ประหยัดพลังงาน หนทางสู่ความอยู่รอด...ภาคอุตสาหกรรม
มณีวรรณ ช่วยเต็ม
ในกระบวนการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศไทย ภาคอุตสาหกรรมได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานมากที่สุด
ดังนั้น พอมาเจอวิกฤตราคาน้ำมันแพงเข้า กลุ่มอุตสาหกรรมจึงต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดมากกว่ากลุ่มอื่นเช่นกัน
และแน่นอนว่าเครื่องมือที่ดีที่สุดในการรับมือยุคน้ำมันแพง ไม่เฉพาะแต่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น หากยังรวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ และแม้แต่ภาคประชาชนด้วยนั่นก็คือ การประหยัดและเลือกใช้พลังงานให้เหมาะ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการใช้ในกิจกรรมแต่ละประเภท
เจน นำชัยศิริ รองประธานกรรมการบริหาร สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้พลังงานสูงเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็นสัดส่วน 37-38% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศ
พลังงานที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ พลังงานไฟฟ้า และพลังงานความร้อน
พลังงานความร้อนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการแต่ละรายให้ความตระหนักมาก มีการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันดีเซลมาเป็นก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ส่วนรายที่เคยใช้น้ำมันเตาที่ราคาเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ก็เปลี่ยนมาเป็นถ่านหิน ที่ยังคงเน้นเรื่องพลังงานสะอาด และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม
โรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหรือเส้นทางที่มีท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ผ่าน ก็มีการใช้เอ็นจีวีมาผลิตพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต แต่โรงงานที่ยังไม่อยู่ในเส้นทางท่อส่งก๊าซเอ็นจีวี ส่วนหนึ่งก็หันไปใช้ถ่านหิน เพราะราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซล
“ตอนนี้หลายโรงงานได้ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมัน เพื่อลดต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน แต่ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 50% ที่ยังคงใช้น้ำมันเตา เพราะเป็นโรงงานที่ออกแบบบอยเลอร์ให้เหมาะกับน้ำมันเตา จากนี้ไปจะค่อย ๆ ทยอยปรับเปลี่ยน” เจน กล่าว
เจน กล่าวต่อว่า ในส่วนของพลังงานไฟฟ้า หรือค่าไฟ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถควบคุมได้ ซึ่งใช้ในระบบปรับอากาศ ควบคุมความเย็น ระบบมอเตอร์ของไลน์การผลิตและแสงสว่างภายในโรงงาน โดยผู้ประกอบการพยายามลดการใช้และใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ให้กระทบต่อกระบวนการผลิตและคุณภาพของสินค้าที่ออกจากโรงงาน
ในภาวะราคาน้ำมันสูงเช่นนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หนีไม่พ้นอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง ๆ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก เซรามิก แก้วและกระจก พลาสติก เคมี สิ่งทอ และอาหาร ส่วนอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานน้อย ได้แก่ อุตสาหกรรมไม้ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า เป็นต้น
โครงสร้างราคาน้ำมันในขณะนี้นั้นเห็นว่ารัฐบาลควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผู้ใช้น้ำมันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น จากใช้รถส่วนตัวก็หันมาประหยัดมากขึ้น
ภาคอุตสาหกรรมเองก็ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรที่ใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ เปลี่ยนจากเครื่องเก่าเป็นเครื่องใหม่ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Machine Fund หรือโครงปรับปรุงฟื้นฟูสภาพเครื่องจักร โดยความร่วมมือของ ส.อ.ท. และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นต้น
