ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
แง่มุมอำนาจ
ในภาษา “โลกร้อน”

บทความต่อจาก – ภาษาโลกร้อน ธรรมชาติและเศรษฐศาสตร์
ผู้เขียน : จักรพงศ์ พงศ์เวชรักษ์
ผู้จัดการสื่อและสิ่งพิมพ์ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จบปริญญาตรีสาขาหนังสือพิมพ์จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ ปริญญาโท สาขาการสื่อสารระหว่างประเทศ จาก ม.แมคควอรี ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และม.ลีดส์ ประเทศอังกฤษ
บรรณาธิการบทความ : นามตระการ แก้วอรรณเรือง

        ฉบับนี้เรามาเกาะติดเรื่องภาวะโลกร้อนต่อจากฉบับที่แล้ว ภาวะโลกร้อนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับการตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องในรอบปีนี้ และได้รับการตอบรับจากหลายภาคส่วนในสังคมกรุงเทพมหานครมีแผนปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งการรณรงค์ให้ใช้หลอดประหยัดไฟ การแยกแยะ ลดการใช้ถุงพลาสติก ขณะที่ภาคธุรกิจประกันได้ลงมือศึกษาคำนวณต้นทุนการจ่ายเงินประกันที่เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ส่วนธุรกิจเฟอร์นิเจอร์จัดประกวดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ลดการใช้วัตถุดิบ

        หันมามองในเรื่องสำนวนภาษาที่งอกเงยจากภาวะโลกร้อน ในเดือนมิถุนายนปีนี้ มีถ้อยคำใหม่เกิดขึ้นคือ Green imperialism หรือจักรวรรดินิยมสีเขียว นายนอร์ โมฮาเหม็ด ยาคอป ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังมาเลเซียหยิบยกคำนี้มาใช้ระหว่างการประชุม World Economics Forum ที่สิงคโปร์ เพื่อใช้โจมตีพฤติกรรมของกลุ่มประเทศตะวันตกหรือประเทศร่ำรวย โดยเฉพาะจีนว่าเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราสูง ซึ่งรัฐมนตรีมาเลเซียมองว่าเป็นลักษณะของการใช้อำนาจบาตรใหญ่โจมตีประเทศในเอเชีย อุปมาอุปไมยเหมือนกับที่ชาติตะวันตกเคยกระทำกับประเทศอาณานิคมและเข้าครอบงำในลักษณะเป็นจักรวรรดินิยม ทั้งนี้รัฐมนตรีมาเลเซียชี้ว่า เศรษฐกิจของจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีการเร่งผลิต เร่งบริโภค ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราสูง ถ้าจะสืบสาวลงไปจะพบว่าธุรกิจที่เติบโตในจีนส่วนใหญ่เป็นกิจการการลงทุนของประเทศยักษ์ใหญ่ที่กล่าวหาจีนนั่นเอง ดังนั้นการชี้นิ้วกล่าวหาจีนอย่างเดียวจึงไม่ยุติธรรม ชาติตะวันตกที่เข้าไปลงทุนตั้งกิจการโรงงานในจีนจะต้องรับผิดชอบด้วย ไม่ควรแสดงพฤติกรรม green imperialism คือเอาประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นช่องทางใช้อำนาจชี้นิ้วผู้อื่นแต่ฝ่ายเดียวว่าเป็นผู้ก่อเหตุ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย จีนและอินเดียล้วนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราสูง ความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อช่วยกันลดภาวะโลกร้อนจะดำเนินไปบนพื้นฐานของการใช้อำนาจในลักษณะ green imperialism หรือไม่จึงต้องจับตามอง

