มาตรการประหยัดพลังงาน เดินถูกทางหรือสร้างภาพ
ปัญหาวิกฤติพลังงานพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแม้หน่วยงานด้านพลังงานของรัฐเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนเพิ่มศักยภาพในการผลิตพลังงานสักเท่าไร ก็ดูเหมือนยังไม่เพียงพอกับประมาณความต้องการการใช้พลังงานของคนในประเทศอยู่ดี ทางที่ดีที่สุดเราต้องร่วมมือร่วมใจกันใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณคา ซึ่งหากคนไทยทุกคนทั้ง 14 ล้านครัวเรือน ช่วยกันประหยัดพลังงานทุกวัน จะสามารถลดใช้พลังงานได้ตามเป้าหมายสูงถึง 5.9 พันล้านบาท จากปริมาณการใช้พลังงานโดยรวม 2.2 หมื่นล้านหน่วย หรือคิดเป็นเงิน 5.9 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
แต่หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งพรวด ๆ ทำสถิตินิวไฮรายวันทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในบ้านเราขยับสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แม้งานนี้ พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่เก็บสะสมไว้สำหรับลงทุนสร้างรถไฟฟ้า รวมเป็นเงิน 90 สตางค์ต่อลิตร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนและข้ออ้างให้สินค้าปรับขึ้นราคา ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลยเพราะตัดสินใจชักช้าไม่ทันการ
สุดท้ายต้องออกมายอมรับความจริงว่า คนไทยคงต้องทำใจ!!! ที่สำคัญต้องช่วยกันใช้พลังงานอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้การประหยัดพลังงานประสบผลสำเร็จ
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จึงกำหนดมาตรการประหยัดพลังงานออกมา 11 มาตรการ ได้แก่ สินเชื่อพลังงานครัวเรือน สินเชื่อพลังงานภาคอุตสาหกรรม ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าไฟต์บังคับ Standby Power 1-Watt รักษ์โลก วัด มัสยิด ประหยัดไฟ รวมใจสมานฉันท์ โครงการ 555 (ให้ส่วนลด 5% ในการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5) จัดตั้งหน่วยพลังงานเคลื่อนที่ มาตรฐานการออกแบบอาคารโดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงานการกำกับอนุรักษ์พลังงานในโรงงาน แอร์สะอาดเพิ่มเงินบาทให้ครัวเรือน และปรับแต่งเครื่องยนต์เพื่อลดการใช้พลังงานโดยมาตรการทั้ง 11 ข้อนี้ไม่ได้กำหนดเป็นมาตรการบังคับ แต่เป็นการอความร่วมมือเพื่อหวังสร้างจิตสำนึกแทน
11 มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชน | มาตรการ | ระยะเวลา | ผลที่คาดว่าได้รับ | สินเชื่อพลังงานครัวเรือน ดอกเบี้ย 0% | พ.ค.51-ก.ย.52 | ประหยัด 60,000 ล้านบาท/ปี | สินเชื่อพลังงานภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ | พ.ค.51-ก.ย.52 | ประหยัด 40,000 ล้านบาท/ปี | ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าไฟต์บังคับ | พ.ค.51-2553 | ประหยัด 6,000 ล้านบาท/ปี | Standby Power 1 Watt รักษ์โลก | พ.ค.51-2553 | 10 ปีนับจากปี 53 ประหยัด 12,000 ล้านบาท/ปี | วัด มัสยิด ประหยัดไฟ รวมใจสมานฉันท์ | พ.ค.51-ธ.ค.51 | เปลี่ยนหลอดประหยัดไฟ 1 ล้านหลอด ประหยัด 210 ล้านบาท/ปี | โครงการ 555 ให้ส่วนลด 5% | เม.ย.-มิ.ย.51 | ได้ส่วนลด 50 ล้านบาท ประหยัดไฟฟ้า 70 ล้านบาท/ปี | จัดตั้งหน่วยพลังงานเคลื่อนที่ให้ความรู้ | ปี 51 | สร้างกระแสการใช้พลังงานรู้คุณค่า | มาตรฐานการออกแบบอาคาร | ปี 51 | สร้างกระแสในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ | การอนุรักษ์พลังงานในโรงงาน/อาคารควบคุม | ปี 51 | ประหยัดพลังงานในปี 2554 | แอร์สะอาด | เม.