รุ่งเรือง สายพวรรณ์ ผู้จัดการสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. อธิบายเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปีภาคอุตสาหกรรมใช้พลังงานสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราการใช้สูงถึง 38% รองลงมาเป็นภาคขนส่ง 36% บ้านและที่อยู่อาศัย 21% ที่เหลือเป็นภาคเกษตรและภาคอื่น ๆ
ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันพลังงานฯ ได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรมหลายโครงการ ได้แก่ โครงการนำร่องลดต้นทุนพลังงานด้วยโลจิสติกส์ ร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงานเป็นการเพิ่มอัตราการใช้ทรัพยากรของระบบการขนส่งที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 5% รวมทั้งเป็นต้นแบบในการขยายผลในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ
โครงการนี้เป็นการจับคู่การขนส่งสินค้าไป – กลับ จากกรุงเทพฯ ไปยังนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อลดการตีรถเปล่าเที่ยวกลับให้หันมาบรรทุกสินค้าแทน โดยจับคู่ใน 5 อุตสาหกรรมนำร่อง ประกอบด้วยปิโตรเคมี เครื่องปรับอากาศและทำความเย็น พลาสติก ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์และไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
“โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการไป 6-7 เดือน ปรากฏว่าการจับคู่ขนส่งสินค้าของสองบริษัท สามารถลดค่าขนส่งได้ถึง 30% เพราะเมื่อรถไปส่งสินค้าแทนที่จะตีรถเปล่ากลับกรุงเทพฯ ทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้รับสินค้าที่ปลายทางและผู้รับสินค้าที่ต้นทาง ซึ่งหากขยายไปครบทุกภาคก็จะลดค่าขนส่งได้มหาศาล” รุ่งเรือง กล่าว
ทั้งนี้ ยอมรับว่าสิ่งสำคัญที่จะจับคู่ให้สองฝ่าย หรือสองบริษัทมาปรับเข้าหากันนั้น ผู้บริหารของแต่ละบริษัทก็มีส่วนสำคัญ เพราะบางครั้งรถไปถึงปลายทางแต่สินค้าที่จะขนส่งยังไม่ออกจากโรงงานอาจต้องรอประมาณ 1-2 ชั่วโมง เหมือนกับถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ โครงการนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินการต่อเมื่อครบ 1 ปี ในเดือนส.ค.นี้
นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรของภาคอุตสาหกรรมด้านบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในโรงงานทอผ้าและอาหาร
หลังจากนั้นได้ให้ตัวแทนของโรงงานรวม 25 คน ที่ดูแลเรื่องการจัดการพลังงานของแต่ละโรงงานมีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประหยัดพลังงานยอดเยี่ยมที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง
ขณะเดียวกัน สถาบันฯ ได้ส่งเสริมให้ธุรกิจบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) เข้าไปมีส่วนในการส่งเสริม เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ระบบการจัดการพลังงานเพื่อเป็นทางเลือกในการประหยัดพลังงานของภาคธุรกิจ ทั้งอาคารและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อมีการดำเนินการด้วยระบบ ESCO เบื้องต้นจะประหยัดพลังงานไดมากกว่า 10-15%
“ตอนนี้สมาชิก ส.อ.ท. มีจำนวนโรงงานราว 6,600 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมโครงการ ESCO ประมาณ 30 โรง แม้จะมองว่าค่อนข้างน้อย แต่ยังมีโรงงานอีกจำนวนมากอยู่ระหว่างการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ เพราะในยุคราคาน้ำมันสูงเช่นนี้ อะไรที่ประหยัดต้นทุนได้ผู้ประกอบการจะมีความกระตือรือร้นที่จะลงมือทำ“ รุ่งเรืองกล่าว
