วิกฤติมลพิษมาบตาพุดบีบคนระยองหลังชนฝา
ราวต้นเดือนเมษายน 2550 ชาวบ้านมาบตาพุด จังหวัดระยองจำนวนหนึ่ง ไม่สามารถทนมลพิษขั้นวิกฤติที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ในนิคมอุตสาหกรรม 4 แห่งในระยอง ที่ปลดปล่อยสารพิษจำพวกโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยก่อมะเร็ง ในอัตราที่สูงกว่าค่ามาตรฐานกำหนด ลุกขึ้นมาขอใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ต่อสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ผ่านทางเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น “ว่าด้วยปัญหาผลกระทบทางสุขภาพ กรณีอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง” เพื่อให้ สช. เข้ามาตรวจสอบดูแลถึงปัญหามลพิษและผลกระทบทางสุขภาพอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดที่สะสมมายาวนาน
นอกจากนี้ ยังต้องการสะท้อนไปถึงความกังวลที่ชาวระยองมีต่อแนวนโยบายจากภาครัฐในการขยายเขตอุตสาหกรรม ตามแผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 (2547-2561) ที่ขยายโครงการไปแถบบ้านฉาง ซึ่งจะทำให้ระยองกลายเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ
บนเวทีสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้น ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ปรากฏแนววิสัยทัศน์ของคนระยองเกี่ยวกับอนาคตการพัฒนาตัวจังหวัดในงานวิจัย “อนาคตระยอง : เส้นทางสู่สังคมสุขภาพ?” ของ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ และคณะ จากมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ที่ขัดกับแนวทางวางผังเมืองจากภาครัฐ
ผลวิจัยบ่งชี้ว่าที่สุ่มสำรวจชาวระยองจำนวน 2,000 คนพบว่า 90% ของคนระยอง ปรารถนาชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีองค์ประกอบ อาทิ เป็นจังหวัดที่ปลอดมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมทำการเกษตรแบบพอเพียงไม่พึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ยังมีการไปมาหาสู่ระหว่างเพื่อน รวมถึงการฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นของระยอง
เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวระยองปฏิเสธที่จะใช้วิถีชีวิตแบบทุนนิยม ดร.เดชรัตกล่าวว่า ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจและโรคผิวหนัง ที่เป็นปัญหาวิกฤติราคาคาซังมาเนิ่นนาน แม้แต่การสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อ ก.ย.2549-พ.ค.2551 ก็ยังพบสารอินทรีย์ระเหยก่อมะเร็งที่เกินค่ามาตรฐานในอากาศ 3 ชนิด ได้แก่ เบนซิน (Benzene) 1, 3 บิวทาไดอีน (Butadiene) ส่วน 1, 2 ไดคลอไรอีเทน (Dichroethane) เกินค่าสูงสุดอยู่ที่ 60 เท่า และยังพบการปนเปื้อนในบ่อน้ำตื้นด้วย
นอกจากนี้ ยังพบสารอินทรีย์ระเหยที่ก่อมะเร็งอีก 12 ประเภท ซึ่งกรมควบคุมมลพิษตรวจพบในปี 2548 เกินค่าเฝ้าระวัง แต่ยังไม่ได้กำหนดค่ามาตรฐาน แต่การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวกับสาธารณะยังไม่ชัดเจนและเป็นระบบ
จึงไม่แปลกใจที่เมื่อสำรวจอัตราการเกิดโรคมะเร็งของชาวระยองเทียบต่อประชากร 1 แสนคน ในเขตอำเภอเมืองระยองพบว่า ผู้ชายอยู่ที่ 189.7 ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 127.7 ผู้หญิงอยู่ที่ 183.4 ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 125.5
ทั้งนี้ ถ้าหากมีการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมตามแผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 ในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 3,000 ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ 56 โครงการด้วยเงินลงทุน 4 แสนล้านบาท ซึ่งภาครัฐคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้นปีละ 2.6 แสนล้านบาท และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 162,400 คนนั้น จะทำให้ปริมาณมลพิษเพิ่มขึ้นใน จ.ระยองอย่างแน่นอน
