลที่อุ่นบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกไหลไปแทนที่กระแสน้ำเย็นที่ไหลอยู่เดิมบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ เอลนินโญ่ เกิดขึ้นเนื่องจากพื้นผิวโลกรับความร้อนจากดวงอาทิตย์แตกต่างกัน โดยบริเวณเส้นศูนย์สูตรจะรับความร้อนมากกว่าขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ น้ำทะเลและอากาศจะเป็นตัวพาความร้อนจากเส้นศูนย์สูตรไปยังขั้วโลกทั้งสอง เกิดเป็นวงจรถ่ายเทความร้อนเกิดขึ้น น้ำทะเลระดับพื้นผิวจะร้อนจนระเหยกลายเป็นไอ เปิดให้น้ำทะเลที่อยู่ข้างใต้ขึ้นมาอยู่ในระดับพื้นผิว และระเหยกลายเป็นไอเกิดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ส่วน ลานินญ่า เป็นเป็นปรากฏการณ์บริเวณเดียวกับที่เกิดเอลนินโญ่ แต่เกิดขึ้นในทิศทางตรงข้าม เพราะอุณหภูมิของน้ำทะเลแถบเส้นศูนย์สูตรจะต่ำกว่าปกตินำสู่การเกิดพายุกระหน่ำผิดปกติ

ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ประชาชนที่อาศัยในแถบภาคเหนือตอนบน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ต้องเผชิญภาวะหมอกควันหนาทึบ แม้หมอกควันจะเป็นเรื่องธรรมดาของหลายจังหวัดดังกล่าวมา แต่เพราะปีนี้การเผาป่าเยอะขึ้น ประกอบกับมวลอากาศต่ำ สภาพของบางพื้นที่ซึ่งเป็นแอ่งกระทะ บ้างก็ว่าธุรกิจหมูกระทะเป็นอีกสาเหตุร่วม หมอกควันจึงระบายออกไปได้ยาก บางจุดมีปริมาณฝุ่นละอองถึงราว 300 ไมโครกรัม ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนในพื้นที่ เกิดเป็นปัญหาสาหัสที่หลายฝ่ายยังหาทางแก้ไขบรรเทากันอยู่ในขณะนี้

       “ขาดน้ำยังพออยู่ได้หลายวันแต่ขาดอากาศไม่กี่นาทีก็แย่แล้ว”

       “สภาพอากาศของเชียงใหม่ตอนนี้เหมือนทัพเพอร์แวร์ คือ เป็นกล่องที่มีฝาปิด พอมีการเผาป่า มีมลพิษ พวกฝุ่นควันหมอกควันก็เกิดขึ้นแล้วค้างอยู่อย่างนั้น” สุรัตน์ บัวเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอากาศ กล่าวเปิดประเด็น

       แล้วพูดถึงปริมาณฝุ่นละอองที่วัดเป็นหน่วยไมโครกรัมว่าจริงๆแล้วไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานชัดเจนว่าต้องเท่าใดถึงจะเกิดอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เพราะสภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

       คนที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจทนต่อสภาพฝุ่นควันที่เกิดขึ้นได้หลายวันก่อนแสดงอาการ ขณะที่หากเป็นเด็ก คนชรา หรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ สูดฝุ่นดมควันเข้าไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็อาจเกิดอาการไม่สบายได้

       อาจารย์สุรัตน์ยกตัวอย่างงานวิจัยทางสภาพอากาศที่เคยทำการศึกษาให้ฟังว่า ครั้งนั้นเลือก จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่ศึกษาเนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก

       ผลการศึกษาพบว่า ฝุ่นละอองที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาหญ้า มีก๊าซคาร์บอน โพแทสเซียม ทำให้คนที่สูดดมเกิดอาการเจ็บคอ นำสู่การติดเชื้อได้ง่าย

       ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่ประชาชนไม่น้อยในจังหวัดทางภาคเหนือประสบอยู่ตอนนี้

       “จังหวัดที่เผชิญภาวะฝุ่นควันหนักๆ ของไทย คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สระบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน”

