ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ในสถานการณ์ “โลกร้อน”
การท่องเที่ยวจะปรับตัวอย่างไร


าวะโลกร้อนนับวันจะยิ่งกลายเป็นภัยใกล้ตัว ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว และความแปรปรวนของสภาพอากาศ ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวทั้งสิ้น ดังนั้นการจุดประกายให้ภาคธุรกิจตื่นตัวต่อการแก้ไขและลดผลกระทบของปัญหาโลกร้อน จึงถือเป็นการปรับตัวที่กำลังจะเกิดขึ้น

ภัยโลกร้อนกำลังเข้าขั้นวิกฤติ

        เรื่องนี้ดร.จิระพล สินธุนาวา รองประธานมูลนิธิใบไม้เขียว ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาวะโลกร้อนและพลังงาน อาจารย์ประจำคณะทรัพยากรศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ภัยที่กำลังเป็นที่วิตกขณะนี้คือภาวะโลกร้อน หรือการมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนอากาศจำนวนมาก และมีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นซึ่งมนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้เกิดขึ้นจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การใช้สารเคมีในการผลิตต่าง ๆ เป็นต้น

        จากเดิมปี 2543 มีการเก็บสถิติก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่บนชั้นบรรยากาศ 270 ส่วน มาในปีนี้ 2550 มีคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 383 ส่วนนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากสูงถึงระดับ 430 ส่วน โลกจะเข้าสู่ขั้นวิกฤต อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส อาจจะทำให้น้ำแข็งในขั้วโลกละลายได้ น้ำทะเลจะสูงขึ้น มวลน้ำมีการขยายตัว 12% และจากน้ำแข็งในโลกละลาย 88% ทำให้แม้แต่ดินแดนที่อยู่สูงอย่างราชอาณาจักรภูฎาน หรือประเทศภูฎานน้ำท่วมได้ รวมทั้งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น (ตารางประกอบ)

ผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อน
 
        1. การมีคลื่นความร้อนสูง ซึ่งในไทยเองประสบมาแล้วกับเหตุการณ์ที่มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 43 องศา ที่จังหวัดตากและในกรุงเทพมหานครสูงสุดถึง 40 องศา เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทำไม่เคยเกิดขึ้นเลย
        2. น้ำทะเลสูงขึ้น ทรายบนชายหาดไม่ดูดซับน้ำทำให้ต้นไม้และอาคารที่สร้างติดชายหาดถูกดูดกลืนไปในทะเลตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น ชายหาดบางขุนเทียนที่ทรายดูดกลืนต้นไม้ชายฝั่งหายไป 2-3 เมตร จึงน่าเป็นห่วงว่ากรุงเทพฯซึ่งห่างจากทะเล 900 เมตร จะมีความเสี่ยงในการถูกน้ำทะเลหนุนสูงจนถูกดูดกลืน
        3. โลกร้อนทำให้เกิดโรคระบาดได้เร็วและแพร่ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะอหิวาตกโรคที่แพร่ระบาดได้ดีในอากาศร้อนมีเชื้อไวรัสใหม่ ๆ เกิดขึ้นง่ายจากความไม่สะอาดของน้ำ
        4. ฤดูใบไม้ผลิมาเร็ว ทำให้ดอกไม้บานเร็วและร่วงเร็วเกสรดอกไม้ที่เปลี่ยนเร็วทำให้ผึ้ง แมลงต่าง ๆ ไม่ทันได้ผสมเกสรจำนวนพืชจึงลดน้อยลง
        5. พืชลดลงส่งผลให้จำนวนสัตว์ต่าง ๆ ลดลงด้วย และขาดสมดุลทางระบบนิเวศ
        6. ปัญหาฝนตกเฉพาะที่ เช่น ที่เมืองลับแลมีฝนตกติดต่อกันถึง 10 ชั่วโมง ปายเกิดภาวะน้ำท่วม ในขณะที่ภาคอีสานแล้ง
        7. มีปัญหาความแห้งแล้ง เพราะอากาศมีความชื้นน้อยลงจะทำให้เกิดเหตุไฟป่าง่าย
        8. ปัญหาน้ำท่วมโลก เป็นเพราะธารน้ำแข็งบนโลกละลายเร็วมากจากอากาศที่ร้อนจัด
        9. สภาพทางกายภาพทางทะเลมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ปรากฏการณ์ฟอกขาว ทำให้ปะการังในทะเลเป็นสีขาว ซึ่งที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร เกิดขึ้นแล้ว
        10. เกิดผลกระทบกับการท่องเที่ยว เพราะอากาศร้อนที่พัดพามาเร็วมาก จึงเป็นผลให้การจัดทัวร์ท่องเที่ยวยังทะเลใต้และดอยภาคเหนือของไทยอาจจะได้รับความนิยมลดน้อยลง
ที่มา : คณะทรัพยากรศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลับมหิดล

        ทั้งนี้การปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนอากาศที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจากภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เท่านั้น ในธุรกิจการบินก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อมลพิษ เพราะในการทำการบินทุกครั้ง น้ำมัน 1 ตันจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 3 ตัว ที่กระตุ้นให้เกิดสภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น

ชี้โลกร้อนเป็นปัจจัยลบตัวใหม่

        นายอักกพล พฤกษะวัน รองผู้ว่าการ ด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวประเทศไทย (ททท.) ให้ความเห็นว่าหากเกิดปรากฏการณ์ฝนตกหนัก อากาศร้อนเร็วขึ้น จากปรากฎการณ์โลกร้อน จะทำให้มีผลกระทบกบหลายภาคส่วน รวมถึงการท่องเที่ยว เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากเดินทางท่องเที่ยว เพราะไม่แน่ใจในอากาศที่เปลี่ยนแปลง อันจะเป็นผลให้เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ ทั้งความแห้งแล้ง ไฟป่า สึนามิ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวได้ ดังนั้นภาวะโลกร้อนจึงถือเป็นปัจจัยลบตัวใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

ลดใช้พลังงาน/ธุรกิจต้องปรับตัว

        เมื่อสถานการณ์โลกร้อนรุนแรงขึ้นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การชะลอการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเริ่มขานรับในเรื่องนี้มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการจัดประชุมเชิงวิชาการขอสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทยหรือเฟสต้าเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบที่เกิดข้น ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือประหยัดน้ำ ไฟฟ้า และจัดการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำมาใช้ใหม่ เช่น การรดน้ำต้นไม้ ใช้ในชักโครก

        นอกจากนี้ยังได้เสนอแนวทางสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้าพักด้วยการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยให้ช่วยปลูกต้นไม้ แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มีเวลาที่จะไปปลูกก็เพียงให้ลงชื่อว่ามอบต้นกล้าเหล่านั้นให้กับโรงเรียนหรือหน่วยงานใดไปปลูกแทน รวมไปถึงพยายามลดการใช้พลังงาน การพยายามลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยการปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ลดการก่อสร้างโรงแรมรีสอร์ทใกล้บริเวณชายหาดเกินไป เป็นต้น

        ในเรื่องนี้นายศุภฤกษ์ ศูรางกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของโลก ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง การท่องเที่ยวก็ต้องเปลี่ยนไป การที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวจะอยู่รอดได้จะต้องปรับตัวให้ได้ทั้งนี้ ไม่เฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และมีเงินทุนสูงแต่ทุกกลุ่มธุรกิจต้องปรับตัวเช่นกัน

        การปรับตัวนี้มิได้หมายถึงเพียงการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่จะต้องปรับตัวรองรับกับการแข่งขันทางการตลาดด้วยเช่น การปรับเปลี่ยนการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการท่องเที่ยว การเพิ่มความร่วมมือในกลุ่มพันธมิตร การปรับเปลี่ยนบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ โดยการจัดส่งอบรมเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพและทักษะในการทำงานเพื่อยกระดับการบริการให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมสากล

        ขณะที่ภาครัฐบาลควรปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้เหมาะสมสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางการท่องเที่ยว ผู้นำของการท่องเที่ยวจะต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่ทำงานไปคนละทิศคนละทาง ภาครัฐโดยกระทรวงต่าง ๆ และภาคเอกชนควรทำงานตามหลักการบูรณาการโดยองค์รวม เพื่อให้การทำงานและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างจริงจัง