โดยคาดการณ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือราวปี 2561 จะมีมลพิษประมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพิ่มจากปัจจุบัน 17,284 ตัน/ปี เป็น 17,782 ตัน/ปี หรือเพิ่มขึ้น 2.9% ไนโตรเจนออกไซด์ จาก 22,785 ตัน/ปี เป็น 34,022 ตัน/ปี เพิ่มขึ้น 49.3% ปริมาณน้ำทิ้ง จาก 17.5 ล้าน ลบ.ม./ปี เป็น 41 ลบ.ม./ปี เพิ่มขึ้น 134.3% กากของแข็ง จาก 20,000 ตัน/ปี เป็น 57,600 ตัน/ปี เพิ่มขึ้น 188% และกากของแข็งอันตราย จาก 15,000 ตัน/ปี เป็น 45,400 ตัน/ปี เพิ่มขึ้น 202.7%
ปัญหาที่พ่วงตามมาอีกประการ ก็คือปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่จะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มในปริมาณมากขึ้น โดยเพิ่มจาก 17.5 ล้านลบ.ม./ปี เป็น 41 ลบ.ม./ปี ในปี 2561 และเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำผิวดินที่ใช้ประโยชน์ได้หรือศักยภาพน้ำต้นทุนพบว่า มีค่าติดลบต่อความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการตรวจพบโลหะหนัก อาทิ ตะกั่ว แมงกานีส และสารหนูในน้ำบาดาล อย่างไรก็ตาม คาดว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำขั้นวิกฤติจะปรากฏให้เห็นภายใน 5-6 ปีนี้อย่างแน่นอน
ส่วนการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลต่อการทำลายพื้นที่ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ และยังเป็นการดึงน้ำไปใช้ในอุตสาหกรรม-ปล่อยน้ำเสียลงก่อนที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทำให้ประชากรต้องเสียเงินซื้อน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค อันเป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพให้สูงขึ้น
ดร.เดชรัตกล่าวต่อว่า ด้วยสภาพเหล่านี้ทำให้ฐานทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลง ทั้งในด้านป่าไม้ แหล่งน้ำ และทะเล ประกอบกับการแย่งชิงน้ำที่รุนแรงขึ้นเพื่อภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้การผลิตด้านการเกษตรและประมงของประชาชนลดลง การพึ่งพาอาหารตามธรรมชาติลดน้อยลง รายได้ต่อครัวเรือนก็น้อยลงตาม แต่รายจ่ายด้านอาหารกลับเพิ่มขึ้น รวมทั้งด้านทรัพยากรที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น ชายหาดที่สวยงามก็หายไปด้วย
“เมื่อลองคำนวณเม็ดเงินลงทุนขยายภาคอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดมีต้นทุนทุก ๆ อย่างสูงกว่าการลงทุนอื่น ๆ การจ้างพนักงาน 1 ตำแหน่งในประเภทปิโตรเคมี ต้องใช้เงินมากถึง 67 ล้านบาททีเดียว แต่หากเป็นในภาคส่วนอื่น ๆ เงินเพียง 1 ล้านบาท จะสามารถจ้างงานได้สูงสุดถึง 110 คน”
นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าในด้านเศรษฐกิจชาวระยองไม่ได้กินดีอยู่ดีแม้ว่าจะมีรายงานว่าผลผลิตมวลรวมต่อหัวของชาว จ.ระยอง สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยข้อมูลจาก UNDP พ.ศ.2550 รายงานว่า รายได้ของชาวระยองแท้จริงอยู่ในระดับปานกลาง ครอบครัวและชุมชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนมีศักยภาพต่ำ ซ้ำปัญหาคดีอาญา 5 ประเภท ได้แก่ อุกฉกรรจ์ ประทุษร้ายต่อชีวิต, เพศ, ทรัพย์ คดีโจรกรรม และคดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย ในปี 2549 พบว่ามีคดีเพิ่มขึ้นจากปี 2548 ในทุกประเภท แถมเยาวชนใน จ.ระยอง มีอัตราเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและฆ่าตัวตายสำเร็จเพิ่มมากขึ้นด้วย