       “วิธีการป้องกันตนเองขั้นต้นจากปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน คือ การใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง หากเป็นหน้ากากผ้าธรรมดา จะไม่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน ที่สามารถเข้าไปถึงส่วนลึกของปอดได้ เว้นแต่จะใช้หน้ากาก N95 หรือ N99 ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก” อาจารย์สุรัตน์บอก

       ด้าน นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ค่าปริมาณมาตรฐานของฝุ่นละอองที่คนทั่วไปสามารถทนอยู่ได้โดยไม่เกิดอันตรายอยู่ที่ 120 ไมโครกรัม

       แต่ภาวะฝุ่นควันที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ถือเป็นสถิติใหม่ เพราะสูงถึงราว 300 ไมโครกรัม ซึ่งสภาวะอากาศแบบนี้ถือเป็นอันตรายต่อบุคคลที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองและหอบหืด

       นพ.พงศ์เทพเล่าถึงผลการวิจัยเรื่องหมอกควันที่ทำไว้เมื่อปี 2547 ว่า

       ครั้งนั้นได้นำผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด 208 คนที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่และลำพูนมาตรวจวัดความจุปอด ซื้อเครื่องวัดให้คนไข้นำกลับไปวัดเองที่บ้านและตรวจสอบเก็บข้อมูลทุกวัน

       จากนั้นนำข้อมูลจากคนไข้มาตรวจสอบกับคุณภาพอากาศ พบว่า มีความสันพันธ์กัน คือ หากวันใดมีฝุ่นละอองสูง วันนั้นความจุปอดของคนไข้จะลดลง คนไข้ต้องหายใจถี่และเร็วเพื่อให้อากาศเพียงพอกับร่างกาย ส่วนวันไหนที่ฝุ่นละอองน้อย ความจุปอดจะเพิ่มขึ้น

       จึงสรุปได้ว่า ฝุ่นละอองในอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องทางเดินหายใจ

       “หากยังมีการเผาป่าอยู่ ปอดของคนในพื้นที่นั้นก็จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ”

       “แต่เรื่องของอากาศจะมองเป็นเรื่องของที่ใดที่หนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด ไฟไหม้ป่าที่กาญจนบุรีอาจส่งผลถึงเชียงใหม่ก็ได้ เพราะอากาศไม่ได้อยู่กับที่ อากาศมีการหมุนเวียน ฝุ่นก็เช่นกัน” นพ.พงศ์เทพสรุป

       มีหมอกควันอย่างนี้แล้ว จึงมีคำถามตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า เกิดขึ้นเพราะปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เอลนินโญ่” หรือ “ลานินญ่า” หรือไม่

       อาจารย์สุรัตน์เล่าว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญ่-ลานินญ่า เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ระยะเวลาการเกิดอาจใช้เวลา 4-5 ปี ถึงเกิด 1 ครั้ง หรือ 10 ปีเกิดขึ้น 1 ครั้ง ก็ได้

       และเมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นก็จะมีผลกระทบตามมา เช่น หากเกิดปรากฏการณ์ลานินญ่า ทำให้เกิดน้ำท่วมมากกว่าเดิม แต่ถ้าหากเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ่ก็จะทำให้เกิดความแห้งแล้ง

       “ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดทางภาคเหนือของไทยตอนนี้ เป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ เกิดขึ้นจากมวลอากาศร้อนแห้งไม่มีความชื้น เกิดภาวะอุณหภูมิแปรผัน อุณหภูมิสูงเพิ่มขึ้นทำให้อากาศร้อนแห้งเกิดไฟป่ามากขึ้น”

       อาจารย์สุรัตน์ กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ่-ลานินญ่า คือ ภาวะเรือนกระจก ที่ทำให้ปรากฏการณ์เหล่านี้รุนแรงขึ้น เห็นได้จากปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยได้เจอกับปรากฏการณ์ลานินญ่าไปแล้ว ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากน้ำท่วมหนัก

       “ถ้ายังปล่อยอยู่ ภาวะเรือนกระจกเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ่-ลานินญ่า บ่อยขึ้น” อาจารย์สุรัตน์กล่าว

