ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ตำนานการสร้างโลกและน้ำท่วมโลก (๑)

        ความรู้เกี่ยวกับตำนานที่ว่าด้วยการสร้างจักรวาลและโลก จะพบได้ทั่วไปไม่เพียงแต่ในชาติที่มีอารยธรรมเท่านั้น ส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยการสร้างธรรมชาติก่อน แล้วจึงตามมาด้วยการสร้างเทพเจ้าและมนุษย์ ในปัจจุบันโลกยังเล่าขานตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ ในปัจจุบันโลกยังเล่าขานตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ตามความเชื่อของชนชาติต่าง ๆ

        การสร้างโลกตามตำนานคริสเตียน พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของคริสเตียนแบ่งเป็น พระคัมภีร์เก่า (Old Testament) และ พระคัมภีร์ใหม่ (New Testament) พระคัมภีร์เก่าว่าด้วยการสร้างโลกกำเนิดของมนุษยชาติ ประวัติความเป็นมาของชนชาติอิสราเอล จนกระทั่งถึงการเกิดและการตายของพระเยซู ซึ่งเป็นศาสดาของศาลนาคริสต์

        การสร้างโลกตำนานที่ ๑ นั้นมาจากพระคัมภีร์เก่าซึ่งได้รับอิทธิพลจากศาสนายิว ซึ่งระบุว่าพระเจ้าสร้างโลกใน ๖ วัน การสร้างโลกเป็นไปอย่างมีระเบียบ เริ่มต้นจากความสับสนไร้รูปร่าง (Chaos) และท้องฟ้าและแผ่นดิน ทะเล พันธุ์พืชและต้นไม้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ปลา และนก สัตว์บกและสัตว์เลื้อยคลาน ที่สุดจึงมาถึงมนุษย์โดยที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นให้มีรูปลักษณ์ตามแบบของพระองค์ร่างกายสร้างจากธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ให้มนุษย์มีจิตวิญญาณซึ่งประกอบด้วยสัมผัสทั้ง ๕ โดยมีสติปัญญาเป็นเครื่องควบคุม มนุษย์ที่เรียกว่า Heavenly Man นี้เป็นต้นแบบของมนุษย์ทั้งหลายไม่ใช่หญิงทั้งชาย ประกอบด้วยธรรมชาติที่สูงส่งไม่เสื่อมโทรมและเป็นอมตะ อดัม (Adam) ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกยิ่งใหญ่กว่าลูกหลานของเขาทั้งในด้านความสง่างามและขนาดร่างกาย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน มีอำนาจพิเศษในการรับรู้ สามารถสนทนากับเทวดาบนสวรรค์ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องตายเพราะเกิดมาเป็นมนุษย์

        การสร้างโลกตำนานที่ ๒ มาจากการที่พระเจ้าสร้างแผ่นดินและท้องฟ้า พื้นดินนั้นแห้งผากไม่มีหญิงขึ้นสักใบ แต่มีละอองไอพุ่งขึ้นมาจากข้างใต้ทำให้ดินอ่อนนุ่มก่อนที่พระเจ้าจะทรงสร้างมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างแรกจากดินโคลนซึ่งกลายเป็นธุลีดินแล้วประทานชีวิตให้แก่มนุษย์นี้โดยเป่าลมหายใจของพระองค์เองเข้าไปในรูจมูกของเขา แล้วพระเจ้าจึงสร้างส่วนผลไม้และมอบให้อดัมเป็นผู้ตั้งชื่อให้ทุกตัวแต่ไม่มีสัตว์ตัวใดสามารถช่วยเขาทำสวนได้ พระเจ้าจึงสร้างผู้ช่วยให้อดัมโดยดึงซี่โครงออกมาจากตัวเขา ๑ ซี่ ขณะที่เขานอนหลับอยู่ สร้างเป็นมนุษย์ผู้หญิง คือ อีฟ (Eve) ขึ้นมา สวนซึ่งชื่อว่า อีเด็น (Eden) นี้เป็นอาณาจักรของมนุษย์คู่แรกของโลก ซึ่งเขามีอิสระที่จะเลือกกินผลไม้จากต้นใดก็ได้ทุกต้นในสวนยกเว้นต้นเดียวคือ ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว หรือ The Tree of the Knowledge of Good and Evil เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับจะทำตัวเป็นพระเจ้าเสียเองอดัมกับอีฟอาศัยอยู่ในสวนอีเด็นซึ่งเปรียบเหมือนสวรรค์บนพื้นพิภพอย่างมีความสุข จนกระทั่งอีฟไปเชื่อซาตานที่แปลงตัวเป็นงูหรือ Serpent มาล่อลวงให้กินผลไม้ต้องห้าม และยังชักชวนให้อดัมกินด้วยการขัดคำสั่งพระเจ้า ทั้งสองจึงถูกขับออกจากสวนอีเด็นไปอยู่ในโลก ต้องทำงานด้วยความเหนื่อยยากและทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นลูกหลานของเขาต้องมีบาปกำเนิดอันมีที่มาจากบาปของบรรพบุรุษคู่แรกติดตัวมา

