ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ชุมชนเข้มแข็ง

เมื่อ “ไส้เดือน” สร้างมูลค่า
และแก้ปัญหา “ขยะ” ให้ “เมืองรังสิต”

        ปัจจุบัน “ขยะ” กำลังกลายเป็นปัญหาหนักอกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายแห่งมีแนวโน้มรุนแรงถึงขั้นวิกฤต เพราะหาที่ทิ้งไม่ได้ จะสร้างโรงกำจัดขยะก็ไม่ได้ เนื่องจากถูกคัดค้านทั้งจากคนในท้องถิ่น แต่หลาย อปท.ก็พยายามหาทางออกด้วยการพยายามลดปริมาณขยะด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือทำธนาคารขยะ

        “ปทุมธานี” ก็เป็นอีกจังหวัดที่มีปัญหาถึงขั้นวิกฤตเนื่องจากเป็นเขตปริมณฑล เมืองเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้แต่ละวันมีปริมาณขยะกว่า 1,000 ตัน แม้จะสร้างศูนย์กำจัดขยะรวมปทุมธานี ฝั่งตะวันออก ของเทศบาลเมืองลำลูกกา อ.ลำลูกกา และศูนย์กำจัดขยะรวมปทุมธานี ฝั่งตะวันตก ของเทศบาลเมืองปทุมธานี อ.ลาดหลุมแก้ว ซึ่งทั้ง 2 แห่งมีพื้นที่กว่า 400 ไร่ ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ก็ถูกปิดตายมากว่า 10 ปี โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เนื่องจากถูกประชาชนคัดค้านอย่างหนัก ทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์

        แต่ปัญหานี้ไม่ได้ทำให้ “เดชา กลิ่นกุสุม” นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองรังสิต รู้สึกท้อแท้ เพราะ “เดชา” ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจนได้แนวทางนำขยะ และสามารถนำผลผลิตที่ได้จากการกำจัดขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก

        “เดชา” บอกว่า เทศบาลมีเขตปกครอง 20.8 ตารางกิโลเมตร มีห้างสรรพสินค้า ตลาดสดขนาดใหญ่หลายแห่งประชากรตามทะเบียนราษฎรกว่า 70,000 คน ประชากรแฝงอีกกว่า 4 แสนคน มีขยะถึงวันละ 150 ตัน เป็นขยะเปียกจากตลาดสด 50 ตันต่อวัน ซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

        “เทศบาลวางมาตรการบริษัทจัดการขยะครบวงจร โดยที่สถานีขนถ่ายขยะของเทศบาลพื้นที่ 51 ไร่ใน อ.หนองเสือ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดปริมาณขยะเปียก และง่ายต่อการกำจัดขยะแห้งที่เหลือ โดยนำไส้เดือนเข้ามาใช้ในกระบวนการกินขยะ ส่วนขยะแห้งจะคัดแยกเพื่อขาย ขยะที่ใช้งานไม่ได้ก็ใช้เครื่องบีบอัดเป็นเชื้อเพลิงก้อนจำหน่ายให้อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์นำไปใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง”

        “เดชา” บอกว่า การลดปริมาณขยะเปียกนั้นได้สั่งซื้อไส้เดือนดินพันธุ์ขี้ตาแร่จากโครงการหลวง 15 กิโลกรัม มีอัตราเฉลี่ย 1,200 ตัวต่อกิโลกรัม มาขยายพันธุ์ซึ่งไส้เดือนจะเจริญเตอบโตเร็วมาก เพราะมีอาการชั้นดีเป็นขยะสด ขณะเดียวกันไส้เดือนจะขับถ่ายออกมาเป็นปุ๋ยน้ำ ซึ่งปุ๋ยชนิดนี้มีราคาดี เป็นที่ต้องการมาก

        “ไส้เดือนมีความต้องการขยะสดสูงมาก แต่หากเทียบกับปริมาณขยะสดจำนวนมากในพื้นที่แล้ว ต้องใช้ไส้เดือนถึง 25 ตันต่อการกำจัดขยะสด 50 ตันต่อวันเทศบาลจึงขยายโครงการโดยส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้จากการผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ไส้เดือนขับถ่ายโดยนำมาผสมน้ำบรรจุขวดขนาด 750 ซีซี ขายราคา 40 บาท ปุ๋ยผงชีวภาพซึ่งได้จากมูลไส้เดือนตากแห้ง กิโลกรัมละ 100 บาท และขายไส้เดือนกิโลกรัมละ 400 บาท เนื่องจากกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะ อปท.ทั่วประเทศ”

        “เดชา” บอกว่า สำหรับขยะอินทรีย์บางส่วนที่ไส้เดือนไม่ต้องการ ก็จะนำไปหมักทำไบโอก๊าซ ซึ่งเทศบาลมีอุปกรณ์พร้อมโดยนำสิ่งปฏิกูลจากรถดูดมาผสมกับขยะอินทรีย์นำมาหมักเพื่อผลิตไบโอก๊าซเป็นเชื้อเพลิงใช้กับเครื่องยนต์ดัดแปลง ที่เหลือใช้ก็ขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

        “เดชา” ยืนยันว่า วิธีนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่แก้ที่ต้นเหตุ คือ ลดการเกิดขยะโดยรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนคัดแยกขยะทิ้งขยะเปียกลงในภาชนะที่มีสัญลักษณ์บอกชนิดของขยะ โดยเฉพาะเศษอาหาร โดยจะนำไปตั้งในห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าหาก อปท.ทั่วประเทศพร้อมใจกันทำตั้งแต่ครัวเรือนจนถึงสถานกำจัดขยะ จะช่วยลดดุลการนำเข้าปุ๋ยเคมี ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง และเทคโนโลยีจากต่างประเทศลงได้มาก และยังได้สิ่งตอบแทนที่คิดเป็นมูลค่ามิได้เลย

        นับว่าเป็นแนวการจัดการปัญหาที่เรียบง่าย ได้ผลดี ที่สำคัญเป็นตัวอย่างสำหรับ อปท.ที่นิยมลงทุนไปดูงานถึงเมืองนอกเมืองนา แต่กลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้

ไพศาล ตั่งยะฤทธิ์
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2551 หน้า 8
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้719
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4500
mod_vvisit_counterทั้งหมด558615