| สารเคมีกำจัดศัตรูพืชข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ (1) หากพูดถึงพิษภัยของสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรต้องตอบเหมือนกันว่ามีอันตรายแน่ แต่ถ้าถามลึกเข้าไปอีกว่ามีอันตรายอย่างไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ควรปฏิบัติอย่างไรเกษตรกรบางท่านอาจตอบไม่ได้ และมีจำนวนไม่น้อยที่ยังอ้อมแอ้มทราบบ้างไม่ทราบบ้าง ผิดบ้างถูกบ้าง ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้ของแต่ละคน
โดยภาพรวมแล้วภาคตะวันออกถือเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นแหล่งผลิตพืชไร่ที่สำคัญเช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นแหล่งที่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่มากด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เกษตรกรมีการใช้สารเคมีป้องกันการกำจัดศัตรูพืชมากน้อยแค่ไหน ระดับใด ใช้สารอะไรบ้าง มีพฤติกรรมในการใช้อย่างไร ปฏิบัติตนให้เหมาะสมหรือมีความรู้เกี่ยวกับการใช้มากน้อยเพียงไร
จากข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลและพืชไร่ในภาคตะวันออก ซึ่งได้มาจากการฝึกอบรมเกษตรกรหลักสูตรอนามัยของเกษตรกรกับการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยความร่วมมือระหว่างโครงการ IPM DANIDA และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ระหว่างปี 46-49 ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ระยอง ตราด สระแก้ว และฉะเชิงเทรา มีผู้ให้ข้อมูล 539 ราย ผลปรากฏดังนี้
เกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลมีการใช้สารเคมีที่ผสมน้ำแล้วเฉลี่ยถึง 21,791 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจว่าใช้กันมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้เชียวหรือ แต่ขอย้ำว่าเป็นสารเคมีที่ผสมน้ำแล้วไม่ใช่เนื้อสารล้วน ๆ ที่ต้องใช้เป็นข้อมูลของสารเคมีที่ผสมน้ำแล้วไม่ใช่ปริมาณเนื้อสาร เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีที่หลากหลายแต่ไม่สามารถระบุหรือจดจำได้ว่าใช้ในอัตราหรือปริมาณเท่าใด แต่พอจดจำหรือทบทวนได้ว่าทำการฉีดพ่นครั้งละกี่ถังหรือกี่ลิตร จำนวนกี่ครั้ง เป็นต้น
ที่น่าสังเกตคือ ชาวสวนผลไม้มีการใช้สารเคมีในปริมาณมากกว่าชาวไร่ถึง 3.5 เท่าตัว โดยชาวไร่ใช้เพียง 5,997 ลิตรต่อคนต่อปี ทั้งนี้อาจเป็นเพราะไม้ผลมีศัตรูพืชมากกว่าและต้องดูแลกันทั้งปี ไม่เหมือนพืชไร่ที่ดูแลเพียงฤดูเดียว ส่วนจำนวนวันที่ฉีดพ่นนั้นชาวสวนกับชาวไร่มีจำนวนฉีดพ่นเฉลี่ย 20 วันต่อคนต่อปีเท่ากัน
สารเคมีที่เกษตรกรใช้ องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ตามระดับความเป็นพิษ ประกอบด้วย
กลุ่ม la พิษร้ายแรงมาก กลุ่ม lb พิษร้ายแรง กลุ่ม ll พิษปานกลาง กลุ่ม lll พิษเล็กน้อย กลุ่ม lV ไม่เป็นพิษถ้าใช้ด้วยความระมัดระวัง และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ไม่มีการจำแนกระดับความเป็นพิษ
พบว่าสารเคมีกลุ่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่เกษตรกรคือกลุ่ม ll พิษปานกลาง มีจำนวนร้อยละ 72 พิษร้ายแรงมากเป็นกลุ่มที่เกษตรกรนิยมใช้น้อยที่สุดเพียงร้อยละ 16
