สมการแก้โลกร้อน (2)
องค์กรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ อนามัยโลก หรือบริษัทเอกชนที่มีสินทรัพย์เป็นหมื่นๆ ล้านบาท ต่างให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ โดยเฉพาะเรื่องของโลกร้อน ซึ่งเราจะเห็นแนวโน้มของการทำธุรกิจควบขนานกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ
กล่าวคือ แทนที่บริษัทหรือองค์กรเหล่านั้น ไม่คิดเรื่องผลกำไรขาดทุนเพียงอย่างเดียว หากยังนำ “ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม” มาพิจารณาหรือคิดเป็นต้นทุนอีกตัวหนึ่งด้วย
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนหลายๆ แห่งออกกฎกติกาห้ามปล่อยกู้เงินให้ลูกค้าที่ทำธุรกิจไม่โปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล การผลิตหรือสินค้าที่ผลิตได้นั้นก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมเป็นพิษและขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ธุรกิจใหญ่ๆ ตื่นตัวกับกฎกติกานี้กันแล้ว
กรณีของ เซอร์ริชาร์ด เบรนสัน เจ้าของ “เวอร์จิน” สายการบินต้นทุนต่ำแห่งอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดี
“เบรนสัน” เสนอทุน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับคนที่คิด “สมการแก้โลกร้อน” และยังเป็นผู้ริเริ่มผลักดันให้บริษัทในเครือ เช่น เวอร์จิน แอตแลนติก และ เวอร์จิน เทรนส์ ทำวิจัยด้านเทคโนโลยีพลังงานนำกลับมาใช้ใหม่ ( renewable energy technologies )
เจ้าของ “เวอร์จิน” ทุ่มเงินสำหรับงานวิจัยชิ้นที่ว่าแค่เบาะๆ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราวหมื่นล้านบาทเศษ) พร้อมกับให้เหตุผลถึงการลงทุน “สีเขียว” นี้ว่า
“โลกไม่สามารถรอไปอีก 60 ปี ผมต้องการทำเพื่ออนาคตของลูกหลานทุกคน เข็มนาฬิกานั้นกระดิกอยู่ทุกวินาที”
ตัวเลข 60 ปีที่เบรนสันอ้างถึงนั้นมาจากการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมซึ่งเชื่อว่า ในระยะ 60 ปี โลกจะเกิดสภาวะวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
นักวิทยาศาสตร์พยายามคิดสูตรใหม่ๆ เพื่อดูดเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่ห่อหุ้มทำให้เกิดภาวะ “โลกร้อน” ออกจากชั้นบรรยากาศ
ในบางคนกำลังคิดดึง CO2 ในอากาศกลับลงมาใส่ในบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซใต้ทะเลลึกแล้วใช้ตัวควบคุมความดันคุมเอาไว้อีกทีหนึ่ง
แนวคิดดังกล่าวเป็นแค่ความฝันไม่รู้ทำได้จริงหรือเปล่า แต่ปรากฏว่ามีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและคัดค้าน ฝ่ายหลังนั้นบอกว่าถ้าเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาอยู่ใต้ทะเล โอกาสก๊าซพิษจะรั่วไหลมีความเป็นไปได้สูง และเมื่อรั่วออกมาแล้วสภาวะนิเวศน์ใต้ท้องทะเลจะเกิดความเสียหายตามมา
ส่วนกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญด้านเคมีคิดหาสารเคมีชนิดใหม่ยิงขึ้นไปในอากาศ เพื่อทำปฏิกิริยาให้ CO2 กลายเป็นของเหลวหรืออยู่ในสถานะของแข็งซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า thermodynamically stable
นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่ม กำลังคิดสมการแก้โลกร้อนด้วยการล้าง “ก๊าซพิษ” หรือ scrub แล้วดึงมาเก็บในที่ที่ปลอดภัย
แต่ก็มีเสียงโต้แย้งเช่นกันว่า วิธีการ “สครับ” ต้องใช้พลังงานมากมาย จะคุ้มกันหรือ?
นอกเหนือจากสมการแก้โลกร้อนด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์แล้ว บรรดาผู้เห็นอนาคตว่า “โลกร้อน” แน่ๆ ยังเร่งจี้ทุกประเทศทั่วโลกหาวิธีอื่นๆ เพื่อเร่งสกัด CO2 ลอยขึ้นไปชั้นบรรยากาศให้น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่
การใช้มาตรการ “ภาษี” เป็นหนึ่งในวิธีการดังกล่าวซึ่งจะกำหนดสัดส่วนภาษีโรงงานห้างร้านหรือบริษัทและประชาชนที่มีส่วนลดปริมาณการปล่อยก๊าซพิษออกสู่อากาศ
โรงงานใด มีมาตรการควบคุม CO2 เช่น ใช้เครื่องจักรที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษผลิตสินค้า สินค้าที่ผลิตได้สามารถนำมาแปรรูป รถยนต์ของบริษัทและพนักงานติดตั้งก๊าซเอ็นจีวี ทางสรรพากรจะลดภาษีให้ตามสัดส่วน โดยมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งประเทศเป็นตัวตั้ง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลใช้มาตรการคู่ขนาน โดยสนับสนุนการพัฒนาและวิจัยเทคโนโลยีเพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
รัฐบาลต้องสนับสนุนในทุกวิถีทางให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิมๆ ตั้งแต่บ้านที่อยู่ที่อาศัยควรจะเป็นบ้านประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการวางแผนให้ทุกชุมชนร่วมกันใช้พลังงานให้น้อยที่สุด เช่น ออกแบบเมืองให้กลายเป็นเมืองประหยัดพลังงาน ผู้คนในชุมชนนั้นๆ ไม่ต้องขับรถยนต์ไปทำงาน สามารถเดินหรือขี่จักรยานไปทำงานได้อย่างสะดวกปลอดภัย หรือถ้าจะเดินทางก็ทำได้ด้วยระบบขนส่งมวลชน
ผู้คนในชุมชนต่างได้รับการศึกษาจนรู้สำนึกโดยอัตโนมัติว่าจะใช้อุปกรณ์ภายในบ้านอย่างไรสามารถประหยัดพลังงานได้มากที่สุด ซื้อสินค้าชนิดใดผลิตจากโรงงานที่มีมาตรการอนุรักษ์พลังงาน ฯลฯ
เหล่านี้คือเสี้ยวหนึ่งในสมการแก้โลกร้อน
โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
มติชนสุดสัปดาห์ , คอลัมน์สิ่งแวดล้อม. ฉบับประจำวันที่ 16-22 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1387 , หน้า 27 |
|