เกษียร เตชะพีระ
6 วิกฤตพลิกเศรษฐกิจโลก วิเคราะห์วิจารณ์
หากเปรียบเทียบกับบรรดาวิกฤตในอดีต วิกฤตโลก 6 ด้านปัจจุบัน – ทั้งวิกฤตการเงิน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เศรษฐกิจ อาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม – จะมีฐานะอย่างไรในประวัติศาสตร์ทุนนิยมโลก?
เรื่องนี้มีมุมมองแตกต่างกันไป ตั้งแต่นักวิเคราะห์ที่มองในแง่ค่อนข้างดีไปจนถึงที่มองในแง่ค่อนข้างร้ายกระทั่งร้ายมาก (ประมวลจาก Marie-Beatrice Baudet, “Six crises qui bousculent l’order economique mondial”, Le Monde, 28 Avirl 2008)
รองศาสตราจารย์ ปีแอร์-ไซริล โอต์เกอ แห่ง l’Ecole d’eonomie de Paris ยืนกรานว่าเวลาเราพยายามวัดขอบเขตของวิกฤตหนึ่ง ๆ ในเชิงปริมาณเราต้องสนใจจำแนกแยกแยะกลไกของวิกฤตที่กำลังดำเนินงานอยู่ออกจากกระบวนการปรับตัวรับมือกับวิกฤตที่ย่อมจะก่อรูปขึ้นในที่สุด อย่าไปสับสนปะปนสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน
เขาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจุดต่ำสุดของวิกฤตครั้งนี้ว่าแม้ไอเอ็มเอฟกับโออีซีดีจะปรับตัวเลขคาดการณ์ต่ำลงแต่กระนั้นเศรษฐกิจโลกก็ยังน่าจะเติบโตอยู่ระหว่าง 3.5-4% ด้วยพลังขับเคลื่อนของจีนกับอินเดีย ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเศรษฐกิจทั้งสองประเทศนี้ไม่พลอยชะลอตัวลงจนเกินไปด้วย
โอต์เกอสรุปว่า ฉะนั้นกล่าวในตอนนี้เราจึงไม่ได้เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายกาจถึงขึ้นขุดรากถอนโคนแต่อย่างใด
ศาสตราจารย์ ฟิลิป ชาลแมง แห่งมหาวิทยาลัย Paris-Damphine นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัตถุดิบก็เห็นด้วยเขาแนะนำว่าเราจำต้องถอยห่างตัวปรากฏการณ์ออกมาหน่อย หัดมองมันอย่างมีทัศนคติและสัมพัทธ์บ้าง จริงอยู่วิกฤตจริงมันเข้มข้นรุนแรงมากแต่ขอให้ลองย้อนนึกถึงวิกฤตสมัยคริสต์ทศวรรษ 1970 ดู ตอนนั้นน่ะใครต่อใครก็พากันป่าวประกาศตีโพยตีพายว่าระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วไปนู่น.....
แต่ในทางกลับกัน ลักษณะซ้ำซ้อนหลายเชิงของวิกฤตปัจจุบันก็เป็นที่ฉงนสนเท่ห์ของบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์จริง ๆ ต่างก็ยอมรับตรงกันว่ามันแปลกเด่นเป็นพิเศษ แม้ว่าอาจจะด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไปอาทิ :-
ศาสตราจารย์ชาลแมงเองก็ยืนยันว่าเขาไม่เคยเห็นตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและตลาดวัตถุดิบพลิกไหวผันผวนขนาดนี้มาก่อน ปกติเรามักอ้างอิงเปรียบเทียบระดับความร้ายแรงของปัญหาทำนองนี้กับวิกฤตเมื่อปี ค.ศ.1974 แต่ตอนนี้ดูเหมือนวิกฤตครั้งนั้นจะถูกแซงหน้าไปหมดแล้ว ลองคิดดูว่าวันที่ 2 มกราคม ต้นปีนี้ น้ำมันราคาถังละ 100 US$ ซึ่งก็ถือว่าแพงเหลือเชื่อเป็นประวัติการณ์แล้ว
แต่พอมาถึงวันที่ 25 เมษายน มันผ่าขึ้นไปถึงถังละ 117.6 US$ โน่นแน่ะ!
