ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์

การศึกษาดูงานในประเทศนิวซีแลนด์

เมืองโอ๊คแลนด์ (Auckland)

      โอ๊คแลนด์เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนิวซีแลนนด์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะเหนือบริเวณคอคอดของงแหลม มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดกว่า 9 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวและมีคนเอเชียอพยพเข้าไปประกอบอาชีพและเรียนหนังสือมากขึ้นทุกปี จัดเป็นเมืองศูนย์กลางขของชาวโพลีนีเชี่ยนจากหมู่เกาะทะเลใต้ การที่ตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณคอคอดของแหลมทำให้มีท่าเรือและอ่าวจอดเรือที่ดีและสมบูรณ์ตลอดแนวทั้ง 2 ฝั่งของเมือง อ่าวที่มีชื่อเสียงมากมี 2 แห่ง คือ อ่าวไวเตมาตา (Waitemata) และอ่าวมานูเกา (Manukau) ซึ่งทั้งสองอ่าวนี้เหมาะมากสำหรับการล่องเรือเนื่องจากมีแผ่นดินโอบเกือบรอบอ่าวจึงเป็นที่กำบังลมเป็นอย่างดี ทำให้ชาวเมืองนิยมมาล่องเรือกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ เมืองงโอ๊คแลนด์จึงได้สมญานามว่าเมืองแห่งการล่องเรือ (The City of Sails) นอกจากนี้เมืองโอ๊คแลนด์ยังตั้งอยู่บนกลุ่มภูเขาไฟที่ดับแล้ว สภาพภูมิประเทศจึงเห็นเป็นเนินเขาและเป็นหลุมเป็นนบ่อปล่องภูเขาไฟอยู่ทั่วไป ก่อให้เกิดวิวทิวทัศน์สวยสดงดงามและมีสีสัน

      สภาพโดยทั่วไปของเมืองโอ๊คแลนด์นนั้น บ้านเรือนส่วนใหญ๋เป็นบ้านชั้นเดียวหรือสองชั้นอออกแบบได้กลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศโดยไม่ต้องตกแต่งหรูหรา มีอาคารสูงบ้างเล็กน้อย ซึ่งมักเป็นสำนักงานของบริษัท บ้านเมืองดุสะอาดตา ริมฟุตบาทจะพบชาวบ้านนำถังขยะซึ่งแยกประเภทไว้แล้วมาตั้งไว้ ถังสูงไว้ใส่ขยะเปียก ส่วนขวดพลาสติก กระป๋องที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้จะแยกใส่ถังทรงงเตี้ย ถังใส่ขยะจะมีหลายเลขประจำแต่ละบ้าน โดยริมฝั่งถนนด้านหนึ่งเป็นเลขคู่ และฝั่งตรงข้ามจะเป็นเลขคี่ รถบริการเก็บขยะมาเก็บขยะตามเวลาและจะเก็บสลับวันกันตามวันคู่แ ละวันคี่ ชาวบ้านมีหน้าที่แยกขยะและนำถังใส่ขยะมาตั้งริมฟุตบาทตามวันและเวลา หากใครลืมนำถังขยะออกมาต้องรอจนกว่าจะถึงวันเก็บขยะงวดต่อไป จะนำถังขยะไปตั้งไว้ทที่บริเวณริมฟุตบาทฝั่งตรงข้ามไม่ได้ รถเก็บขยะจะมีถังแยกขยะแต่ละประเภทไวว้ ทำให้ขยะที่เก็บได้มีการแยกประเภทตั้งแต่ต้นกำเนิด ง่าจต่อการนำไปกำจัดและสามารถลดต้นทุนการกำจัดขยะได้เป็นอย่างดี ส่วนขยะที่เป็นเศษกระดาษหรือเศษหนังสือพิมพ์ชาวบ้านจะแยกใส่ถุงพลาสติกและนำมาตั้งไว้ข้างๆ ถังขยะริมฟุตบาท จะมีหน่วยงานรับผิดชอบมาทำการเก็บเพื่อนำไปจำหน่ายให้กับโรงงานรีไซเคิลกระดาษ ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะนำไปใช้กับองค์กรการกุศลต่างๆ ต่อไป

      เมืองโอ๊คแลนด์นี้แม้ว่าจะมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดของประเทศ มีจำนวนบ้านและรถยนต์ต่อประชากร 1 คน จัดอยุ่ในอัตราที่สูงที่สุดในโลก แต่ตามท้องถนนไม่มีปัญหาการจราจรติดขัด ยกเว้นตอนเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาเลิกงาน ถนนสายหลักและถนนมอเตอร์เวย์จะมีปัญหาการจราจรติดขัดบ้างพอสมควร

