เกษียร เตชะพีระ
' 6 วิกฤตพลิกเศรษฐกิจโลก (2) '
ในบรรดาอาการ 6 ด้านของวิกฤตที่กำลังเร้ารุมสุมทับคุกคามระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน อันได้แก่ วิกฤตการเงิน, อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา, เศรษฐกิจ, อาหาร, พลังงาน และสิ่งแวดล้อมนั้น วิกฤตพลังงานจัดว่ากระแทกกระหน่ำคนไทยอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ เกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่น ๆ และต่อเนื่องอีกทั้งส่งผลกระทบกระเทือนหนักหน่วงกว้างขวางที่สุดกว่าวิกฤตด้านอื่น
ในฐานะที่เราเป็นประเทศพึ่งพาตัวเองไม่ได้ด้านพลังงานและต้องนำเข้าน้ำมันและเชื้อเพลิงมูลค่ามหาศาล ตกราว 9 หมื่น-1 แสนกว่าล้านบาท/เดือน ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
(ข้อมูลสินค้าออกและสินค้าเข้าจำแนกตามกลุ่มสินค้าของธนาคารแห่งประเทศไทย ดู www.bot.or.th/Thai/Statistics/EconomicAndFinancial/ExternalSector/Pages/StatInternationalTrade.aspx)
ห้า) วิกฤตพลังงาน : แนวโน้มราคาน้ำมันโลกไต่สูงขึ้นเป็นลำดับนับแต่ ค.ศ.2004 เป็นต้นมา (ดูแผนภูมิ 1)
ขณะที่อุปสงค์ (demand) น้ำมันโลกไม่มีท่าทีว่าจะลดลงโดยเฉพาะที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจทุนนิยมรุ่นใหม่ที่ถูกขนานนามว่า BRICs อันได้แก่ Brazil, Russia, India, China เพื่อดึงประชากรส่วนใหญ่ให้พ้นความยากจนในหลายปีหลังนี้
ซึ่งคาดหมายกันว่าถึงปี ค.ศ.2050 เศรษฐกิจของ BRICs รวมกันอาจมีมูลค่าเป็นดอลลาร์สหรัฐใหญ่โตกว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ G6 ด้วยซ้ำไป (Goldman Sachs Global Economics Group, Brics and Beyond, 2007)
อุปทาน (supply) น้ำมันโลกกลับทำท่าจะถึงจุด “peak oil” หรือนัยหนึ่งจุดที่มนุษย์เราขุดเจาะเอาน้ำมันเท่าที่มีอยู่ในโลกขึ้นมาใช้ถึงครึ่งหนึ่งแล้ว
ซึ่งหมายความด้วยว่าเราได้ใช้น้ำมันของโลกครึ่งที่สำรวจหาและขุดเจาะง่ายกว่าหมดแล้ว น้ำมันทุกถังนับแต่นั้นไปมีแต่จะสำรวจหาขุดเจาะยากขึ้นและฉะนั้นจึงมีแต่จะแพงขึ้นด้วย จากนั้นเราก็จะไม่เพิ่มการผลิตน้ำมันขึ้นอีก หากผลิตในรับคงที่ไม่กระเตื้องขึ้นอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่การผลิตน้ำมันจะตกต่ำลงในที่สุด (Terrence McNally, “How Many Earth Days Do We Have Left?”, AlterNet, posted 22 April 2008, www.alternet.org/module/printversion/83032; kelpie Wilson, “Peak oil and Politicians”, Truthout, posted 17 May 2008, www.truthout.org/docs_2006/printer_051708A.shtml)
ส่วนที่ว่าเอาเข้าจริง เราถึงจุด peak oil หรือยังนั้น? มีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเรากำลังจะถึงจุดนั้นในเวลาอีก 5, 10, หรือ 15 ปีข้างหน้า แต่บ้างก็ว่าเราถึงจุด peak oil เรียบร้อยแล้ว (Kevin Phillips, Interview by Amy Goodman on “Bad Money: Reckless Finance, Failed Politics, and the Global Crisis of American Capitalism”, Democracy Now!, created 6 May 2008, www.democracynow.org/2008/5/6bad_money_reckless_finance_failed)
สรุปตามหลักอุปสงค์/อุปทานของเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมตลาดเสรีก็คือน้ำมันมีแต่จะแพงขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ส่วนจะแพงถึงขั้นไหน? บริษัทหลักทรัพย์วานิชธนกิจระดับโลก Goldman Sachs คาดการณ์ว่ามันอาจขึ้นไปถึงบาร์เรลละ 150-200 US$ ภายใน 2 ปีข้างหน้า!!!!