       นักวิทยาศาสตร์อีกท่านหนึ่งที่ศึกษาปรากฏการณ์เอลนินโญ่-ลานินญ่า คือ ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า

       ในช่วงนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นพ้องกันว่า ที่สภาพอากาศของโลกแปรปรวนอยู่ในขณะนี้เกิดจากภาวะโลกร้อน และผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริกาก็ระบุว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาจากอากาศร้อนและอากาศหนาว ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก เอลนินโญ่-ลานินญ่า

       อาจารย์ธนวัฒน์ อธิบายต่อว่า ในภาวะที่ผิดปกติ ปรากฏการณ์เอลนินโญ่มักจะนำฝนจากประเทศไทยดึงความชื้นทั้งหมดขึ้นสู่อากาศกลายเป็นฝนไปตกยังทวีปอเมริกา

       แต่ปรากฏการณ์ลานินญ่าจะตรงกันข้าม คือ การพัดพาจะกลับทิศ จะนำความชื้นแถบอเมริกาใต้พัดขึ้นลอยสู่อากาศมาตกแถวประเทศไทย ช่วงหลังจะมีงานวิจัยออกมาว่าภาวะโลกร้อนมีผลให้ปรากฏการณ์ เอลนินโญ่-ลานินญ่า เกิดบ่อยขึ้น และความรุนแรงจะมากขึ้น

       “ขณะนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดลานินญ่า คือ มีฝน หิมะจำนวนมาก ขณะที่ในประเทศไทยกลับอยู่ในสภาพที่อากาศร้อน ซึ่งเป็นผลพวงของเอลนินโญ่ แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรงจึงต้องคอยดูผลพวงของเอลนินโญ่ต่อไป”

       อาจารย์ธนวัฒน์เล่าว่า ปกติแล้วปรากฏการณ์ เอลนินโญ่-ลานินญ่า จะสลับกันไปมา แต่ละครั้งจะมีช่วงไม่แน่นอน บางครั้งอาจทิ้งช่วงเวลา 3-4 ปีถึงมีครั้งหนึ่ง

       ที่สำคัญไม่มีกำหนดตายตัวว่าเมื่อเกิดปรากฏการณ์เหล่านี้แล้วจะไม่เกิดอีก ดังนั้น ต้องระวังตัวเตรียมพร้อมรับมือไว้ตลอดเวลา

       อาจารย์ท่านเดิมบอกอีกว่า การเตรียมรับมือต้องเฝ้าระวังหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพราะเมื่อเกิดลานินญ่าจะมีฝนมาก เกิดภาวะน้ำมาก แผ่นดินถล่มจะมีมาก ต่อไปนี้ทั่วโลกต้องประสบภาวะแปรปรวนของอากาศ หลายพื้นที่ของโลกน่าเป็นห่วง

       “ผมขอเตือนคนไทยให้ระวังเรื่องพายุฤดูร้อน ฟ้าคะนอง ลูกเห็บตก เพราะจากสถิติ 10 ปีที่ผ่าน” พายุฤดูร้อนทำให้คนถูกฟ้าผ่าประมาณ 50 คน และต่อไปนี้น่าจะมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น เนื่องจากมีการใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น ดังนั้นขออย่าออกไปที่โล่งแจ้ง อาจถูกฟ้าผ่าได้” อาจารย์ธนวัฒน์ฝากไว้

       ส่วนการสังเกตว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ่หรือไม่นั้น อาจารย์อธิบายว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญ่จะทำให้ฝนตกน้อยลง ให้สังเกตเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

       หากฝนยังไม่มาก็ใกล้เคียงปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ส่วนภาวะแล้งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นพฤษภาคม ที่หลายคนถามถึงนั้นคงไม่ใช่

       เอลนินโญ่-ลานินญ่า เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ต้องจับตามองกันให้ดี

       เพราะถ้าประมาท ไม่ใส่ใจ คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ความเสียหายอาจมากกว่าที่คิด



ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุ

มติชน ประชาชื่น ฉบับวันพุธที่ 21 มีนาคม พุทธศักราช 2550
หน้า 33..
 
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้243
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9280
mod_vvisit_counterทั้งหมด631282