รุ่งเรือง กล่าวว่า ผู้ที่อยู่ระหว่างตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนั้น ต้องการเห็นตัวอย่างหรือผลประจักษ์ของการประหยัดพลังงานได้ซึ่งแท้จริงแล้วการอนุรักษ์พลังงาน หรือประหยัดพลังงานเป็นเรื่องที่สามารถเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนกันได้ ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือระหว่างคู่แข่ง
การเลือกใช้บริษัทจัดการพลังงานให้เข้ามาดำเนินงานในสถานประกอบการโดยทั่วไปมี 2 รูปแบบ คือ บริษัท ESCO เข้ามาลงทุนเรื่องการเปลี่ยนแปลง หรือติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เจ้าของโรงงานไม่ต้องลงทุนเอง
เมื่อผลประหยัดพลังงานออกมาในแต่ละเดือนจะมีการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างโรงงานและบริษัท ESCO จากนั้นเมื่อครบสัญญาอุปกรณ์ทั้งหมดก็ตกเป็นของโรงงาน
อีกรูปแบบหนึ่ง โรงงานเป็นผู้ลงทุนในระบบประหยัดพลังงาน โดยบริษัท ESCO รับรองถึงเปอร์เซ็นต์การประหยัดพลังงานที่จะได้รับ หากไม่ได้ตามที่กำหนดไว้ บริษัท ESCO ต้องจ่ายส่วนต่างให้โรงงาน
ทั้ง 2 รูปแบบนี้เจ้าของโรงงานที่ไม่มีเงินทุนเพียงพอ แต่มุ่งมั่นที่จะลดใช้พลังงานภายในสถานประกอบการของตนเอง ก็สามารถกู้เงินจากกองทุนเพื่อร่วมลงทุนส่งเสริมการลงทุนให้โครงการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน (ESCO Fund) เพื่อไปดำเนินโครงการได้
สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม จะทำหน้าที่เป็นคนกลางที่จะประสานงานระหว่างโรงงานและบริษัท ESCO ทั้ง 19 บริษัทที่ได้ลงนามบันทึกความตกลงที่จะดำเนินงานโครงการประหยัดพลังงานในสถานประกอบการร่วมกับสถาบันฯ เมื่อโรงงานส่งรายละเอียดมายังสถาบันฯ ก็จะมีการประชุมบริษัท ESCO ทั้ง 19 บริษัทแล้วเข้าไปศึกษารายละเอียดในโรงงานเพราะแต่ละบริษัทมีความถนัดในแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันไป
อย่างไรก็ดี รุ่งเรือง มองว่า หากโรงงานดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานพบว่าจะประหยัดได้ไม่น้อยกว่า 5-10% แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ มีโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้ทำโครงการอนุรักษ์พลังงาน หรือประหยัดพลังงาน
“โรงงานที่ไม่เห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน ส่วนใหญ่เป็นความเคยชินและมองข้ามในเรื่องนี้ไป ซึ่งโรงงานที่น่าเป็นห่วงคือ เอสเอ็มอีที่ยังไม่มีบุคลากรหรือความรู้ในเรื่องการประหยัดพลังงานมากนัก เพราะเอสเอ็มอีไทยมีต้นทุนพลังงานที่ค่อนข้างสูง หากประหยัดพลังงานได้ส่วนหนึ่ง ย่อมช่วยต้นทุนได้อีกทาง” รุ่งเรืองย้ำ
รุ่งเรือง เห็นว่า การประหยัดพลังงานไม่ใช่เรื่องใหญ่โต หรือจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเสมอไป เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ซ่อมแซมรอยรั่วต่าง ๆ โดยการหุ้มฉนวน ลดการสูญเสียในการผลิต หรือลดการสูญเสียจากการเดินเครื่องเปล่า ทั้งบอยเลอร์ และมอเตอร์ก็จะประหยัดพลังงานมหาศาลในแต่ละเดือน
ดังนั้น เมื่อรัฐมีโครงการนำร่องในเบื้องต้นให้ก็น่าจะเข้าร่วม หลังจากนั้นผู้ประกอบการต้องยืนด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกันยอมรับว่าในยุคปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีความตื่นตัวในการประหยัดพลังงานมากขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและต้องมีการส่งเสริม โดยเฉพาะผู้นำหรือผู้บริหารองค์กร ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในการผลักดันให้เกิดการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมในองค์กร
นอกจากนี้ การสร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ให้กับบุคลากรในโรงงานก็มีความจำเป็นเช่นกัน เพื่อให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการประหยัดพลังงาน
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2551 หน้า B4 |
|