จึงพออนุมานได้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักเลือกสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชหลีกเลี่ยงที่มีพิษร้ายแรง และเมื่อพิจารณากลุ่มของสารเคมีตามประเภทของสารพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรชาวสวนและชาวไร่นิยมใช้สารในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตสูงสุด โดยมีผู้ใช้ถึง 44% แต่อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างระหว่างชาวสวนและชาวไร่ เนื่องจากชาวสวนมีการใช้สารในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 54 ขณะที่ที่ชาวไร่กลับใช้สารในกลุ่มพาราควอตมาเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 69 ดังนั้น คงพอมองภาพออกว่าศัตรูที่สำคัญของชาวสวนคือแมลงศัตรูพืช ขณะที่ศัตรูหลักของชาวไร่คือวัชพืชนั่นเอง
ขึ้นชื่อว่าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้วย่อมต้องมีอันตรายแทบทั้งสิ้น กลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตเป็นกลุ่มของสารเคมีที่เป็นสารพิษ มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ดี มีพิษตกค้างไม่นานนัก มีทั้งชนิดร้ายแรงและพิษปานกลาง นอกจากจะเป็นพิษต่อแมลงแล้วยังเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วย โดยมีผลต่อระบบสัมผัส การเคลื่อนไหว และการทำงานของหัวใจ ระบบการหายใจอาจถูกกดและอาจถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนพาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีความเป็นพิษสูงต่อผิวหนังและเยื่อบุภายในช่องปาก จมูกและตา ผู้ผลิตบอกว่าสารนี้ไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงปอดได้ เนื่องจากอนุภาคของาสารนี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะสูดหายใจติดเข้าไปได้ เท็จจริงประการใดไม่ยืนยัน
ส่วนสารเคมีในกลุ่มอื่นเช่น ไพรีทรอยด์ คาร์บาเมต ไธโอคาร์บาเมต และออร์แกนโนคลอรีน มีเกษตรกรใช้จำนวนลดหลั่นกันตามลำดับดังนี้ 29% 25% 13% และ 11% ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีแต่ความเป็นพิษ มีความคงทนตกค้างแตกต่างกันออกไป
สำหรับพฤติกรรมการใช้สารเคมีของเกษตรกร จะทราบว่าเกษตรกรมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด นอกจากดูจากการเลือกใช้แล้วจะต้องพิจารณาพฤติกรรมในการใช้สารด้วย บางคนเลือกใช้สารมีพิษน้อยแต่มีใช้ไม่ถูกต้อง ไม่มีการป้องกันหรือระมัดระวัง จึงมีโอกาสรับสารที่ก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าคนที่ใช้สารที่มีพิษมากแต่รู้จักการป้องกันตนเอง มาดูกันว่าเกษตรกรในภาคตะวันออกมีพฤติกรรมในการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชกันอย่างไรบ้าง
อุปกรณ์และเครื่องป้องกันที่สวมใส่ขณะเตรียมฉีดพ่นมีส่วนสำคัญในการป้องกันพิษเข้าสู่ร่างกาย จากข้อมูลพบว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าที่ควร โดยพบว่าร้อยละ 77 ที่ไม่ได้ใส่แว่นตาป้องกันละอองสารเคมี ขณะที่ร้อยละ 49 ไม่ใส่ถุงมือ และร้อยละ 10 ไม่ใส่ที่ปิดจมูกและหมวกขณะทำการจัดเตรียมและฉีดพ่นสารเคมี
นอกจากการใช้อุปกรณ์และเครื่องป้องกันแล้ว พฤติกรรมการปฏิบัติงานของเกษตรกรระหว่างการฉีดพ่นก็มีความสำคัญไม่น้อย โดยพบว่าร้อยละ 66 เสื้อผ้าเปียกสารเคมีระหว่างการฉีดพ่นร้อยละ 43 มีการฉีดพ่นโดยไม่คำนึ่งถึงทิศทางลมร้อยละ 41 มีการดื่มน้ำระหว่างฉีดพ่น มีสิงห์อมควันสูบบุหรี่ไปฉีดพ่นไปด้วย ร้อยละ 8 และกินขนมระหว่างฉีดพ่นร้อยละ 3 และพบว่าร้อยละ 4 ปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบอุปกรณ์และมีการใช้ถังบรรจุหรืออุปกรณ์รั่ว
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เอ็กซ์ – ไซท์ No.2978 ฉบับที่ 3979 วันที่ 20-21 กันยายน พ.ศ.2550 หน้า 19 |
|