เกษียร เตชะพีระ
' 6 วิกฤตพลิกเศรษฐกิจโลก (1) '
แผนภูมิ (1) ธนาคารที่ต้องลดมูลค่าหุ้นสูงสุด 19 อันดับแรก (หน่วยพันล้านดอลล่าร์สหรัฐ)
แผนภูมิ (2) ยอดสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านที่ธนาคารของอังกฤษอนุมัติ, ไตรมาสสุดท้ายปี 2006 - ไตรมาสแรกปี 2008 (หน่วยล้านปอนด์สเตอลิงก์) จุดกลางของเส้นกราฟแสดงจุดประทุของวิกฤตซับไพรม์
แผนภูมิ (3) ค่าเงินยูโรคิดเป็นดอลล่าร์สหรัฐนับแต่ ม.ค. 2001 - เม.ย. 2008
แผนภูมิ (4) ราคาบ้านและอุตสาหกรรมก่อสร้างบ้านในอเมริกา, ค.ศ. 1988-2008
แผนภูมิ (5) การผลิตและการอุปโภคบริโภคธัญพืชของโลก ค.ศ. 1997-2007 (หน่วยล้านตัน)
แผนภูมิ (6) อัตราส่วนร้อยละของธัญพืชสำรอง ต่อยอดอุปโภคบริโภคทั่วโลก (ปี 2003/04-2007/08)
แผนที่ (7) แสดงที่เกิดเหตุจลาจลจากความหิวโหยในโลก เม.ย. 2008
แผนที่ (8) แสดง 37 ประเทศในโลกที่ต้องการอาหารช่วยเหลือด่วน
ลักษณะแปลกเด่นเป็นพิเศษของวิกฤตการณ์ปัจจุบัน ซึ่งปรากฏขึ้นในขอบเขตทั่วโลกนับแต่กลางปีที่แล้ว และเร่งแรงขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้คือมีอาการถึง 6 ด้าน รุมสุมทับซ้อนกัน
ได้แก่ วิกฤตการ, อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา, เศรษฐกิจ, อาหาร, พลังงาน และสิ่งแวดล้อม :-
หนึ่ง) วิกฤตการเงิน : สถาบันการเงินการธนาคารใหญ่ในบรรดาประเทศทุนนิยมตะวันตกและญี่ปุ่นประสบภาวะหนี้เสียขาดทุนลุกลามต่อเนื่อง จากปัญหาหนี้สินจำนองบ้านด้อยคุณภาพหรือซับไพรม์ในอเมริกา จนต่างต้องกันสำรองหนี้สูญ, ลดมูลค่าหุ้นและเพิ่มทุนขนานใหญ่ พร้อมทั้งเข้มงวดเงื่อนไขการปล่อยกู้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน, เครดิตการ์ดและอื่น ๆ มากขึ้น ทำให้ตลาดสินเชื่อตกต่ำหดตัว
ดังปรากฏข้อมูลจาก AFP, Financial Times และ British Banker’s Association เมื่อปลายเดือนเมษายนศกนี้ เกี่ยวกับ 19 อันดับแรกของธนาคารใหญ่นานาชาติทั่วโลก ที่ต้องลดมูลค่าหุ้นสูงสุดรวมกันถึง 182,600 ล้าน US$ เพราะขาดทุนจากหนี้เสียซับไพรม์ในระยะที่ผ่านมา (ดูแผนภูมิ 1)
ขณะยอดสินเชื่อที่บรรดาธนาคารในอังกฤษปล่อยกู้ให้คนไปซื้อบ้านก็ลดลงฮวบฮาบราว 30% นับแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์เป็นต้นมา (ดูแผนภูมิ 2)
สอง) วิกฤตอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา : เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ส่งผลให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นเป็น 1.6 US$ /ยูโร สินค้าออกจากสหภาพยุโรปจึงแพงขึ้นและขายแข่งกับสินค้าอเมริกันยากขึ้นโดยเปรียบเทียบในตลาดโลก ขณะที่ทางการจีนยังไม่ยอมปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลหยวนกับ US$ ให้สูงเท่าที่ทางการสหรัฐเรียกร้อง หากใช้วิธีผ่อนคลายให้เงินหยวนค่อย ๆ แข็งค่าขึ้นไปเองราว 10% นับแต่ ม.ค. 2007 เป็นต้นมา ทว่าสินค้าออกของจีนก็ยังคงตีตลาดโลกรวมทั้งอเมริกาและยุโรป, และจีนยังได้เปรียบดุลการค้ามหาศาลกับอเมริกาต่อไป (ดูแผนภูมิ 3)
- 2 ม.ค.2002 สหภาพยุโรปเริ่มนำเหรียญและธนบัตรเงินสกุลยูโรออกใช้ ปรากฏว่าค่าเงินยูโรแข็งขึ้นขณะที่เศรษฐกิจอเมริกันอ่อนเปลี้ยลง - 15 ก.ค.2002 ค่าเงินยูโรเทียบเท่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ - 30 ธ.ค.2004 ค่าเงินยูโรไต่ขึ้นถึง 1.36 US$ - 15 พ.ย. 2005 ค่าเงินยูโรตกลงเป็น 1.16 US$ ก่อนจะกระเตื้องขึ้นใหม่ - 10 ก.ค. 2007 ค่าเงินยูโรสูงกว่า 1.37 US$ เป็นครั้งแรก - 26 ก.พ. 2008 ค่าเงินยูโรทะลุเพดานสัญลักษณ์ที่ 1.50 US$ - 22 เม.ย. 2008 ค่าเงินยูโรปิดตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราที่ 1.60 US$