ด้านภาษีที่กลับคืนสู่สังคมใน จ.ระยองก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ดร.เดชรัตอธิบายว่า โรงงานอุตสาหกรรมส่วนมากที่เปิดทำการอยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง แต่กลับจดทะเบียนที่กรุงเทพฯ และบางส่วนได้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากจาก BOI ทำให้ภาษีกลับคืนสู่ จ.ระยอง มีไม่ถึง 1% ที่จะนำมาลงทุนในด้านสังคมให้ดีขึ้น จึงอยากให้บริษัทเปลี่ยนมาจดทะเบียนใน จ.ระยอง
“โดยส่วนตัวแล้วมองว่าการทำอุตสาหกรรมใน จ.ระยองไม่จำเป็นต้องเลิก แต่ไม่ควรไปขยายเขตพื้นที่เพิ่ม เพราะจะทำให้ปัญหาที่เกิดทับถมหมักหมมยากแก่การแก้ไขมากขึ้นกว่าเดิม อย่าลืมว่าปัญหามันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และขณะนี้ก็ย่ำแย่จนถึงที่สุดแล้ว”
สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก หนึ่งในผู้ร่วมระดมความคิดเห็นบนเวทีสมัชชาฯ บอกว่า ปัญหามลพิษของระยองทุกวันนี้วิกฤติหนักมาตั้งแต่ปี 2542-2543 แต่พอมาปี 2551 อาการวิกฤติที่ว่ามันเพิ่มมากขึ้น เพราะภาวะมลพิษสะสม สถิติคนป่วยมากขึ้น การเปิดคลินิกเฉพาะทางในแถบตัวเมืองจึงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งอาการมะเร็งหลากหลายรูปแบบ โรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ โรคผิวหนัง อาหารทะเลที่ใช้บริโภคมีการปนเปื้อน ฯลฯ รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ถูกทำลายลงไปพร้อม ๆ กัน
“แต่พอเกิดปัญหา ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาดูแลอยู่พักหนึ่งแล้วก็ไปแบบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อีกทั้งทำในลักษณะไฟไหม้ฟางมาแป๊บเดียวแล้วก็หายเงียบไป ส่วนภาคเอกชนที่มีโรงงานอยู่ในพื้นที่ ก็ให้เงินมา 1 ก้อน แล้วถือว่าตนได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมชดเชยกับการปล่อยของเสียออกจากโรงงาน เงินจึงกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ใช้กระบวนการ CSR ซื้อคน”
สุทธิกล่าวต่อว่า อย่างกรณีการตั้งกองทุนกลุ่มระยองเข้มแข็ง กลุ่ม 25 ชุมชนบ้านฉาง และกลุ่มที่รอบโรงไฟฟ้าชุมชน ภาคเอกชนก็ให้เงินมา 1 ก้อน แต่ไม่ได้สอนวิธีการในการใช้เงินเพื่อพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น บ้างก็นำเงินกองทุนไปเที่ยวต่างประเทศแล้วอ้างว่าไปดูงาน เหล่านี้ล้วนเป็นการแทรกแซงจากภาคเอกชน ที่ทำให้ชาวบ้านแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย คือเห็นด้วยกับการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สุดท้ายไปไม่ถึงกลไกที่จะช่วยเหลือชุมชน
แม้แต่การทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ผ่านง่ายดายในระยอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวบ้านเองก็เห็นแก่เงินไม่กี่ร้อยกี่พันบาท เมื่อหน่วยงานมาให้ความรู้ ชี้แจง และประเมินผล จะมีการระดมชาวบ้านจำนวนหลายร้อยคนให้มาฟัง และเลี้ยงข้าวแจกเงินกลับบ้าน เมื่อชาวบ้านได้เงินก็โหวตให้ผ่าน
“ทุกวันนี้หากจะหวังพึ่งรัฐปัญหาก็คงวนอยู่ในอีหรอบเดิม ดังนั้น ชาวระยองต้องช่วยตัวเองด้วยการผลักดันนโยบายภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับการวางนโยบายการจัดผังเมืองของภาครัฐ รวมถึงในส่วนของการประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง ที่คนระยองต้องรับกรรมบนผลกำไรของโรงงาน”