        น้ำท่วมโลก

        เมื่อมีการสร้างโลกก็มีการทำลายล้างโลกควบคู่กันไป ความเชื่อนี้แทบทุกชาติในโลกมีตำนานกล่าวถึง เนื่องจากมีภัยธรรมชาติในรูปของน้ำท่วมใหญ่

        หลังจากอดัมและอีฟถูกขับจากสวนอีเด็นมาอยู่ในโลก ได้มีลูกหลานสืบทอดกันมา ภายหลังมนุษย์มีความชั่วร้ายขึ้นทุกที พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้ฝนตก ๔๐ วัน ๔๐ คืน ทำให้เกิดน้ำท่วมโลก มนุษย์ในโลกจมน้ำตายหมด ยกเว้น โนอาร์ (Noah) ซึ่งเป็นคนดีและได้รับการเตือนล่วงหน้าจากพระเจ้าให้สร้างเรือ (Ark) เตรียมไว้ เมื่อน้ำท่วมโนอาร์และครอบครัวจึงนำอาหารและสัตว์ทุกชนิดอย่างละคู่ลงไปในเรือ ซึ่งลอยไปติดที่ยอดเขาอารารัต (Ararat) เมื่อน้ำลดโนอาร์ก็ออกจากเรือและสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไปและพระเจ้าก็ให้สัญญาว่าจะไม่ให้น้ำท่วมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยมีสายรุ้งเป็นประจักษ์พยาน

        จากบาปของบรรพบุรุษคู่แรกของมนุษย์คือ อดัมและอีฟ ทำให้มนุษย์ทุกคนเกิดมาในโลกโดยมีบาปที่เรียกว่า “บาปกำเนิด” (Original Sin) ติดตัวมาด้วยแม้จะเป็นทารกแรกเกิดก็ตาม ดังนั้นจึงต้องมีการทำพิธีรับศีลล้างบาป (Baptism) ให้แก่ทารกเพื่อให้บาปนี้หมดไป เมื่อเด็กโตขึ้นทำบาปอีกในนิกายคาทอริกมีการสารภาพบาป และพระจะปลดเปลื้องบาปให้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบาปนั้นจะถูกชำระหมดไป ในความเชื่อของคริสต์ศาสนิกชนผู้ที่ทำความดีเมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ที่ทำบาปจะตกนรก ส่วนผู้ที่บาปกรรมยังไม่รุนแรงนักจะต้องไปชดใช้กรรมในไฟชำระ (Purgatory) ก่อนพระเยซูคริสต์ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์และยอมสละพระชนม์ชีพถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์เปรียบเสมือนอดัมที่ ๒ ทำให้มนุษย์มีโอกาสได้ไปสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงวันสิ้นโลกที่เรียกว่า Doomsday หรือ Judgment Day พระเยซูจะทำการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า Last Judgment มนุษย์ทุกคนจะฟื้นคืนขึ้นมาทั้งร่างกายและวิญญาณคนบาปจะถูกตัดสินให้ไปนรกและคนทำดีจะได้รับรางวัลให้ไปสู่สวรรค์ชั่วนิจนิรันดร์ ไม่มีไฟชำระอีกต่อไป ไม่มีการสร้างโลกขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