สาม) วิกฤตเศรษฐกิจ : ราคาบ้านในอเมริกาตกลงราว 10% จากปีที่แล้ว ส่งผลให้อุตสาหกรรมก่อสร้างหดตัว บ้านที่ได้ใบอนุญาตให้ก่อสร้างและเริ่มก่อสร้างจริงลดลงถึงหนึ่งในสาม จากอย่างละ 1 ล้าน 5 แสนหลังเมื่อปีก่อน เหลือเพียงอย่างละ 1 ล้านหลัง (ดูแผนภูมิ 4)
เจ้าของบ้านชาวอเมริกันทั้งหลายจึงพากันรัดเข็มขัดประหยัดรายจ่ายรายการใหญ่ ๆ เพราะมูลค่าสินทรัพย์บ้านช่องของตนถูกประเมินต่ำลงโดยเปรียบเทียบ เสมือนหนึ่งจู่ ๆ “จนลง” โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวส่งผลต่อเนื่องให้บริษัทร้านรวงปรับลดหรือปิดกิจการคนตกงานเพิ่มขึ้น และในฐานะที่คนชั้นกลางเจ้าของบ้านชาวอเมริกันเป็นกองกำลังผู้บริโภคที่มีอำนาจซื้อใหญ่โตที่สุดในตลาดโลก
ดังนั้น บรรดาประเทศผู้ส่งออกสินค้าไปอเมริกาก็เลยพลอยย่ำแย่ไปด้วย
สี่) วิกฤตอาหาร : เกิดภาวะที่นักวิเคราะห์ตะวันตกบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นเรียกว่า agflation (สนธิจาก agriculture+inflation) หรือข้าวยากหมากแพงในโลก ราคาที่แท้จริงของสินค้าอาหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 75% ในชั่วระยะเวลาเพียง 3 ปี จาก พ.ศ.2548-2551 โดยแพงขึ้นเกือบทุกประเภท เช่น ข้าวสาลี เนย และนมแพงขึ้น 3 เท่านับแต่ปี พ.ศ.2543 มา, ข้าวโพด ข้าว และเนื้อเป็ดไก่แพงขึ้นเกือบ 2 เท่า, ขณะราคาเนื้อหมูเนื้อวัว น้ำมันปาล์มและมันสำปะหลังก็แพงขึ้นเช่นกัน
กล่าวโดยรวมแล้ว ดัชนีราคาอาหารขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สูงขึ้นเกือบ 40% เมื่อปีที่แล้ว – เทียบกับปี 2549 ซึ่งสูงขึ้นเพียง 9% -จนมาถึงช่วงต้นปีนี้ ราคาอาหารก็แพงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายทศวรรษทีเดียว (Heidi Fritschel, “The price of food : ingredients of a global crisis”, openDemocracy, created 9 April 2008, www.opendemocracy.net)
ภาวะข้าวยากหมากแพงดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงที่การผลิต/การบริโภค/อาหารสำรองในโลกไม่สมดุลกันหรือนัยหนึ่งข้าวทั้งหมดที่เพาะปลูกไดและเหลือเก็บเกี่ยวใส่ยุ้งฉางสำรองไว้ นับวันมันไม่ค่อยจะพอกินพอใช้หรือทันกินทันใช้นั่นเอง (ดูแผนภูมิ 5)
ขณะที่อัตราส่วนระหว่างปริมาณธัญพืชที่เหลือเก็บสำรองไว้กับปริมาณธัญพืชที่ใช้อุปโภคบริโภคทั่วโลกลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยคาดว่าจะเหลือธัญพืชสำรองทั่วโลกเพียง 19.2% ของยอดปริมาณการอุปโภคบริโภคทั่วโลกในปี ค.ศ.2007/08
ฉะนั้น เมื่อข้าวยากหมากแพง ผู้คนในที่ต่าง ๆ ของโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยากจนและขาดแคลนอาหาร (LIFDCs หรือ Low-Income Food-Feficit Countries) ก็พากันอดอยากหิวโหย จนทนไม่ไหวลุกฮือขึ้นประท้วงก่อจลาจลดังแสดงในแผนที่ (ดูแผนที่ 7)
สรุปได้ว่ามี 37 ประเทศในโลกที่ต้องการอาหารช่วยเหลือด่วน มิฉะนั้น อาจเกิดภาวะอดอยากเนื่องจากอาหารแพง (ซึ่งบัดนี้ก็ต้องเพิ่มพม่าหลังพายุนาร์กีสถล่มเข้าไปอีกประเทศหนึ่ง) (ดูแผนที่ 8)
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พุทธศักราช 2551 หน้า 6 |
|