ด้านวีรวัธน์ ธีระประสาทน์ ตัวแทนจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบายว่า พื้นที่ในระยองทุกวันนี้รองรับมลพิษอย่างเต็มศักยภาพแล้ว หากมีการเพิ่มโรงงานอุตสาหกรรมเข้าไป มลพิษที่ว่าก็จะทะลักไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง แต่หากจะให้รัฐยอมรับว่าระยองมีปัญหามลพิษคงเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐนำระยองไปผูกพันกับการพัฒนาประเทศกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบทุนนิยม มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนเป็นมูลค่าล้านล้านบาท
“รัฐบาลจะยอมว่าระยองมีปัญหา ก็ต่อเมื่อพื้นที่แห่งนี้หมดความหมายในการพัฒนาประเทศ และต้องการไปลงทุนในพื้นที่อื่น แต่ทว่าหากปัญหาที่มาบตาพุด ยังแก้ไขไม่ได้ รัฐคงไม่สามารถไปสร้างพื้นที่อุตสาหกรรมที่อื่นใดในประเทศไทยได้อีก เพราะรัฐไม่สามารถตอบคำถามและสร้างความเชื่อมั่นต่อคนในสังคมได้”
วีรวัธน์แนะนำด้วยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกรณีขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในแผนปิโตรเคมีระยะที่ 3 ทางออกหนึ่งที่ชาวระยองพึงกระทำได้คือ ฟ้องศาลปกครองของให้รัฐชะลอการลงทุนในแผนปิโตรเคมีระยะที่ 3 ไว้ก่อน จนกว่าการประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษในมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง โดยรับฟังเสียงจากผู้ที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม การระดมความเห็นบนเวทีสมัชชาสุขภาพในครั้งมีการรวบรวมข้อเสนอแนะทางนโยบายจากภาคประชาชนจำนวน 13 ข้อ อาทิ การกำหนดแนวทางการพัฒนา จ.ระยอง ต้องให้ความสำคัญกับมิติทางสุขภาพมากขึ้น หรือเทียบเท่ากับมิติทางเศรษฐกิจ จัดตั้งคณะกรรมการอันประกอบด้วยภาครัฐ ภาคองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการพิจารณาทบทวนแนวทางการพัฒนา จ.ระยอง ให้เอื้อต่อสุขภาพ พร้อมให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ทบทวนการประกาศพื้นที่อุตสาหกรรม (สีม่วง) ที่ทับซ้อนกับพื้นที่ชุมชนในปัจจุบัน และต้องกำหนดให้มีพื้นที่กันชน (Buffer Zone) สำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมทุกส่วนในผังเมืองฉบับใหม่
ให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษ ฯลฯ เปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพจากอุตสาหกรรม ทำแผนและกฎการปฏิบัติการสำหรับป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรม รวมถึงเผยแพร่วิธีป้องกันผลกระทบและเสริมสร้างสุขภาพในภาวะมลพิษให้ประชาชนอย่างทั่วถึงโดยเร็ว จัดตั้งหน่วยงานกลางไว้สำหรับระงับกรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จัดตั้งศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของภาคประชาชน เพื่อจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพของชาวระยองทุกปี ฯลฯ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกส่งต่อให้คณะกรรมการ สช.และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
เสียงสุดท้ายจากชาวระยองบนเวทีสมัชชาฯ จันทร์เพ็ญ พันธุ์พิริยะ คนบ้านฉาง บอกว่า ที่ต้องลุกขึ้นมาประท้วงไม่ให้อุตสาหกรรมเข้ามาลุกล้ำในเขตบ้านฉาง ก็เพราะอาการป่วยจากโรคภูมิแพ้ทุกอย่าง ป่วยครั้งละเดือนครึ่งเดือน มีอาการหายใจไม่ออกโดยหาสาเหตุไม่ได้
“ฉันและคนในหมู่บ้านไม่ต้องการมลพิษเพิ่มอีกแล้ว และหากรัฐไม่ยอมรับฟังมาตรการสุดท้ายคงต้องปิดถนน เนื่องจากคนระยองมีวิถีผูกพันกับพื้นที่ มรดกที่พ่อแม่ให้มาก็อยู่ที่นี่ เราไม่ต้องการอพยพไปยังถิ่นฐานอื่น” จันทร์เพ็ญตัดพ้อด้วยนัยน์ตาแดงก่ำที่เกิดจากโรคภูมิแพ้
ก็ได้แต่หวังว่าการลุกขึ้นมาปัดฝุ่นความเดือนร้อนของพี่น้อง จ.ระยองในครั้งนี้ จะไม่กลายเป็นแผ่นเสียงตกร่องอย่างที่ภาครัฐเคยทำมาทุกครั้งเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2551 หน้า 4 |
|