ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
เวทีสาธารณะ
สุรพงษ์ กองจันทึก
ผู้อำนวยการศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาและพัฒนา


สิบปี ' คลิตี้ถึงเค็มโก้ ' ประเทศไทยไม่สิ้นพิษตะกั่ว

        ะกั่วเป็นสารที่ร่างการมนุษย์ไม่ต้องการ ดังนั้นการมีสารตะกั่วในร่างกายแม้น้อยนิด ก็ส่งผลกระทบเป็นพิษต่อร่างกายได้การนำตะกั่วที่อยู่ใต้ดินลึกขึ้นมาบนบก ก็เสมือนกับการนำสารพิษขึ้นมานั่นเอง ยิ่งเหมืองแร่ที่ทำเหมืองแร่ระบบเปิด คือปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก ก็เป็นการนำสารพิษมาแพร่สู่ประชาชน

        ปี พ.ศ.2541 ข่าวการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ซึ่งเป็นลำห้วยในผืนป่าตะวันตกเป็นข่าวใหญ่ เนื่องจากการตรวจของกรมควบคุมมลพิษพบว่า น้ำที่ผ่านโรงแต่งแร่คลิตี้ของบริษัท ตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีตะกั่วปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานหลายเท่า และพบตะกอนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ราว 15,000 ตัน

        ส่วนสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้และแม่น้ำแม่กลองที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ที่ห้วคลิตี้ไหลไปรอบมีตะกั่วในเนื้อปลาเกินมาตรฐานนับร้อยเท่า

        น้ำเหล่านี้ได้ผันมาเป็นน้ำประปาให้ชาวกรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรีใช้

        หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบและสรุปในการแก้ไขปัญหาเป็นลำดับ อาทิ วันที่ 7 กรกฎาคม 2541 มีมติของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ซึ่งตกลงร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี, กรมป่าไม้, กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ให้ยกเลิกกิจการเหมืองแร่ทั้งหมดในบริเวณโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

        วันที่ 29 กันยายน 2543 คณะสมาชิกวุฒิสภามีหนังสือถึง รมว.อุตสาหกรรม ให้เพิกถอนหรือยกเลิกกิจการเหมืองแร่ในจังหวัดกาญจนบุรี

        วันที่ 8 กันยายน 2544 คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปศึกษาสภาพปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณเหมืองแร่คลิตี้และเหมืองเคมโก้ต่อมาสรุปเป็นรายงานเสนอนายกรัฐมนตรีให้เร่งแก้ไขปัญหา และไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่

        วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 คณะกรรมาธิการมนุษยชนแห่งชาติ โดยนายเสน่ห์ จามริก เป็นประธาน มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขอให้ยุติการทำเหมืองแร่ทั้งหมดในผืนป่าโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และให้ดูแลชาวบ้านในฐานะผู้ได้รับสารตะกั่ว ตลอดจนเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

        วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 มีมติของที่ประชุมรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย 4 กระทรวงคือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้ยุติการทำกิจกรรมเหมืองแร่ ทั้งเหมืองแร่และโรงแต่งแร่อย่างเด็ดขาด และเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ให้รื้อถอนเครื่องจักร อุปกรณ์ บ้านพักคนงาน ออกนอกพื้นที่โดยเร็วที่สุด ตลอดจนดูแลสุขภาพของประชาชนโดยรอบ

        วันที่ 10 มกราคม 2545 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ให้ยกเลิกเหมืองแร่ทั้งหมดโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และขอให้ตรวจสอบการทำผิดกฎหมายของเหมืองเค็มโก้ด้วย

        แม้จะมีหน่วยงานจำนวนมากเห็นสอดคล้องกัน ที่จะยกเลิกเหมืองแร่ทั้งหมดโดยรอบเขตทุ่งใหญ่นเรศวร และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตลอดจนวิถีชีวิตของประชาชนให้ดีดังเดิม แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า

        จนชาวบ้านคลิตี้ล่างกว่า 300 คน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต้องให้สภาทนายความช่วยในกระบวนการทางศาล

        ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีที่ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี รวม 22 คน ยื่นฟ้องกรมควบคุมมลพิษกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการฟื้นฟูและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ปนเปื้อนตะกั่วจากการทำแร่ของโรงแต่งแร่ของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด

        ตุลาการศาลปกครองพิพากษาว่า “ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ กรณีไม่ดำเนินการเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนจาก บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟู หรือระงับการปนเปื้อนของสารตะกั่วล่าช้าเกินควร และให้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องร้องคดีทั้ง 22 คน แต่ละรายเป็นเงิน 33,783 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 743,226 บาท”

        ก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้พิพากษาให้บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชดใช้ค่าเสียหายในการที่ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้เจ็บป่วยเสียหายจากการปล่อยน้ำเสียของการแต่งแร่ลงสู่ลำห้วยที่ชาวบ้านใช้ โดยให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวบ้าน 8 คน ที่ฟ้องเป็นเงิน 4 ล้านบาท และชาวบ้านที่เหลือ 151 คนได้ยื่นฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท คดีอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลจังหวัดกาญจนบุรี

        ในส่วนการรักษาพยาบาลชาวบ้านคลิตี้ซึ่งเจ็บป่วย มีอาการผิดปกติและมีตะกั่วในเลือดสูงเกินมาตรฐานเฉลี่ยของคนไทยหลายเท่า ทางกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีการมาตรวจสอบตลอดเวลา ผ่านมา 10 ปีแล้ว ก็ยังไม่วินิจฉัยว่าชาวบ้านคลิตี้เป็นโรคพิษตะกั่วหรือไม่

        เมื่อไม่มีการวินิจฉัยก็ทำให้ไม่ไปสู่การรักษาชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งดูแลโดยตรงกับการทำเหมืองแร่ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งดูแลพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี กลับอนุญาตให้เหมืองแร่เค็มโก้ ซึ่งกระบวนการแต่งแร่เป็นระบบปล่อยน้ำเสียออกสู้ภายนอก กรรมการและเจ้าของเป็นชุดเดียวกับบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำกองแร่จากคลิตี้มาแต่งได้อีกในปี 2550

        ทั้ง ๆ ที่กองแร่ต้องมีการฝังกลบตามมิของที่ประชุมรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย 4 กระทรวง ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ว่าการอนุญาตให้เก็บกองแร่ครองครองที่คงเหลือตามวิธีการที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนดต่อไป โดยได้ให้โอกาสบริษัทแต่งแร่ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2545 ซึ่งเป็นวันสุดประทานบัตร

        นอกจากนี้ บริษัท กาญจนบุรี เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ ไมนิ่ง (เค็มโก้) จำกัด ดำเนินกิจกรรมทำเหมืองแร่และแต่งแร่เถื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2535 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2545 เป็นเวลาเกือบ 10 ปี แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับไม่ดำเนินคดีและลงโทษ

        ไม่เลิก ไม่หยุด ไม่ลงโทษ ไม่รักษา ไม่ฟื้นฟู แต่กลับฟื้นการทำแร่ขึ้นใหม่ ลมหายใจของประเทศไทยไม่ไร้พิษสารตะกั่ว

หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ No.499
ประจำวันที่ 1 -7 มิถุนายน 2551 หน้า 7
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้713
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4494
mod_vvisit_counterทั้งหมด558609