สมการแก้โลกร้อน (1) วันนี้ถ้ามีใครคิดค้นสมการว่าด้วยการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโลก เพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สามารถนำมาทำได้ผลจริงๆ แล้วล่ะก็ ให้รีบนำสูตรที่ว่ายื่นขอชิงรางวัลมูลค่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเกือบๆ พันล้าน กับ เซอร์ริชาร์ด เบรนสัน เจ้าของสายการบินเวอร์จิน แห่งอังกฤษได้เลย
หลายคนวิจารณ์ว่าเซอร์เบรนสันสร้างภาพธุรกิจ ประชาสัมพันธ์สายการบิน แต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสิ่งแวดล้อมกลับชื่นชมแนวคิดของเขา เพราะถือว่าเป็นไอเดียบรรเจิดสร้างสรรค์ เชื่อว่าธุรกิจทั้งใหญ่เล็กจะเอาไปเป็นแบบอย่าง
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งห่อหุ้มโลกด้วยปริมาณ 380 พีพีเอ็ม (ส่วนต่อล้านส่วน) คือตัวการสำคัญที่ทำให้สภาวะทางธรรมชาติ “เพี้ยน” อย่างที่เห็นกันวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอากาศซึ่งร้อนสุดสุด แล้งสุดขีด หนาวยะเยือกสุดขั้วหัวใจ หรือเกิดพายุฝนลมคลื่นทะเลแปรปรวนอย่างรุนแรง
เซอร์นิโคลัส สเติร์น นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ซึ่งเคยทำงานให้กับธนาคารโลกทำรายงานสรุปปรากฏการณ์ “โลกร้อน” เป็นผู้คำนวณความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเธน และก๊าซพิษอื่นๆ ที่พ่นออกจากปล่องควันโรงงานอุตสาหกรรม จากท่อไอเสียรถยนต์ และการเผาไม้ทำลายป่าต่างๆ พบว่า อีก 50 ปีข้างหน้า ระดับก๊าซพิษเหล่านี้จะอยู่ที่ 500-550 พีพีเอ็ม
เปรียบเทียบกับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ความเข้มข้นของก๊าซพิษในชั้นบรรยากาศมีเพียง 280 พีพีเอ็ม ปัจจุบันมีมากเป็นสองเท่าตัว
“สเติร์น” บอกว่า หากระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์วัดได้ 550 พีพีเอ็ม อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส เมื่อภาวะโลกร้อนขึ้นเช่นนี้ จะเกิดผลกระทบต่อในทุกด้าน
ต่อไปนี้คือผลกระทบที่รุนแรง
1. ธารน้ำแข็ง (Glacier) ละลาย เพิ่มปริมาณน้ำทะเล ทำให้ประชากรที่อยู่ตามแนวชายฝั่งประเทศต่างๆ ทั่วโลกราวหนึ่งพันล้านคนได้รับความเดือดร้อน ผู้คนที่อยู่ในเกาะเล็กๆ เช่น แคริบเบียน หรือมหาสมุทรแปซิฟิก รวมไปถึงเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ชายฝั่ง อาทิ กรุงโตเกียว มหานครนิวยอร์ก กรุงลอนดอน ต้องอพยพหนีอย่างน้อยๆ 200 ล้านคน 2. ผลผลิตทางการเกษตรลดลง โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา คนจะอดอยากมากขึ้น 3. อุณหภูมิโลกเปลี่ยน ผู้คนจะล้มตายเพราะภัยร้อนและขาดอาหาร เชื้อโรคจะแพร่ระดับความรุนแรงและแพร่ระบาดเร็วขึ้น เช่นโรคมาลาเรีย ไข้เลือดออก 4. ระบบนิเวศวิทยาเปลี่ยนแปลง สัตว์โลกพันธุ์ต่างๆ ราว 15-40 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ส่วนบรรดาฝูงปลาในทะเล จะหดหายไปเป็นจำนวนมาก
ส่วนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะเกิดความร้อน เช่น พายุมรสุมในประเทศด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มความถี่และรุนแรง ปรากฏการณ์ “อัล นิโญ” มีผลต่อแหล่งน้ำจืด หลายพื้นที่จะเกิดภัยแล้งขาดแคลนน้ำ ขณะที่เขตร้อนชื้นจะเจอกับภัยน้ำท่วม
“สเติร์น” ทำนายว่า นะดับอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น ทำให้พายุเฮอร์ริเคนเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นราว 5-10 เปอร์เซ็นต์ ประเทศสหรัฐซึ่งเผชิญกับพายุชนิดนี้ทุกปีจะได้รับความเสียหายมากขึ้นเป็นสองเท่า
ประเทศอังกฤษซึ่งปกติเกิดภัยน้ำท่วมเป็นประจำอยู่แล้ว จะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วน 0.1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และหากอุณหภูมิร้อนขึ้นเป็น 3-4 องศาเซลเซียส จีดีพีของอังกฤษลดลงอีก 0.2-0.4 เปอร์เซ็นต์
ความเสียหายที่เป็นกรณีตัวอย่างจาก “คลื่นความร้อน” เมื่อปี 2546 เห็นได้ชัด เมื่อชาวยุโรป 35,000 คนเสียชีวิต และผลผลิตทางการเกษตรเจ๊งรวมแล้วกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นหากอุณหภูมิโลกเพิ่ม
เมื่อมองถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่า จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงตามด้วย เพราะอากาศฟ้าดินไม่เป็นใจให้กับพืชผล การค้าการขายชะงักงันถดถอยลง คนจนยิ่งจนไปอีกโดยเฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ส่วนประเทศร่ำรวย ค้าขายไม่ราบรื่น เนื่องจากเกิดความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจ การผลิตสินค้าได้น้อย กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ต่อหัว
ถ้าประเมินผลกระทบต่อการผลิตของทั้งโลกจะลดลง 3 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่โรคภัยไข้เจ็บระบาดรุนแรง ส่งผลต่อรายได้ของประเทศ เงินงบประมาณของรัฐต้องทุ้มเทให้กับการป้องกันรักษาผู้ป่วย
นี่คือ “สภาวะ” ที่เป็นจริงและกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน แน่นอนว่า ถ้าคนทั้งโลกยังวางเฉยและปล่อยให้ “สภาวะ” เช่นนี้ดำรงอยู่ต่อไป โลกอาจเปลี่ยนโฉมใหม่
โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
มติชนสุดสัปดาห์ , คอลัมน์สิ่งแวดล้อม. ฉบับประจำวันที่ 9-15 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1386 , หน้า 58 |
|