ศูนย์ปฏิบัติการสำรวจขั้วโลกใต้ของ Kelly Tarlton

      เป็นการจำลองศูนย์ปฏิบัติการในการสำรวจขั้วโลกใต้ของนักวิทยาศาสตร์ โดยภายในศูนย์จะมีการจำลองสภาพความเป็นอยู่ของนักวิทยาศาสตร์ อุปกรณ์และของใช้ตต่าง ๆ ที่จำเป็น ยารักษาโรค ห้องปฏิบัติการ เตียงนอน เสื้อผ้า นอกจากนั้นยังมีการฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับการสำรวจขั้วโลกใต้ รวมทั้งมีรายละเอียดประวัติการเดินทางสำรวจขั้วโลกใต้ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน นักวิทยาศศาสตร์ที่จจะเดินทางมาศึกษาขั้วโลกใต้นี้จะต้องฟิตสภาพร่างกายให้แข็งแรงจึงจะอาศัยอยู่ได้ เนื่องจากสภาพอากาศเบาบางและอุณหภูมิภายนอกศูนย์ฯ ติดลบ 40 – 50 องศาเซลเซียส ภายในศูนย์ปฏิบัติการยังมีการจำลองสภาพขั้วโลกใต้ในห้องกระจกซึ่งปรับอุณหภูมิติดลยเหมือนขั้วโลกใต้ซึ่งเต็มไปด้วยหิมะ มีฝูงนกเพนกวินอาศัยออยู่ภายในห้องดังกล่าวและมีการจัดรถไฟฟ้าให้ผู้เข้าชมนั่งเพื่อแล่นผ่านพื้นที่ที่จำลองเสมือนกำลังท่องไปยังขั้วโลกใต้จริง ภายในศูนย์ฯ ยังมีอุโมงค์กระจกใต้น้ำเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดิมชมปลาชนิดต่าง ๆ ที่ว่ายอยู่เหนืออุโมงค์ดังกล่าวว เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน ฯลฯ ปลาแต่ละชนิดมีขนาดไม่ใหญ่นัก เนื่องจากอุโมงค์กระจกใต้นน้ำที่นี่สร้างเป็นแห่งแรกของประเทศนิวซีแลนด์ จึงขนาดค่อนข้างเล็กและไม่สมบูรณ์แบบเมือเทียบกับอุโมงค์กระจกใต้น้ำที่เกาะใต้หรือประเทศอื่น ๆ

      ศูนย์ปฏิบัติการแห่งนี้สามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยยวมาเยือนจากการขายบัตรเข้าชม ถ่ายรูปโพสการ์ดและมีการตัดต่อให้ดูเสมือนว่าได้ถ่ายรูปอยู่ที่ขั้วโลกใต้จริง จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม และมีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ

ยอดเขาอีเดน (Mount Eden)

      เป็นยอดเขาสูงสุดที่สามารถชมทัศนียภาพของตัวเมืองโอ๊คแลนด์ มีความสูง 196 เมตร เป็นจุดหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยยวให้มาชม เนื่องจากมีทัศนียภาพที่งดงาม อากาศดีและเย็นสบาย แม้จะอยู่ในช่วงฤดูร้อน บนยอดเขาสามารถเห็นหลุมภูเขาไฟที่ดับแล้วหลายหลุม มีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง หลุมที่มีขนาดใหญ่มีชื่อว่า Tiakina Tenei Maunga Tapu ซึ่งมีหญ้าขึ้นปกคลุมพื้นผิวหลุมหมดแล้ว

ถ้ำไวโตโม (Waitomo Caves)

      เป็นเวลามากกว่า 100 ปีมาแล้วที่หนอนเรืองแสงในถ้าไวโตโมได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวหหลายล้านคคนจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชม ในอดีตไวโตโมอยู่ใต้ทะเล ต่อมามีการทับถมกกันของเปลือกหอย ปู กุ้งบนพื้นทะเลจจนกระทั่งก่อตัวเป็นหินปูน (Limestone) เมื่อ 30 ล้านปีก่อน เมื่อเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้หินปูนที่ก่อตัวขึ้นถูกยกขึ้นมาเหนือพื้นทะเล ความแปราะบางและการแตกร้าวของหินปูนก่อให้เกิดช่องทางเล็ก ๆ ให้น้ำไหลผ่านได้ เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนจะผสมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศกลายเป็นกรดคาร์บอนิก ซึ่งเป็นกรดอ่อนทำปฏิกิริยากับหินปูนเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซึมจากผิวดิน น้ำฝนซึ่งเป็นกรดอ่อน ๆ จะซึมผ่านรอยร้าวของหินปูนค่อย ๆ ละลายหินปูนจนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่หลาย ๆ ทางเชื่อมต่อกัน (ทางเดินภายในถ้ำ) การที่มีสายน้ำไหลผ่านร่องหินขนาดใหญ่ช่วยทำให้เกิดถ้ำไวโตโมอย่างที่เห็นทุกวันนี้ นอกจากนี้น้ำที่หยดลงมาจากหลังคาถ้ำยังก่อให้เกิดหินงอกและหินย้อย หินย้อยที่ยังเกาะตัวไม่แข็งแรงจะเห็นเป็นผลึกของหินปูนซึ่งมีลักษณะค่อนข้างใสและดูเงาแวววาว สิ่งเหล่านี้จะช่วยตกแต่งถ้ำตามกาลเวลาก่อให้เกิดความสวยงาม