        การสร้างโลกตามตำนานจีน ในตอนแรกมีแต่ความสับสนมืดมิดในจักรวาลในรูปของไข่ผานกู่ (Pangu) สิ่งมีชีวิตสิ่งแรกถือกำเนิดขึ้นมาและหลับอยู่ในไข่ฟองนี้ หลายปีผ่านไป ผานกู่เติบโตขึ้นกลายเป็นยักษ์ เมื่อเขาบิดตัวไข่จึงแตกกระจาย ส่วนที่เบาและบริสุทธิ์กว่าลอยขึ้นไปกลายเป็นท้องฟ้า ส่วนที่หนักกว่าและไม่บริสุทธิ์ตกลงมากลายเป็นโลก นี่คือกำเนิดของพลังหยิน (Yin) และหยาง (Yang) ธาตุหญิงคือ หยิน สัมพันธ์กับความหนาวเย็นและความมืด ธาตุชายคือ หยาง สัมพันธ์กับแสงสว่างและความอบอุ่น ดวงอาทิตย์และสวรรค์ ผานกู่กลัวว่าท้องฟ้าและแผ่นดินจะรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง จึงเอาตัวเข้าไปแทรกระหว่างกลาง โดยใช้ศีรษะรองรับท้องฟ้าและใช้เท้ากดแผ่นดินไว้ ในเวลา ๑๘,๐๐๐ ปี ผานกู่สูงขึ้น ๑๐ ฟุตต่อวัน ทำให้ระยะห่างระหว่างท้องฟ้าและโลกเพิ่มขึ้น จนในที่สุดไปหยุดอยู่ที่ ๓๐,๐๐๐ ไมล์ แล้วผานกู่ก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนและเสียชีวิตลง ส่วนต่าง ๆ ของร่างของเขากลายเป็นส่วนต่าง ๆ ของธรรมชาติ ลมหายใจเป็นลมและเมฆ เสียงเป็นฟ้าร้องและฟ้าผ่า ตาซ้ายเป็นดวงอาทิตย์ ตาขวาเป็นดวงจันทร์ ขา แขน และท่อนตัวเป็นทิศทั้ง ๔ และภูเขาใหญ่ทั้ง ๕ เลือดและน้ำเหลืองเป็นแม่น้ำและทะเล เส้นเอ็นเป็นถนนหนทาง เนื่องเป็นทองทุ่งและดิน เส้นผมและขนคิ้วเป็นดวงดาวและดาวเคราะห์ ผิวหนังและขนตามตัวเป็นหญ้าและดอกไม้ ฟันและกระดูกเป็นหยก ฝนและน้ำค้างเกิดจากเหงื่อ และพวกเห็บที่เกาะอยู่บนตัวเกิดเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ

        จะเห็นได้ว่าแทบทุกชาติเชื้อว่ามีพระเจ้าหรือเทพเจ้า ไม่ว่าจะเป็นองค์เดียวหรือหลายองค์ก็ตาม เป็นผู้สร้างโลกจากความเวิ้งว้างว่างเปล่า และพระเจ้าหรือเทพเจ้าองแรกนั้นถือกำเนิดเองไม่มีใครสร้าง ดูจะใกล้เคียงกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการเกิดโลกในปัจจุบันที่ว่าแต่แรกนั้นมีกลุ่มหมอกเพลิงลอยคว้างอยู่ เมื่อมวลสารนี้เย็นลงก็แตกตัวกลายเป็นดาวฤกษ์ดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ

        น้ำท่วมโลกในตำนานจีน

        ตำนานจีน เจ้าแห่งสวรรค์คือเทียนเฉิน (Tien – Shen) ที่ไทยเรียกว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ ได้ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในโลกเพื่อลงโทษมนุษย์ที่ชั่วร้ายผู้คนต้องไปซ่อนตัวตามภูเขา แย่งอาหารและที่อยู่กับสัตว์ร้าย ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมาน มีเทพเจ้าเพียงองค์เดียวในสวรรค์คือกุน (Gun) ซึ่งมีเมตตาต่อมนุษยชาติและรู้สึกว่าการลงโทษนี้รุนแรงเกินไปจึงขอร้องให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทำให้น้ำลด แต่ไม่เป็นผลวันหนึ่งกุนไปพบนกฮูกและเต่าโดยบังเอิญ และเล่าปัญหาของเขาให้ฟัง สัตว์ทั้งสองแนะนำว่าเง็กเซียนมีวัตถุกายสิทธิ์ซึ่งดูเหมือนก้อนดินธรรมดา หากกุนสามารถเอาวัตถุนี้โยนลงไปในน้ำ มันจะขยายตัวกลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำได้ ซึ่งกุนก็ฝ่าฟันอุปสรรคหาดินนี้มาได้ก้อนหนึ่งแล้วจึงลงไปยังโลกมนุษย์โยนก้อนดินลงไปในน้ำ ทันใดนั้นดินก็เริ่มโก่งตัวขึ้นไม่ช้าก็กลายเป็นภูเขากั้นน้ำเอาไว้ น้ำจึงแห้งสนิทเหล่ามนุษย์พากันปีติยินดี แต่เง็กเซียนโกรธมากจึงส่งเทพแห่งไฟลงมาฆ่ากุน แล้วนำดินที่เหลือกลับไปสวรรค์ น้ำจึงท่วมโลกอีกครั้งหนึ่ง แม้กุนจะถูกฆ่าแต่วิญญาณของเขายังอยู่เพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้นมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นในร่างของเขา หลังจากเวลาผ่านไป 3 ปี โดยที่มนุษย์ที่เศร้าโศกคิดถึงกุนเฝ้าระวังร่างของเขาอยู่ เง็กเซียนก็ส่งเทวดาถือดาบลงมาเพื่อทำลายร่างของกุน เมื่อคมดาบต้องร่างของเขามังกรร้ายก็โผล่ออกมา มังกรนี้คือ กู่ (Gu) ผู้เป็นลูกของกุนนั่นเอง กู่ได้สานต่อภารกิจของบิดาจนสำเร็จและสามารถควบคุมน้ำท่วมได้ ตัวกู่เองกลายเป็นมังกรเหลืองและลงไปอยู่ที่ก้นทะเล

        จะเห็นได้ว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของน้ำท่วมโลกเนื่องมาจากความชั่วร้ายของมนุษย์ หรือเทพเจ้าต้องการทำลายล้างมนุษย์ แต่ก็มีคนดีจำนวนหนึ่งที่จะรอดจากมหาภัยนั้นและเป็นผู้สืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไปโยที่เขาได้รับการเตือนล่วงหน้าให้เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ผู้ที่เตือนอาจเป็นพระเจ้า เทพเจ้า หรือสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ จำนวนวันที่ฝนตกก็จะแตกต่างกันไปแต่ละชาติ จะมีตำนานอินเดียที่ค่อนข้างจะแปลกไปตรงที่สาเหตุที่น้ำท่วมไม่ได้เกิดจากความชั่วร้ายของมนุษย์ ตำนานที่เกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่นี้อาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่ากระแสน้ำและพายุฝนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นได้ในท้องที่บางแห่งโดยเฉพาะในที่ลุ่ม สามารถทำลายชีวิตและทรัพย์สินได้ในเวลาอันรวดเร็ว และส่วนใหญ่ผู้คนในสมัยโบราณก็จะตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แม่น้ำซึ่งสะดวกต่อการคมนาคม

        การสิ้นโลกนี้ มีความเชื่อมาแต่โบราณว่าโลกเสื่อมลงตามลำดับ นาน ๆ ทีก็ต้องมีการชำระล้างสร้างใหม่กันเสียที ตำนานที่เกี่ยวกับการสิ้นโลกนี้แพร่หลายทั่วไป บางครั้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา

        การสร้างโลกตามตำนานอินเดีย ในคัมภีร์ ปัทมปุราณะ กล่าวไว้ว่าเดิมมีพระเป็นเจ้าองค์เดียวคือ พระพรหม ที่เรียกว่า พระอาตมภู (พระผู้เกิดเอง) พระพรหมเป็นผู้สร้างโลกโดยการสร้างน้ำขึ้นก่อนแล้วหว่านเชื้อพันธุ์ของพระองค์ลงไปในน้ำ เกิดเป็นไข่ทอง พระองค์เข้าไปอยู่ในไข่ ๑ ปี แล้วออกจากไข่มาเป็นพระพรหมาปิตามหา ผู้สร้างโลก เหตุที่มีกำเนิดในไข่ทอง พระพรหมจึงได้ชื่อว่า “หิรันยครรภ” อีกด้วย พระพรหมแบ่งภาคเป็น 3 ภาค หรือ ตรีมูรติ ซึ่งประกอบด้วย พระผู้สร้าง พระผู้บริหาร และพระผู้สังหาร คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะนั่นเอง ตำนานฮินดูแบ่งเวลาออกเป็น ๔ ยุค ยุคแรกคือ กฤตะยุค ซึ่งยาวนาน ๔,๘๐๐ ปีสวรรค์ หรือ ๑,๗๒๘,๐๐๐ ปี มนุษย์ ยุคที่ ๒ คือ ไตรดายุค ยาวนาน ๓,๖๐๐ ปีสวรรค์ หรือ ๑,๒๙๖,๐๐๐ ปีมนุษย์ ยุคที่ ๓ คือ ทวาบรยุค ยาวนาน ๒,๔๐๐ ปีมนุษย์ หรือ ๘๖๔,๐๐๐ ปีมนุษย์ ยุคที่ ๔ คือ กลียุค ยาวนาน ๑,๒๐๐ ปีสวรรค์ หรือ ๔๓๒,๐๐๐ ปีมนุษย์ ๔ ยุครวมกันเป็น ๑ มหายุค หรือ ๔,๓๒๐,๐๐๐ ปีมนุษย์ ๑,๐๐๐ มหายุคเป็น ๑ วัน ของพระพรหม กลางคืนก็ยาวเท่ากัน วันของพระพรหมเรียกว่า กัลป์ ใน ๑ กัลป์ มีพระมนูบังเกิด ๑๔ องค์ พระมนูมีหน้าที่สร้างมนุษย์ซึ่งแปลว่า “ผู้เกิดจากมนู” นั่นเอง

        น้ำท่วมโลกในตำนานอินเดีย

        ตำนานอินเดีย เมื่อสิ้นกัลป์ หรือ บรรลัยกัลป์ มาถึง พระศิวะจะลืมพระเนตรที่ ๓ บนพระสลาฏของพระองค์ เกิดไฟบรรลัยกัลป์ทำลายล้างโลกให้มอดไหม้กลายเป็นคืนของพระพรหมโลกจะกลายเป็นมหาสมุทร พระพรหมจะบรรทมหลับเมื่อตื่นบรรทมก็จะทรงสร้างโลกใหม่โดยมีพระวิษณุเป็นผู้ธำรงไว้ และพระศิวะเป็นผู้ทำลาย วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ จะเห็นได้ว่าโลกตามตำนานอินเดียมีการแตกตับและเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ไม่จบสิ้นในคราวเดียวเหมือนโลกของคริสเตียน

        ตำนานอินเดีย เกี่ยวข้องกับอวตารปางแรกจาก ๑๐ ปาง ของพระวิษณุ คือ มัสยาวตาร เกิดขึ้นในกฤตะยุค ซึ่งเป็นยุคแรกตามตำนานฮินดูพระวิษณุอวตารเป็นปลาทองมีเขาเพื่อช่วยพระมนูไววัสวัตผู้สร้างมนุษยชาติให้รอดพ้นจากน้ำท่วมโลกตอนแรกปลาทองนี้ตัวเล็กนิดเดียว แต่ต่อมาก็ขยายใหญ่โตและให้พระมนูไววัสวัตเอาเชือกผูกที่เขา และลากเรือของพระมนูไปโดยแนะนำให้พระมนูค่อย ๆ ปล่อยให้เรือลงมาช้า ๆ พร้อมกับระดับน้ำซึ่งลดลงมิฉะนั้นอาจค้างเติ่งอยู่บนยอดเขาหิมาลัยได้ อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าขณะที่พระพรหมกำลังหลับยักษ์หัยครีพได้ขโมยคัมภีร์พระเวทไปจากพระโอษฐ์ของพระองค์จนเป็นเหตุให้น้ำท่วมโลก ปลาอาวตาลสังหารยักษ์หัยครีพสำเร็จ และนำคัมภีร์พระเวทไปคืนที่

        (รองศาสตราจารย์มาลิทัต พรหมทัตตเวที) ค้นคว้าเรียบเรียง เรื่องการเปรียบเทียบตำนานที่สำคัญของชาติต่าง ๆ บรรยายในที่ประชุมสำนักศิปกรรมราชบัณฑิตยสถาน อังคารที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๐


หนังสือสกุลไทย ปีที่ ๕๔
ฉบับที่ ๒๗๗๘ ประจำวันอังคารที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑
ห้องสมุดสกุลไทย ความเชื่อ หน้า ๑๓๔ - ๑๓๘
 
 
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้982
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1144
mod_vvisit_counterรายเดือน6856
mod_vvisit_counterทั้งหมด560970