ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
'เกษตรอินทรีย์' ปลอดการเผา
ลดหมอกควันภาคเหนือ

        ถานการณ์หมอกควันพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนในปีนี้ แม้จะไม่รุนแรงเท่าช่วงต้นปี 50 แต่ปัญหามลพิษหมอกควันที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ ก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ มีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหอบหืดจำนวนมากขึ้น ทั้งยังขยายวงกว้างไปถึงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมตลอดจนการท่องเที่ยวของประเทศ

        จากการศึกษาพบว่าการเผาในที่โล่งเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งเผาวัชพืชของเกษตรกร ขยะมูลฝอยเผาริมทาง ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก เขม่าควัน เถ้า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนรวมถึงก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อน นอกจากเผาในที่โล่ง การเกิดไฟป่าที่มีเพิ่มขึ้น ตลอดจนก๊าซต่าง ๆ จากการเผาไหม้ด้วยกิจกรรมของมนุษย์ ช่วยซ้ำเติมสถานการณ์มลพิษทางอากาศในเขตภาคเหนือให้น่าเป็นห่วง

        ช่วงหน้าแล้งนี้ถือว่าเป็นช่วงอันตราย วิกฤติปัญหาหมอกควันอาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรีบหาทางป้องกันและแก้ไข ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดมาตรการต่าง ๆ มากมาย ทั้งควบคุมการเผาในที่โล่ง สนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก ลดการใช้สารเคมี ลดการเกิดไฟป่า ทั้งในป่าสงวนและอุทยานฯ ควบคุมการฟื้นฟูป่าแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ยังมีการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ชาวเหนือเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเผาในที่โล่ง ตระหนักถึงภาวะโลกร้อน ก่อนปัญหารุนแรงและเลวร้ายไปกว่านี้

        ล่าสุด กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดโครงการ “รณรงค์ประชาสัมพันธ์ลดการเผาในที่โล่ง เพื่อลดภาวะโลกร้อนในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน” ขึ้น ณ โรงแรมโลตัส ปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ เพื่อประชาสัมพันธ์ เน้นถ่ายทอดปัญหาและผลกระทบจากการเผาในที่โล่งไปสู่ประชาชน รวมถึงเตรียมความพร้อมให้กับชาวเหนือทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน รับมือสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าในช่วงหน้าแล้ง

        สำราญ รักชาติ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าว่าได้จัดเตรียมมาตรการป้องกันและแก้ไขในช่วงฤดูไฟป่าและช่วงฤดูแล้งในพื้นที่ป่าสงวน โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากชาวบ้านในพื้นที่ติดตามและเฝ้าระวัง นอกจากนี้ ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ชุมชน ทั้งขยะมูลฝอย เผาหญ้าและวัชพืชริมทางตลอดจนลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม

        “การป้องกันไฟป่ามีทั้งป้องปรามบังคับใช้กฎหมาย จนกระทั่งทำฝายชะลอน้ำเพิ่มความชุ่มชื่นให้พื้นที่ แล้วยังมีเจ้าหน้าที่ออกไปให้ความรู้ชาวบ้าน ในการนำเศษวัสดุมาบดทำปุ๋ยหรือถ่านอัดแท่งไว้ใช้เป็นเชื้อเพลิง” รองอธิบดีกล่าวและย้ำว่าในสถานการณ์วิกฤติ มีชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่าหรือหน่วยเสือไฟพร้อมทำงานทันท่วงที

        นอกจากนี้พบว่าช่วง ต.ค.49-มี.ค.50 พบไฟป่าเกิดขึ้น 5,684 ครั้ง พื้นที่เสียหาย 9 หมื่นไร่ แต่ ต.ค.50-มี.ค.51 เกิดไฟป่า 3,000 ครั้ง พื้นที่เสียหาย 3 หมื่นไร่ สถิติลดลงถึง 50% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์ลานินญา ทำให้ฝนตกลดความรุนแรงลง ลานินญาจะมีอิทธิพลจนถึงปลายปี 51 แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ ภาวะโลกร้อนทำให้สภาพอากาศวิปริตผันผวน การคาดการณ์ระยะยาวทำได้ยาก ต้องเตรียมพร้อมเสมอ มีการใช้ดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน หรือ Hotspot

        ด้านมาตรการด้านการตรวจสอบ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่าในพื้นที่เสี่ยงภัยปัญหาหมอกควันและจะติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบกึ่งถาวรจำนวน 10 สถานี ใน 10 จังหวัด ภายในปี 2554 และจัดทำระบบพยากรณ์มลพิษหมอกควันที่แม่นยำ และทำเกณฑ์การแจ้งเตือนภัยในระดับต่าง ๆ ให้ประชาชนรู้ล่วงหน้า นอกจากนี้ มีศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าระดับจังหวัด เป็นศูนย์รวมการประกาศแจ้งเตือนภัย และรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต

        ในเวทีเดียวกัน ดาเรศร์ กิตติโยภาส ผอ.กองส่งเสริมวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร มีคำอธิบายที่น่าสนใจว่าทำไมต้องหยุดเผา โดยนำเสนอเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อลดการเผาในที่โล่ง หรือที่เรียกว่า “เกษตรอินทรีย์ปลอดเผา”