สําหรับ ฌอง-ปอล เบ็ตแบซ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งกลุ่มธนาคารและธุรกิจประกันภัย Credit agricole ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อธุรกิจรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปและใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกนั้น ถึงแม้จะเคยเกิดกรณีฟองสบู่อินเตอร์เน็ตหรือที่เรียกกันว่าฟองสบู่ดอทคอมหรือไอทีแตกเมื่อปี ค.ศ.2000 มาแล้วก็ตาม แต่เขายังถือวิกฤตครั้งปัจจุบันเป็น “วิกฤตใหญ่ครั้งแรกแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21”
เบ็ตแบซเห็นว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามแบบแผนคลาสสิคของวิกฤตอเมริกันหรือที่แห่งอื่นซึ่งปะทุขึ้นจุดหนึ่งแล้วค่อยลุกลามไปยังส่วนอื่นของโลกในเวลาต่อมา ตรงกันข้าม เรากำลังเจอกับแบบแผนใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนของกรณีวิกฤตหลายอันที่แตกต่างกันและขึ้นต่อพึ่งพากันและกัน เข้ามาบรรจบเชื่อมโยงกันกล่าวคือ :-
ในสหรัฐอเมริกา มันเป็นวิกฤตของประเทศที่หนี้สินล้นพ้นตัว
ในยุโรป มันเป็นวิกฤตของภูมิภาคที่รัฐภาคีสมาชิกแก้ไขปัญหาวิธีการปกครองทางการเมืองไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง ก็เลยกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางจนไม่สามารถดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียวกันได้
ส่วนในบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่นั้น มันกลับเป็นวิกฤตคลาสสิคของเศรษฐกิจที่เครื่องร้อนเกินหรือโตเร็วเกินไป
แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ บรรดาตัวละครทั้งหมดในวิกฤตเหล่านี้ไม่ยอมร่วมมือกันดำเนินการ อย่างเช่นเมื่อเงินค่าดอลลาร์ตกต่ำลง ทางอเมริกาก็ไม่ได้จัดแจงเตรียมการอะไรกับฝ่ายยุโรปเลย ฝ่ายหลังก็เลยได้แต่นั่งกุมขมับดูสินค้าส่งออกของตัวเองแพงขึ้น ๆ ตาปริบ ๆ ข้างฝ่ายจีนก็ไม่ยอมปรับค่าเงินหยวนใหม่ให้สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มประเทศตะวันตกพอจะช่วงชิงสมรรถภาพในการแข่งขันของตัวคืนมาได้บ้าง
ท่าทีของฝ่ายต่าง ๆ เช่นนี้ รังแต่ทำให้วิกฤตอันสลับซับซ้อนแก้ไขรับมือยากขึ้น
สอดคล้องกับทรรศนะของ ปิแอร์ เบซบัค นักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายจัดการประชุมสัมมนาแห่งมหาวิทยาลัย Paris-Dauphine ผู้เคยเขียนงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วิกฤตเศรษฐกิจ เขายืนยันว่าลักษณะพึ่งพาขึ้นต่อกันและกันของวิกฤตหลายเชิงรอบนี้ซับซ้อนกว่าครั้งใดที่ผ่านมา กล่าวคือ :-
แม้บรรดาประเทศกำลังพัฒนาจะไม่ตกอยู่ในฐานะถูกครอบงำอีกต่อไป แต่กระนั้นก็ได้ถูกประสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับโลกแล้ว
ขณะที่บรรดาอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก ก็ได้ถูกแปรสภาพไปอยู่ใต้กฎเกณฑ์ของระบบตลาดแล้วเช่นกัน
เราก็เลยเจอตัวละครมากมายหลายหลากตัวที่ต่างก็มีผลประโยชน์ไปคนละทางไม่สอดคล้องบรรจบกัน
เบซบัคหยิบยกงานเขียนเล่มหนึ่งของปาตริคอาร์ตูส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งกลุ่มธนาคาร Natixis กับ มารี-ปอล วิราร์ด นักหนังสือพิมพ์ ชื่อเรื่อง Le capitalisme est en train de s’autodetruire (ทุนนิยมกำลังทำลายตัวเอง, พิมพ์โดย La De couverte, 2005) มาอ้างอิงว่าเขาตีความวิกฤตปัจจุบันคล้อยตามนั้น กล่าวคือมันเป็นสัญญาณบอกว่าสังคมกำลังมาถึงจุดแตกหักเบ็ดเสร็จ
ระบบทุนนิยมไม่ได้กำลังพัฒนารุดหน้าอีกต่อไปหากกำลังมาถึงจุดสิ้นสุดยุติ
บรรดาประเทศมหาอำนาจตะวันตกไม่อาจบีบบังคับให้ประเทศอื่น ๆ มาแบกรับภาระจ่ายค่าวิกฤตแทนตัวเหมือนที่เคยทำสมัยปี ค.ศ.1929 ด้วยการกดราคาวัตถุดิบให้ต่ำลงได้อีกต่อไป
เรากำลังเห็นกระบวนการทำลายตัวเองของทุนนิยมทั้งในแง่ระบบและการดำเนินงานของมัน และวิกฤตขณะนี้นับเป็นสัญญาณแรงที่สุดของการณ์นั้น
สรุปในภาษาของ วูลฟ์แกงก์ มึนเชา รองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Financial Times ก็คือ
“มันไม่ใช่เหตุบังเอิญที่วิกฤตหลายเชิงของเรา – ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์, สินเชื่อ, ธนาคาร, อาหารและสินค้า – มาเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เหตุผลง่าย ๆ ก็คือมันล้วนเป็นบทตอนต่าง ๆ ของเรื่องเดียวกัน มารดาของวิกฤตทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ได้แก่การปรับตัวของเศรษฐกิจมหภาคระดับโลก – ซึ่งเผอิญเป็นกรณีหายากที่เราพอจะใช้คำว่า “crisis” (วิกฤต) ในความหมายภาษากรีกแต่เดิมของมันว่า “หัวเลี้ยวหัวต่อ” มาเรียกได้จริง ๆ มันเป็นอาการช็อคทางเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกขนาดมหึมาเลยทีเดียว....
“ถึงไงการปรับตัวก็คงจะต้องใช้เวลา....อาจจะไม่มีการพังทลายทางการเงินระดับโลก แต่กระนั้นวิกฤตหลายเชิงของเราอาจหวนกลับมาเล่นงานเราอย่างหนักหนาสาหัสเหนือความคาดหมายได้ง่าย ๆ เหมือนผู้ร้ายเลือดท่วมตัวในหนังสยองขวัญที่ลุกฟื้นขึ้นมาสู้กับเราเป็นครั้งสุดท้ายนั่นแหละ”
(Wolfgang Manchau, “Global adjustment will be long and painful”, Financial Times, 27 April 2008)
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พุทธศักราช 2551 หน้า 6 |
|