สารไนเตรทรุกแหล่งน้ำ ผลพวงเกษตรกรโหมใส่ “ปุ๋ย”
มีข้อมูลว่า ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีในภาคการเกษตรอย่างมาก ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีข้อมูลฝั่งตรงกันข้ามที่เป็นการติดตามผลหลงจากการใช้สารเคมีว่ามีผลต่อสิ่งแวดล้อมดิน น้ำ มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ออกมาให้สังคมรับรู้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีผลงานวิจัยของกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ศึกษาถึงผลกระทบหลังการใช้ปุ๋ยเคมีในภาคเกษตรของไทย โดยในการทำวิจัยของกรีนพีซฯ ได้ประยุกต์ข้อมูลบางส่วนและวิธีการศึกษาของ Reyes Tirado นักศึกษาจาก University of Exeter ประเทศอังกฤษ ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมการใส่ปุ๋ยในปริมาณเกินความจำเป็นของเหล่าเกษตรกรในประเทศอังกฤษ ที่ทำการเกษตรแบบอุตสาหกรรม จนเกิดการรั่วซึมของปุ๋ยและสารเคมีสู่แหล่งน้ำของชุมชน มาประยุกต์สำรวจสภาพการใช้ปุ๋ยเคมีและการปนเปื้อนของปุ๋ยเคมีในแหล่งน้ำสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของประเทศไทย
โครงการที่สำรวจโดยเก็บตัวอย่างภาคสนามในประเทศไทยมีขึ้นใน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.กาญจนบุรี และ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งผลพบว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดมีการปนเปื้อนของสารไนเตรทสะสมอยู่ในแหล่งน้ำ และน้ำบาดาลในชุมชนในปริมาณที่เกินมาตรฐาน
ทีมนักวิจัยกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย Reyes Tiraso, ณัฐวิภา อิ้วสกุล และภาสธร สันต์ธนะพัฒน์ โดยณัฐวิภาเป็นผู้แถลงงานวิจัยว่า สิ่งที่กรีนพีซต้องทำการศึกษาในเรื่องนี้ ก็เพื่อประเมินสถานการณ์ของมลพิษทางน้ำอันเนื่องมาจากเกษตรกรรม โดยมุ่งประเด็นไปที่การหาปริมาณไนเตรท (Nitrate) หรือเกลือไนเตรทที่ใช้ในการเกษตร ว่ามีการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดื่ม เช่น น้ำใต้ดิน หรือบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมหรือไม่ เพื่อดูผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยในภาคเกษตรกรรมต่าง ๆ ต่อคุณภาพของแหล่งน้ำธรรมชาติ
ขั้นตอนการวิเคราะห์ เริ่มจากเก็บตัวอย่างน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดินที่ทำเกษตรกรรมหลายประเภท อาทิ นาข้าว แปลงข้าวโพด ฯลฯ ใน จ.เชียงใหม่ กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ในช่วงระยะเวลา 1-5 ต.ค.2550 ซึ่งแต่ละจุดจะเก็บตัวอย่างน้ำเพียง 1 ตัวอย่าง น้ำใต้ดินทั้งหมดเก็บจากบ่อน้ำบาดาลบริเวณแปลงเกษตรหรือบริเวณบ้านเรือนรอบพื้นที่เกษตรกรรม โดยเปิดให้น้ำไหลผ่าน 3 นาที แล้วจึงเก็บตัวอย่าง และนำไปวิเคราะห์หาปริมาณไนเตรททันที หรือไม่เกิน 6-10 ชั่วโมง จากช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง ซึ่งตัวอย่างน้ำ 1 แหล่ง จะถูกวิเคราะห์ค่าการดูดกลืนแสง หรือ Chromotropic Acid Method ซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง โดยเครื่องมือ Portable Spectrophotometer เพื่อหาค่าเฉลี่ย
สมาชิกกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนเดิม อธิบายถึงผลที่ได้จากการวิเคราะห์ว่า ผลการศึกษาพบว่าแหล่งน้ำใต้ดินบริเวณพื้นที่ที่ทำเกษตรกรรมมีมลพิษจากไนเตรทปนเปื้อนสูงมาก และสัมพันธ์กับพฤติกรรมการทำการเกษตรในรูปแบบอุตสาหกรรม ที่เน้นการเร่งผลิตโดยโหมใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เกินความจำเป็น โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคกลาง อันได้แก่กาญจนบุรีและสุพรรณบุรี ซึ่งแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งในกาญจนบุรี เป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีปริมาณไนเตรทปนเปื้อนสูงมากในแหล่งน้ำชุมชน
จาก 11 ตัวอย่างที่เก็บเฉพาะพื้นที่ใน จ.กาญจนบุรี พบว่ามี 4 ตัวอย่างที่มีปริมาณไนเตรทสูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดให้มีได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร แบ่งเป็นสูงถึง 150 มิลลิกรัมต่อลิตร 1 ตัวอย่าง, 140 มิลลิกรัมต่อลิตร 1 ตัวอย่าง, 55 มิลลิกรัมต่อลิตร 2 ตัวอย่าง ส่วนที่ใกล้เคียงค่ามาตรฐานประมาณ 46-48 มิลลิกรัมต่อลิตร มีเพียง 2 ตัวอย่าง ขณะที่อีก 5 ตัวอย่างพบการปนเปื้อนของไนเตรทเช่นเดียวกัน
ด้านคุณภาพน้ำใต้ดินของ จ.สุพรรณบุรี 2 ใน 5 ตัวอย่างน้ำมีการปนเปื้อนไนเตรทสูงกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้เช่นกัน โดยมีค่าไนเตรทประมาณ 58 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แต่ใน จ.เชียงใหม่ แหล่งตัวอย่างน้ำทั้ง 8 ตัวอย่าง พบสารไนเตรทปนเปื้อนในปริมาณที่น้อยมาก ไม่ถึง 20 มิลลิกรัมต่อลิตร
“ที่กาญจนบุรีมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งหมุนเวียนตลอดทั้งปี ลองคิดดูว่าการปลูกผักชนิดนี้จะต้องใช้แรงงานคน น้ำ และปุ๋ยเป็นจำนวนมาก ต้องให้น้ำใส่ปุ๋ยทุกวัน ให้ฮอร์โมนและใส่ยาฆ่าแมลงทุกอาทิตย์สารเคมีเจือปนเปื้อนเข้าสู่แหล่งน้ำชุมชนในปริมาณมากน้อยเพียงใดโดยจากคำบอกเล่าของเจ้าของแปลงระบุว่า มีการใส่ปุ๋ยในจำนวนมากจริงและมากกว่าปริมาณที่แนะนำที่กำหนดไว้ที่ประมาณ 16 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ถึง 70 เท่า คิดเป็น 200 กิโลกรัม/ไร่/เดือน หรือ 1,120 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี”
“ทั้งนี้ จากการศึกษาผลวิจัยในประเทศซิลี การโหมประโคมใส่ปุ๋ยในปริมาณมากไม่ได้ทำให้ผลผลิตดีหรือเพิ่มมากขึ้นอย่างที่เกษตรกรเข้าใจแต่กลับพบว่าการใส่ปุ๋ยในปริมาณน้อยแค่ 8 กิโลกรัมต่อไร่สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้ และยังไม่สร้างปัญหามลพิษทางน้ำอีกด้วย”
ผลกระทบที่น่ากลัวมากกว่าตัวเลขการพบการปนเปื้อนไนเตรท ณัฐวิภาอธิบายว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชีวิตก็คือในด้านสิ่งแวดล้อมจะเกิดปรากฏการณ์ EUTROPHICATION ที่เป็นหนึ่งในปัญหามลพิษที่สำคัญ โดยระบบนิเวศทางน้ำมีปริมาณสารอาหารในไตรเจนมากเกินความจำเป็นจะเป็นสาเหตุให้สัตว์ที่อยู่ในน้ำตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงและไม่เพียงพอต่อการหายใจของปลาและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และยังเป็นการเพิ่มปริมาณสาหร่ายพิษในหนองน้ำอีกด้วย