ย.-มิ.ย.51 | ประหยัด 3,000 ล้านบาท | ปรับแต่งเครื่องยนต์ฟรี | เม.ย.-พ.ค.51 | เป้าหมายรถ 1 แสนคัน ประหยัด 60 ล้านบาท/เดือน | สำหรับมาตรการสินเชื่อพลังงานครัวเรือนที่ร่วมมือกับ 4 แบงก์ คือ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา ออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรฯ (ธกส.) ปล่อยกู้เป็นสินเชื่อให้แก่บุคคลนำไปลงทุนซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงแบบไม่คิดดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนรู้จักการอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานทดแทนอย่างแพร่หลาย โดยได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานวงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนให้สถาบันการเงินนำไปปล่อยสินเชื่อให้แก่ประชาชนแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยประหยัดพลังงาน แถมยังเกิดการใช้พลังงานมากขึ้น เพราะแห่กู้เงินไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาใช้มากกว่าเดิมซะอีก
แต่มาตรการที่ดูเหมือนเห็นผลได้จริงในระยะยาวคงเป็นมาตรการ Standby Power 1-Watt ซึ่งบังคับให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องผลิตอุปกรณ์ที่กินไฟเมื่อปิดเครื่อง Standby Power น้อยกว่า 1 วัตต์ โดยคาดว่าใน 10 ปีนับจากปี 2553 จะลดความต้องการไฟฟ้าได้ 500 เมกะวัตต์ประหยัดไฟฟ้าได้อย่างน้อย 4 พันล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานการออกแบบอาคารโดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นกฎกระทรวงใหม่บังคับใช้ต่อการออกแบบก่อสร้างอาคารใหม่ หรือต่อเติมอาคารทีมีพื้นที่ตั้งแต่ 2 พันตารางเมตรต้องออกแบบเน้นการอนุรักษ์พลังงาน และการกำกับอนุรักษ์พลังงานในโรงงาน ซึ่งก็เป็นมาตรการบังคับตามกฎหมายสำหรับอาคารและโรงงานอีกเช่นกัน
สำหรับใครที่กำลังสร้างบ้านใหม่ หรืออยากตกแต่งบ้านให้ประหยัดพลังงานก็มีโครงการ “นี่สิ....บ้านหารสอง” ที่เป็นโครงการให้คำแนะนำแบบบ้านและวิธีแต่งบ้านแบบประหยัดพลังงานไว้คอยบริการแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีใครสักกี่คนที่เข้าไปขอใช้บริการ เพราะหากชาวบ้านตาสีตาสาคิดสร้างบ้านใหม่คงไม่เข้าไปใช้บริการให้เสียเวลาทำมาหากินเท่าไหร่หรอก
ส่วนมาตรการอื่น ๆ คงไม่ต้องพูดถึง เพราะในสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง แต่ค่าครองชีพต่ำแบบนี้ เชื่อว่าไม่ต้องบังคับ ประชาชนตาดำ ๆ ทุกคนก็คงต้องทำทุกวิถีทางที่จะลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำมันรถ และค่าไฟฟ้าให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม มาตรการประหยัดพลังงานที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นปิดไฟ 1 ดวง หรือถอดหลอดไฟที่ไม่ใช้ออก ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส และปิดก่อนเลิกใช้ 30 นาที ตั้งตู้เย็นห่างผนัง 15 เซนติเมตร ปิดโทรทัศน์เมื่อไม่มีคนดู ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไส้ ถอดปลั๊กเตารีดก่อนรีดเสื้อผ้าเสร็จ 2-3 นาที เสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนเมื่อต้องการใช้ เลิกนิสัยการเสียบปลั๊กทิ้งไว้ทั้งวัน ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ใช้ อย่าเสียบปลั๊กไฟฟ้าทิ้งไว้เมื่อไม่ใช้งาน ขับรถยนต์ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หรือมาตรการกำหนดเวลาเปิด-ปิดไฟป้ายโฆษณา สนามกอล์ฟ ห้างสรรพสินค้า และปั๊มน้ำมันจากการสำรวจเสียงจากประชาชนทั่วประเทศและผู้ประกอบการเอกชนล้วนเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกมาตรการของรัฐบาลความสำเร็จยังอยู่ในระดับน้อย
ประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่า เข้าใจสถานการณ์เรื่องพลังงานจึงพร้อมใจประหยัดพลังงานเพื่อช่วยชาติอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการหาพลังงานทดแทนน้ำมันและการจัดระบบขนส่งมวลชนมากกว่า ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรการปิดไฟถนน ปิดป้ายโฆษณา ปิดสถานีจำหน่ายน้ำมัน เปิด-ปิดห้างสรรพสินค้า และเพิ่มภาษีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดใหญ่ เพราะการปิดห้าง ปิดปั๊มทำให้ประชาชนปรับพฤติกรรมเวลาการเดินห้างแทน
สิ่งเหล่านี้ถ้ามองในแง่ประโยชน์ของชาติในการลดพลังงานที่เห็นได้ชัดเจนและเกิดเป็นรูปธรรมมากสุด คงไม่อาจปฏิเสธที่จะมองไปยังกลุ่มผู้ใช้สูงสุดและไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นก็คือ ภาคขนส่ง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีต้นทุนโลจิสติกส์สูงถึง 16% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หากเทียบกับญี่ปุ่นมีต้นทุนด้านนี้เพียง 8.7% ของจีดีพีเท่านั้น
นอกจากนี้ ภาคขนส่งยังเป็นภาคที่ใช้น้ำมันสูงสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น ๆ โดยคิดเป็นการใช้น้ำมันถึง 37% และหากคิดเป็นพลังงานรวมประมาณ 30% ซึ่งก็ยังเป็นอัตราที่สูงกว่าภาคอื่น ๆ เช่นกัน ขณะที่ไทยพึ่งพาการขนส่งทางราง 2% การขนส่งทางอากาศ 0.9% จึงไม่น่าแปลกที่เวลาน้ำมันแพงทุกครั้ง กลุ่มขนส่งคือผู้เรียกร้องการปรับขึ้นค่าโดยสาร ค่าขนส่งสินค้าก่อนกลุ่มแรกเพราะต้องแบกภาระต้นทุนน้ำมันเมขึ้น
ที่ผ่านมา หลาย ๆ รัฐบาลมีความพยายามอย่างยิ่งในการลดการใช้น้ำมัน ทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการผลิตเอทานอลจากพืชต่าง ๆ ทั้งอ้อยและมันสำปะหลังมาผสมในเบนซินเป็นแก๊สโซฮอล์ ซึ่งกว่าจะมาถึงปัจจุบันก็ล้มลุกคลุกคลานพอสมควรเพราะขาดการมองให้รอบด้านระหว่างการผลิตและการตลาด
และหลายครั้งเมื่อเกิดวิกฤติน้ำมันแพงก็มีการพูดกันบ่อยครั้งถึงการปรับปรุงระบบขนส่งการใช้พลังงานทดแทน การประหยัดสารพัดวิธีแต่ในทางปฏิบัติกลับต่างคนต่างทำมองไม่เห็นภาพใหญ่ที่ควรเป็น เพราะท้ายสุดรัฐมนตรีที่กำกับดูทุกหน่วยงานก็ต่างคนต่างทำงานภายใต้อำนาจหน้าที่และต้องการทำในสิ่งที่เป็นผลงานเด่นชัด ไม่ต้องการอาศัยเวลายาวนานให้กลายเป็นผลงานของรัฐบาลหน้า หลายโครงการจึงเป็นเพียงความหวือหวาเมื่อรัฐบาลจบก็ตายไปพร้อมกัน
การแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันแพงจึงควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติที่มองกันระยะยาว และมีการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแผนแก้ปัญหาพลังงานอย่างชัดเจน เป้าหมายและทิศทางข้างหน้าจะเดินต่อไปทางไหนบ้างเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานของชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ที่สำคัญทำกันต่อเนื่องไม่ให้เกิดการทิ้ง เมื่อรัฐบาลเก่าไป รัฐบาลใหม่มาก็ต้องปฏิบัติตามแผน
ถึงเวลาแล้วที่จะทบทวนว่า ที่ผ่านมาเราเดินหน้าถูกทางหรือยัง???
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2551 หน้า 7 |
|