        ดาเรศร์บอกว่า วัฒนธรรมการเกษตรของไทยดั้งเดิมชื่อว่า การเผาทำให้ปลูกพืชทางการเกษตรได้ดี ทำกันมานมนานจะเผาก่อนไถและเผาหลังเกี่ยว แต่ปัจจุบันรูปแบบการเกษตรเปลี่ยนแปลงไป เป็นเกษตรอุตสาหกรรมทำเพื่อการค้าขายไม่ใช่ทำเพื่ออยู่เพื่อกิน การเผาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไปแล้ว เหตุที่ต้องหยุดเผานอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังทำลายธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะฟางข้าวหลังเกี่ยวมีประโยชน์ ถ้าไม่เผาช่วยเพิ่ม

        ธาตุอาหารพืช ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม ประมาณ 23 กิโลกรัมต่อไร่ มูลค่า 185 บาทต่อไร่ การเผาจะทำให้ได้โปแตสเชียมเร็วขึ้น แต่ทำลายธาตุอาหารพืชอีกสองชนิดไปด้วย ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมีมาเติม เพิ่มต้นทุนการผลิต

        “เราเร่งประชาสัมพันธ์ฟางมีค่าคือปุ๋ย คือเงิน ถ้าไม่เผาเพิ่มอินทรีย์วัตถุ 800 กิโลกรัมต่อไร่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างดิน การเผาทำให้เสียน้ำในดิน ดินก็แข็ง รากของพืชชอนไชไม่ได้ เจริญเติบโตช้า การเผายังทำลายแมลงควบคุมศัตรูพืช และสร้างฝุ่นควันส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ชาวบ้านทำไปโดยไม่รู้” ผอ.กองส่งเสริมวิศวกรรมเกษตรกล่าวพร้อมระบุว่า ประเทศไทยมีที่นากว่า 60 ล้านไร่ ถ้าเผาฟางข้าวจะปล่อยมลพิษอากาศมากมาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณการปล่อยถึง 51 ล้านตัน สร้างความร้อนให้โลก แล้วยังมีคาร์บอนมอนอกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ไนตรัสออกไซด์ มีเทน รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก 253,854 ตัน

        ดาเรศร์บอกอีกว่า ถ้าต่างคนต่างเผาไม่หยุด เกิดปัญหาฝุ่นหมอกควันเหมือนที่ทุกคนประสบ แต่อีกผลกระทบหนึ่ง คือ ฝุ่นขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในก้อนเมฆขวางอนุภาคของน้ำที่จะจับตัวเป็นฝน ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล มีผลเสียหายโดยตางต่อเกษตรกร

        การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทดแทนการเผาเป็นอีกแนวทางแก้ปัญหา ที่เธอนำเสนอ โดยให้เหตุผลว่า การไถกลบเศษซากพืชแทนการเผา เป็นการฟื้นฟูโครงสร้างดิน ทำให้ดินดีเหมาะแก่การเพาะปลูก นอกจากนี้ สามารถนำมาทำปุ๋ยหมัก ลดต้นทุนการผลิต เป็นพลังงานทดแทนเพิ่มรายได้ ปัจจุบันมีฟางข้าวปริมาณ 52.22 ล้านตัน แกลบปริมาณ 36.73 ล้านตัน ในส่วนนี้ต้องมีเครือข่ายอย่างโรงงานผลิตไฟฟ้า แม้จะมีการเผาเช่นกัน แต่อยู่ในกระบวนการควบคุมไม่ให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งหมดช่วยลดการเผาในที่โล่งได้ ปัจจุบันมีการควบคุมการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยจัดตั้งเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ปีนี้ตั้งเป้า 720 เครือข่าย ใน 28 จังหวัด รวมพื้นที่ 620,000 ไร่

        ด้านเทคนิคการไถกลบซากพืชแทนการเผานั้น ดาเรศร์อธิบายว่า การไถกลบที่ดีต้องพลิกกลบตอซังฟางข้าวไว้ในดินและวัชพืชตาย ทำให้โครงสร้างดินสมบูรณ์ เพิ่มอินทรีย์วัตถุ สังเกตได้ว่าหน้าดินของแปลงที่ไถกลบถูกต้องจะดีกว่า ข้าวเจริญเติบโตเมื่อเทียบกับการไถกลบทั่วไป มีข้อมูลยืนยันเกษตรกรมีรายจ่ายลดลง ใช้ปุ๋ยน้อยลงจากเดิม 3 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง แล้วยังใช้ยาฆ่าแมลงลดลงด้วย ทั้งนาน้ำ นาข้าว ไร่อ้อย ผลผลิตในภาพรวมมากขึ้น ส่งผลเกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น

        จะเห็นได้ว่า การเตรียมดินโดยใช้เครื่องจักรกลที่มีประสิทธิภาพ สามารถไถกลบเศษวัสดุและวัชพืชได้ โดยไม่ต้องเผาทำลาย ลดปัญหาหมอกควัน ถ้าเกษตรกรแต่ละรายซื้อไว้ใช้ไม่คุ้ม ต้องให้ชุมชนมีบริการร่วมกันและบริหารจัดการร่วมกัน โดยองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จัดสรรงบประมาณขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้ ฉะนั้น เพื่อให้ อบต. เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับชุมชนต้องจัดทำเป็นแผนชุมชนเสนอเข้าไปเพื่อให้ได้งบมาดำเนินการ ในทางเทคนิคทางกรมฯ สามารถแนะนำได้ รวมทั้งเรื่องการบริหารจัดการในพื้นที่

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2551 หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้764
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4545
mod_vvisit_counterทั้งหมด558659