ด้านสุขภาพ มีผลการศึกษาวิจัยจากต่างประเทศยืนยันชัดเจนว่า เด็กทารกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ประกอบเกษตรกรรมในเชิงอุตสาหกรรม ที่มีการปนเปื้อนไนเตรทในแหล่งน้ำชุมชนสูง จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางสุขภาพสูงสุด โดยพิษของไนเตรทจะทำให้เด็กเกิดโรค “Blue-baby syndrome” หรือ methemoglobinemia และมักเกิดในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือนที่ดื่มน้ำมีไนเตรทเจือปนในปริมาณสูง ซึ่งอาการของบลู เบบี้ ซินโดรมซ์ จะเป็นในลักษณะที่แบคทีเรียในสำไส้เปลี่ยนรูปของไนเตรทให้เป็นไนไตรท์ และไนไตรท์นี้จะไปดูดซับและรวมตัวกับฮีโมโกลบิน เป็นเมทีโมโกลบิน ส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนไปใช้ในร่างกายลดลง เท่ากับว่าเป็นการไปขัดขวางการทำงานของฮีโมโกลบินในเลือด ทำให้ผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ เนื้อตัวเขียว และอาจเสียชีวิตได้
“ในประเทศไทยทางกลุ่มกรีนพีซเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเร่งศึกษาถึงกรณีที่เด็กทารกไทยอาจเป็นโรคดังกล่าว ซึ่งถ้าผลการศึกษาออกมาเป็นเช่นไรจะแจ้งให้สังคมทราบอีกครั้งหนึ่ง” ณัฐวิภากล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ใหญ่หากดื่มน้ำที่มีไนเตรทปนเปื้อนเป็นระยะเวลานาน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด NHL มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งรังไข่ ฯลฯ และเมื่อรับประทานอาหารที่ไนเตรทสะสมอยู่ในปริมาณสูง เช่น สัตว์น้ำ หรือผักที่ปลูกพิษที่ตกค้างจะทำให้เกิดภาวะทางประสาท สูญเสียความทรงจำ เป็นอัมพาตหรือท้องร่วงได้
ทั้งนี้ ณัฐวิภายังฝากข้อคิดถึงเกษตรกรไทยด้วยว่า การใส่ปุ๋ยในปริมาณที่เกินความจำเป็น นำมาสู่การปนเปื้อนไนตรทต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ปุ๋ยที่เกษตรกรโหมใส่ในปริมาณมากมายมหาศาล พบว่าพืชไม่ได้นำไปใช้ได้ทั้งหมด กว่าครึ่งของปุ๋ยที่ใส่ลงไปจะสูญเสียโดยการชะล้างจากกระแสน้ำ หรือเปลี่ยนรูปเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่ปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลก อันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น จึงอยากให้เกษตรกรละทิ้งความเชื่อผิด ๆ ที่คิดว่าใส่ปุ๋ยมาก ๆ แล้วจะทำให้พืชผักมีผลผลิตที่สูงขึ้น แต่ควรจะศึกษาทำความเข้าใจธรรมชาติของพืชแต่ละชนิดว่าควรใส่ปุ๋ยอย่างไรจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่า เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มนายทุนก็ไม่ได้เข้ารับผิดชอบโดยตรงต่อมลพิษที่เกิดขึ้นดังกล่าวจึงคิดว่าน่าจะตัดปัญหาที่ต้นตอ
และข้อคิดสุดท้ายที่ฝากถึงรัฐบาลไทยก็คือ รัฐควรให้ข้อมูลข่าวสารด้านการใช้สารเคมีเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงแก่เกษตรกรไทยเพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อตัวแทนขายสารเคมีเกษตร และบริษัทที่ผลิตสารเคมีเกษตร ที่เร่งขายผลิตภัณฑ์ของตัวเองและแนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยในปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่สนใจเรื่องปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อม
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ.2551 หน้า 4 |
|