มลพิษท่วม 'เกาะเสม็ด'
การขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวในเกาะเสม็ด โดยปราศจากการวางแผนการใช้ทรัพยากรและการป้องกันปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้าไปกิน เที่ยว พักค้างแรมไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน และเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องกันมายาวนานมาหลายสิบปี บางปีสถิตินักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 5 แสนคนย่อมสะสมปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าในรูปแบบของมลพิษด้านต่าง ๆ ความเสื่อมโทรม การหมดไปของทรัพยากรธรรมชาติ ให้แก่เกาะที่ได้ชื่อว่ามีเม็ดทรายที่ขาวสะอาดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
“หาดทรายแก้ว” อันเลื่องชื่อว่าสวยที่สุดของเกาะเสม็ด มีทรายขาวสะอาด โด่งดังเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจากรุ่นสู่รุ่น มาวันนี้หาดทรายแก้วกลายเป็นสีหม่นไปได้ เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะล้นเกาะและน้ำเสีย
การเปลี่ยนแปลงของหาดทรายแก้วเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า มลพิษสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศเกาะเสม็ด อย่างไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หาดทรายแก้วจะกลับมาสวยงามเหมือนเดิม
ผลจากการศึกษาจากสำนักงานอุทยานแห่งชาติ ส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพบว่าจุดท่องเที่ยวบนเกาะเสม็ดอยู่ในภาวะเกินขีดความสามารถในการรองรับได้ ทั้งด้านนันทนาการการท่องเที่ยว ด้านนิเวศ รายงานยังระบุด้วยว่าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ก็อยู่ในสภาพเกินขีดความสามารถในการรองรับได้เช่นกัน โดยเฉพาะการเกิดแมลงวันและแหล่งแพร่เชื้อโรครวมในจุดรวมขยะ ซึ่งมีพื้นที่เพียง 4 ไร่ แต่ต้องรองรับขยะอย่างน้อยวันละ 6-10 ตัน ในช่วงวันธรรมดา และ 10-12 ตันในช่วงวันหยุดยาวช่วงเทศกาล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดน้ำเสียลงสู่ทะเล
หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และหาทางออกอย่างเร่งด่วนในด้านการจัดการขยะ-น้ำเสียอย่างเหมาะสม และปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น รวมทั้งออกมาตรการควบคุมและจำกัดนักท่องเที่ยว เกาะเสม็ดจะกลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ รวมทั้งปัญหาขยะที่นับวันทวีคูณมากขึ้นอีกด้วย
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทรงธรรม สุขสวัสดิ์ ผู้อำนวยการส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเตือนถึงปัญหาดังกล่าว ทั้งเสนอให้ปิดเกาะเสม็ดเพื่อกำจัดขยะ-น้ำเสีย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของนายทุนและผู้ประกอบการบนเกาะที่กลัวสูญเสียรายได้ ทั้งทำการรณรงค์ให้สาธารณชนรับรู้โดยไม่เกรงข้อครหาว่าเป็นการทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว แต่ผลตอบรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็คือการเพิกเฉย
ทรงธรรมบอกว่า สภาพของเกาะเสม็ดเวลานี้มีขยะสะสมไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ตันที่จุดรวมขยะ ถ้าไม่มีมาตรการบางอย่างดำเนินการกับเกาะเสม็ดโดยด่วน คาดว่าไม่เกิน 3 ปีขยะจะท่วมเกาะ ของเก่าก็สะสมของใหม่ไม่มีพื้นที่ฝังกลบ จุดรวมขยะเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดแมลงวันบนเกาะ ช่วงฤดูฝนน้ำฝนก็ชะล้างผ่านขยะและไหลลงสู่ทะเล ที่ผ่านมาได้มีความพยายามประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเพ ผู้ประกอบการบนเกาะเสม็ด และมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นที่ปรึกษาเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาขยะ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย ขณะที่สถานประกอบการต่าง ๆ ปล่อยน้ำเสียลงไปในทะเล ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม
“เวลานี้แนวปะการังบริเวณรอบเกาะเสม็ดได้รับผลกระทบ มีเหลือไม่ถึง 30% เสียหายมากจากการที่รีสอร์ตปล่อยน้ำเสียลงทะเลเพราะ 90% ของรีสอร์ตบนเกาะไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย”
เขาอธิบายต่อว่า ยิ่งน้ำเสียลงมาเยอะ น้ำเหล่านี้มีการสะสมสารอาหารไว้มาก ทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตรวดเร็ว พอทับถมกันมากทำให้เกิดน้ำเสีย เป็นเหตุให้แหล่งน้ำขาดออกซิเจน แถวชายฝั่งปะการังตายมากที่น่าวิตกก็คือ ปะการังรอบเกาะเสม็ดเป็นวัตถุต้นกำเนิดหาดทรายละเอียดขาวของหาดทรายแก้วที่ยาวกว่า 780 เมตรอันโด่งดัง หากปะการังตายหมดจะไม่มีทรายมาเติม
ขณะที่หลายปีมานี้ หาดทรายเดิมก็เสื่อมโทรมไม่ขาวสะอาดเพราะได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียลงหาดโดยตรงและน้ำเสียที่ซึมชั้นใต้ดิน สถานการณ์ปะการังเลวร้ายลงไปอีก จากสภาพถนนบนเกาะเสม็ดที่เป็นดินอัดแน่น ในช่วงฤดูฝนรถวิ่งสัญจรไปมาเกิดการชะล้างพังทลายของดินจำนวนมากไหลลงสู่ทะเล ทับถมแนวปะการังซึ่งอยู่รอบเกาะ ซึ่งพบว่ามีตะกอนไหลลงทะเลมากถึง 10 ตันต่อปี
ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งคือ ความหลากหลายของสัตว์ทะเลที่พบก็ลดน้อยลง เพราะถูกรบกวนจากกิจกรรมการท่องเที่ยวและการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีความอ่อนไหว อย่างเต่าตนุที่เคยขึ้นมาวางไข่บริเวณ อ่าวกิ่วและอ่าวหวาย ก็มีจำนวนลดลง
ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเทศกาลมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการบนเกาะเสม็ด จำนวนหนึ่ง 10,000-15,000 คนต่อวัน ขณะที่อุทยานแห่งชาติมีขีดความสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เพียง 7,000 คนต่อวัน จากผลการศึกษายังพบว่าช่วงวันทำงานมีท่องเที่ยวเข้ามาใช้ประโยชน์ด้านนันทนาการบนเกาะ 1,000-1,500 คนต่อวัน ขณะที่วันหยุดตัวเลขเพิ่มเป็น 3,000-5,000 คนเลยทีเดียว ความจริงที่ประชาชนต้องรู้คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกินขีดความสามารถในการรองรับของอุทยานแห่งชาติแห่งนี้มานานแล้ว ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทรงธรรมเสนอแนวทางแก้ไขว่า ควรจะปิดการท่องเที่ยวเกาะเสม็ดเป็นการชั่วคราวในช่วงฤดูมรสุม เพื่อให้ระบบนิเวศฟื้นตัวเหมือนอุทยานแห่งชาติทางทะเลในเขตอันดามัน เพราะตั้งแต่ปี 2524 ที่ประกาศเป็นเขตอุทยานฯ จนถึงวันนี้ ธรรมชาติทำงานอย่างหนัก ระบบนิเวศย่ำแย่มาก แต่ยังไม่เคยมีการปิดเกาะเพื่อฟื้นฟูอย่างจริงจัง รวมทั้งเปิดโอกาสให้องค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ประกอบการ และอุทยานแห่งชาติแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ได้ร่วมกันกำจัดขยะที่จุดรวมขยะที่มีมากกว่า 100 ตัน ที่ยังไม่ได้ฝังกลบในจุดรวมขยะบนพื้นที่ 4 ไร่ ให้เรียบร้อยก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวใหม่ทุกครั้ง