(“Le baril de petrole pourrait attainder 200 dollars d’ici a deux ans, selon Goldman Sachs”, Le Monde, 7 Mai 2008)
หก) วิกฤตสิ่งแวดล้อม : เรื่องหลักเร่งด่วนย่อมเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและโลกร้อน (Climate Change & Global Warming) ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลกโดยประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ทั้งหลาย (ดูแผนภูมิ 2 และ 3)
สำหรับข่าวล่าสุดเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีนักก็คือ : -
1) บทความเชิงวิชาการเรื่อง “Forecasting the path of China’s Co2 emissions using province-level information” โดยทีมนักวิจัย Dr.Maximilian Auffhammer กับ Richard T. Carson แห่ง University of California ลงพิมพ์ใน Journal of Environmental Economecs and Management (Volume 55 lssue 3, May 2008, pp. 229-247) เล่มล่าสุดอันเป็นวารสารทางการของสมาคมนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ระบุว่า :-
จากฐานข้อมูลล่าสุดในระดับมณฑล 30 จุดที่เก็บรวบรวมโดยหน่วยงานป้องกันสิ่งแวดล้อมของทางการจีนเองในปี ค.ศ.2004 ซึ่งได้คาดการณ์แนวโน้มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคตได้แม่นยำกว่าข้อมูลระดับชาติของจีนที่ใช้กันแพร่หลายนั้น
ปรากฏว่าจีนเริ่มปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับแต่ปี ค.ศ.2002 เป็นต้นมา และจีนน่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมแซงหน้าสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศก่อมลพิษใหญ่ที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้วในราวปี ค.ศ.2006-2007 นี่เอง!
2) องค์การมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration – NOAA) ระบุในรายงานดัชนีก๊าซเรือนกระจกฉบับล่าสุดสำหรับปี ค.ศ.2007 ว่าปีที่แล้วปีเดียว ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทั่วโลกอันเป็นตัวการหลักที่ทำให้ภูมิอากาศโลกเปลี่ยน ได้พอกพูนเพิ่มเติมขึ้นอีก 0.6% หรือ 19 ล้านกิโลตัน (1 กิโลตัน = 1,000 เมตริกตัน), ซึ่ง 20% ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้จะคงหลงเหลือตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกอีกนับพัน ๆ ปี
นั่นหมายความว่า รอบปีที่ผ่านมา มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 2.4 โมเลกุลในอากาศของโลกทุก ๆ 1 ล้านโมเลกุล ทำให้ขณะนี้ยอดสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกขึ้นไปถึง 385 ppm (parts per million หรือนัยหนึ่ง 385 ส่วนต่อล้านส่วน) แล้ว เทียบกับระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกก่อนยุคอุตสาหกรรมซึ่งอยู่แถว ๆ 280 ppm จนถึงปี ค.ศ.1850
ที่น่าสังเกตและน่าวิตกด้วยคืออัตราการเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกมีแนวโน้มเร่งเร็วขึ้นในหลายทศวรรษที่ผ่านมาพร้อมกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น กล่าวคือในคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นราว 1 ppm/ปี, แล้วเร่งขึ้นเป็น 1.5 ppm/ปี ในคริสต์ทศวรรษที่ 1980, จนขึ้นถึง 2 ppm/ปีนับแต่ ค.ศ.2000 เป็นต้นมา (ดูแผนภูมิ 4)
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พุทธศักราช 2551 หน้า 6 |
|