แอร์ไลน์เล็งเก็บอีมิสชัน ชาร์จ

        ไม่เพียงแต่ความพยายามหาแนวทางในการช่วยกันลดมลพิษของผู้ประกอบการทัวร์และโรงแรมเท่านั้น ในภาคของธุรกิจการบิน ขณะนี้ก็ต้องปรับตัว เพื่อรองรับมาตรการใหม่ที่เกิดขึ้นเช่นกัน หลังสหภาพยุโรปหรืออียู ได้รวมกิจการขนส่งทางอากาศให้เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เข้าข่ายต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อม ส่งผลให้สายการบินต่าง ๆ ที่ปล่อยมลพิษเกินกว่าโควต้าในปี 2548 ถือว่าเข้าข่ายต้องซื้อโควตาการปล่อยมลพิษ (Emission Charge) ซึ่งจะดำเนินการใน 2 วิธี เป็นต้นว่า การไปซื้อโควตาการปล่อยมลพิษกับบริษัทอื่นที่อาจจะเป็นธุรกิจในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา และไม่ได้จำกัดว่าต้องซื้อโควตาการปล่อยผลพิษในธุรกิจเดียวกันแต่สามารถซื้อโควตาจากธุรกิจอื่นได้ หรือการบริจาคเงินในส่วนที่เกินโควตาการปล่อยมลพิษให้กับหน่วยงานด้านการอนุรักษ์เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการปลูกป่าเพื่อเพิ่มออกซิเจน

        จากการที่สายการบินต่าง ๆ ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้น ทำให้สายการบินเตรียมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดเก็บค่ามลพิษหรืออีมิสชันชาร์จแก่ผู้โดยสาร ที่บวกเพิ่มไปจากค่าตั๋วเครื่องบินและค่าประกันภัย ซึ่งในยุโรปจะเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวในปี 2551 สำหรับเที่ยวบินที่ทำการบินในยุโรป และในปี 2553 จะกำหนดให้สายการบินทุกสายที่ทำการบินเข้ายุโรปต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย

        ดังนั้นต่อไปผู้โดยสารก็คงไม่แปลกใจที่จะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าตั๋วเพิ่มขึ้น เพราะก็ถือว่าต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมเช่นกัน

บินไทยผุด 4 โครงการสิ่งแวดล้อม

        จากกระแสการตื่นตัวต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นยังเป็นเหตุที่ทำให้บริษัทต่าง ๆ จัดทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น อย่างการบินไทยก็มีการดำเนินการใน 4 โครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการผลิตไบโอดีเซลของฝ่ายครัวการบินไทย ซึ่งเป็นการนำน้ำมันพืชที่เหลือให้จากการประกอบอาหารจำนวนมากมาผลิตและสกัดให้เป็นพลังงานไบโอดีเซลให้กับรถส่งอาหารของฝ่ายครัวการบินแทนน้ำมันดีเซล

        โครงการลดมลพิษที่เกิดจากการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ของฝ่ายบริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น ด้วยการลดควันไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซล ลดการปล่อยสารซีเอฟซี ที่เกิดจากเครื่องปรับอากาศและสเปรย์ ซึ่งส่งผลให้เกิดโลกร้อน ภาวะเรือนกระจกได้ง่าย โครงการน้ำหมักชีวภาพ ของฝ่ายปฏิบัติการ เป็นการนำเศษผัก ผลไม้ จากการประกอบอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยการหมักตามกรรมวิธีจนเป็นน้ำหมักธรรมชาติ ที่สามารถนำไปบำรุงดินให้พืชเติบโตและเป็นการลดปริมาณขยะด้วย และโครงการบำบัดน้ำเสียของฝ่ายช่าง ด้วยการรับน้ำเสียจากอาคารต่าง ๆ และโรงซ่อม เข้ามาสู่ระบบการบำบัด 2 ส่วน คือการบำบัดน้ำเสียเคมีและบำบัดน้ำเสียชุมชน เพื่อให้สามารถนำน้ำที่บำบัดแล้วไปใช้ได้

        ทั้งนี้โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยแล้ว ยังถือว่าเป็นการเพิ่มจุดขายให้ภาคธุรกิจด้วย เพราะจากแนวโน้มการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในโลกยุคปัจจุบัน จะเห็นว่าปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบริการท่องเที่ยวซึ่งนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวยุโรป จะเริ่มหันมาพิจารณาแหล่งท่องเที่ยวหรือธุรกิจที่มีแผนในการอนุรักษ์และมีการบริหารจัดการที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและมีส่วนร่วมต่อการแก้ไขปัญหาและชะลอผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น


หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ปีที่ 27 ฉบับที่ 2,227 วันที่ 17-20 มิถุนายน 2550
หน้า 40-41
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้252
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9289
mod_vvisit_counterทั้งหมด631290