        ถ้าติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะพบว่าเรื่องโลกร้อนเกี่ยวพันกับเรื่องพลังงานอย่างใกล้ชิด เพราะมีกระแสตื่นตัวเรื่องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพหรือ Bio-fuel เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียม ทำให้เกิดการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชน้ำมัน ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง เพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันชีวภาพ จนทำให้เกรงกันว่าจะทำให้เกิดสภาวะ ecological imperialism หรือจักรวรรดินิยมเชิงนิเวศน์ หมายถึงการที่ประเทศนักลงทุนขนาดใหญ่เข้าไปลงทุนซื้อหรือเช่าที่ดินผืนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง จนทำให้เกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่นถูกแย่งที่ทำกิน ขณะที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นสาเหตุของการทำลายล้างความหลากหลายทางชีวภาพ ในระบบนิเวศของประเทศกำลังพัฒนา เป็นลักษณะของอำนาจทุนเข้าไปครอบงำทำลายระบบนิเวศในธรรมชาติทีมีความหมายต่อการดำรงอยู่ของเกษตรรายย่อยหรือ ecological imperialism ซึ่งเป็นประสบการณ์ของประเทศบราซิล ผู้ผลิตอ้อยและเอทานอลรายใหญ่ของโลก เมื่อนักลงทุนรายใหญ่ทั้งจากในประเทศและจากสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปเข้าไปลงทุนทำไร่อ้อยแปลงขนาดใหญ่ในผืนป่าอเมซอน จนทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียนแดงไร้ที่ทำกินขณะที่ระบบนิเวศป่าอเมซอนถูกทำลาย ดังนั้นกระแสของการส่งเสริมให้ปลูกพืชน้ำมันเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพภายใต้แรงขับของการลดภาวะโลกร้อน จึงสมควรได้รับการติดตามว่าจะทำให้คำว่า ecological imperialism เป็นถ้อยคำเผ็ดร้อนที่สังคมต้องโต้เถียงกันหรือไม่

        ภาวะโลกร้อนยังเป็นแรงกระตุ้นให้สถาบันการเงินระดับสากล เช่น ธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสนับสนุนประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ให้มีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับผลประโยชน์ที่ประเทศเหล่านี้จะได้รับในรูปของโครงการที่เรียกว่า Carbon Finance โดยธนาคารโลกจะเข้าไปสนับสนุนกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนา แล้วนำเงินที่ได้รับจากประเทศหรือบริษัทของประเทศที่พัฒนาแล้วมารับซื้อโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนาแล้วนำผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการมาซื้อขายในลักษณะเป็นเครื่องมือทางการเงินของประเทศผู้ดำเนินโครงการ Carbon Finance จึงเป็นมาตรการจูงใจอย่างหนึ่งให้มีการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกรุงเทพมหานครเองได้จัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่ผู้ว่าราชการกรุงทำฯ ได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดเมืองใหญ่ ๔0 เมืองที่นครนิวยอร์ก เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในเมืองใหญ่ โดยธนาคารโลกมีแผนที่จะใช้โครงการ Carbon Finance กับแผนปฏิบัติการของกรุงเทพมหานครด้วย

        เราจะเห็นได้ว่า green imperialism คือภาพสะท้อนแง่มุมการใช้อำนาจบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศภายใต้บริบทของสภาวะโลกร้อนที่บ่งชี้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอำนาจทุนและระบบนิเวศน์ในธรรมชาติ ขณะที่ Carbon Finance ทำให้เห็นภาพของภาวะโลกร้อนในลักษณะที่เป็นแรงขับเคลื่อนของเม็ดเงินระดับสากลถ้อยคำสำนวนภาษาทั้งสามที่กล่าวมาคือกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกันอย่างแนบชิดการผลักดันเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับสากลจึงดำเนินเคลื่อนตัวบนหลักการสิ่งแวดล้อมเพียงลำพังไม่ได้ ที่ฝังตัวอยู่ในถ้อยคำสำนวนภาษาเหล่านั้นคือเรื่องของอำนาจ หากอำนาจคือความสามารถที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สังคมต้องร่วมมือขบคิดว่าจะจัดปฏิสัมพันธ์ระหว่างอำนาจการเมือง อำนาจเศรษฐกิจและเม็ดเงินเพื่อสรรค์สร้างสิ่งแวดล้อมอย่างไร


วารสาร ELANG ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๓ ประจำเดือน กรกฎาคม ๒๕๕๐ หน้า ๓๘ - ๓๙
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้248
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9285
mod_vvisit_counterทั้งหมด631286