ประเด็นการควบคุมการขยายตัวของห้องพักไม่ให้มีมากไปกว่าที่เป็นอยู่ เป็นอีกมาตรการในการแก้ปัญหาขยะที่ ผอ.ส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติเรียกร้อง เขาบอกเพื่อเป็นการคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่พักค้าง ลดขยะที่เกิดจากการบริโภคของนักท่องเที่ยว ปัจจุบันยังควบคุมการขยายตัวของจำนวนห้องพักในแต่ละหาดไม่ได้และไม่ใช่เรื่องง่ายจากการติดตามตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการเดิมที่เช่าพื้นที่ราชพัสดุกรมธนารักษ์ มาทำที่พักรีสอร์ต ลักลอบปลูกสร้างห้องพักเพิ่มเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนการเปลี่ยนมือเช่า ซึ่งคนกลุ่มนี้มีแนวคิดมือใครยาวสาวได้สาวเอา ผู้เช่าหลายรายศาลมีคำพิพากษาตัดสินแล้วว่ามีความผิด แต่ก็ยังดำเนินกิจการอยู่ไม่ยอมออกจากพื้นที่ ปัญหานี้หน่วยงานอย่างกรมธนารักษ์ต้องเข้าไปตรวจสอบว่าผู้เช่าพื้นที่ทำผิดสัญญาหรือไม่ นอกจากนี้ ที่หาดทรายแก้วยังมีปัญหานายทุนสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายหาดอีกด้วย
“เวลานี้หาดทรายแก้ว อ่าววงเดือน มีสภาพพื้นที่ไม่ต่างไปจากชุมชนแออัดหรือสลัมดี ๆ พื้นที่เล็ก ๆ แต่มีการใช้ประโยชน์หนาแน่น นักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ถ้าต้องออกระเบียบควบคุมและจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ก็ลำบากเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่มีผู้ประกอบการประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว อาจเกิดการไม่ยอมรับและต่อต้านของคนกลุ่มนี้ แต่ถ้าปล่อยเอาไว้สภาพเกาะเสม็ดจะย่ำแย่แล้วก็ยากที่จะเยียวยา ผู้ประกอบการควรมีจิตสำนึกในการประโยชน์ยั่งยืน เพราะเกาะเสม็ดไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นสมบัติของชาติที่ต้องรักษาเอาไว้ชั่วลูกชั่วหลาน นักท่องเที่ยวที่มาก็ตระหนักถึงปัญหาขยะในเกาะ ลดการสร้างขยะ นำขยะกลังฝั่ง” ทรงธรรมกล่าว
นอกจากการควบคุมห้องพักแล้ว ทรงธรรมเสนอแนวทางแก้ปัญหาขยะเพิ่มเติมว่า ควรจะเป็นการรวมกลุ่มจัดตั้งคณะกรรมการจัดการขยะแบบไตรภาคี ทั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ กรมอุทยานฯ และกรมธนารักษ์ ร่วมกันดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการบนเกาะเสม็ดจ่ายค่ากำจัดขยะให้เอกชนที่รับกำจัดและคัดแยกขยะหลายพันบาททุกเดือน แต่ผู้ประกอบการที่รับผิดชอบในการกำจัดขยะไม่ได้ทำตามมาตรฐาน เก็บเพียงให้พ้นหน้าบ้านแล้วเอาไปกองไว้ที่หลุมขยะเท่านั้น และนอกจากนี้ยังมีขยะมีพิษ อย่างเช่น ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี ที่ค่อนข้างอันตราย มีการกำจัดไม่ถูกวิธีกองทิ้งที่หลุมขยะซึ่งสถานที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอ่างเก็บน้ำบนเกาะเสม็ด ก็กังวลถึงคุณภาพน้ำที่กำลังมีปัญหา เพราะนับวันปริมาณขยะเพิ่มขึ้นทุกวัน
สำหรับปัญหาน้ำเสีย ทรงธรรมแสดงความเห็นทิ้งท้ายว่า มีหลายแนวทาง แต่ที่เหมาะกับเกาะเสม็ดเป็นระบบการบำบัดน้ำเสียโดยตรงที่แหล่งกำเนิด จากนั้นเข้าสู่ระบบบำบัดรวมก่อนที่จะปล่อยออกสู่สาธารณะ ฉะนั้น ทุกสถานประกอบการ บ้านเรือน ต้องติดตั้งระบบนี้ซึ่งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและภาครัฐต้องจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจัดการน้ำเสียบนเกาะเสม็ด พร้อมทั้งรณรงค์ให้ผู้ประกอบการเกิดจิตสำนึกในการกำจัดน้ำเสียและช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าเกาะเสม็ดมีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีกลไกทำงานเรื่องขยะและน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจไม่จำเป็นต้องปิดเกาะก็ได้
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2551 หน้า 4 |
|