      ภายในถ้ำไวโตโมนี้เป็นที่เติบโตของหนอนเรืองแสง (Glowworm) ซึ่งประเทศนิวซีแลนด์จะมีถ้ำหนอนเรืองแสงอีกแห่งทางเกาะใต้ หนอนเรืองแสงที่เห็นนั้นเป็นระยะตัวอ่อนของแมลงสัตว์ปีกเล็ก ๆ ที่มีลักษณะคล้ายยุงมีชื่อว่า Arachnocampa Luminosa ซึ่งจะปล่อยแสงออกมาจากตัวเพื่อล่อเหยื่อบินมาติดกับ หนอนเรืองแสงดูคล้ายกับแสงสะท้อนจากพุ่มไม้เวลาเดินผ่านตอนกลางคืน ตัวอ่อนของหนอนเรืองแสงจะปล่อยเมือกเหนียว ๆ ลงมาเป็นสายจากเพดานถ้ำเป็นเส้น ๆ ดูคล้ายกลุ่มของเส้นใยไหมที่ละเอียด หนอนนแต่ละตัวจะสร้างเส้นใยเมือกประมาณ 20 -30 เส้น แมลงตัวเล็ก ๆ คล้ายริ้นหรือแมลงมีปีกอื่น ๆ จะถูกดึงดูดความสนใจต่อแสงมาติดกับดักที่เส้นใยเมือก ซึ่งหนอนเรืองแสงจะทำการชักเส้นใยและกินแมลงเป็นอาหาร

วงจรชีวิตของหนอนเรืองแสง

      1. ระยะวางไข่ (Eggs) แมลงโตเต็มวัยจะวางใข่บนเพดานถ้าซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์กว่าจะฟักเป็นตัวอ่อน
      2. ระยะตัวอ่อน (Larva) หลังจากตัวอ่อนถูกฟักตัวออกจากใข่แล้วจะค่อย ๆ เจริญเติบโตจากขนาด 2 – 3 มิลลิเมตร จนถึงขนาดและรูปร่างคล้ายยุง ตัวอ่อนสามารถหากินเองได้จากการรปล่อยแสงออกมาล่อเหยื่อ ตัวอ่อนจะใช้เวลาประมาณ 6 – 9 เดือนในการเปลี่ยนเข้าสู่ระยะดักแด้
      3. ระยะดักแด้ ( Pupa) เป็นระยะที่ตัวอ่อนจะสร้างใยห่อหุ้มตัวเอง ก่อนที่จะเจริญเติบโตกลายเป็นแมลงโตเต็มวัย ดักแด้ใช้เวลา 12 วันจะกลายเป็นตัวแมลง
      4. ระยะแมลงโตเต็มวัย (Adult) เมื่อดักแด้เติบโตจนกลายเป็นแมลงโตเต็มวัยแล้วตัวผู้จะบินไปหาตัวเมืยเพื่อผสมพันธุ์ ภายหลังการผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะทำการวางไข่คราวละประมาณ 120 ฟอง แมลงโตเต็มวัยนี้ไม่มีปากจึงกินอาหารไม่ได้ แมลงระยะนี้จึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2 – 3 วันเท่านั้นก็จะตาย

ประวัติความเป็นมาของถ้ำหนอนเรืองแสง

      ถ้ำหนอนเรืองแสงตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อไวโตโม อยู่ห่างจากเมืองโอ๊คแลนด์ลงมาทางใต้ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นที่อยู่ของหนอนเรืองแสงนับล้านตัว ถ้ำนี้ถูกสำรวจพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1887 โดยผู้นำท้องถิ่นชาวเมารีชชื่อทาเน ติโนเรา (Tane Tinorau) และนักสำรวจชาวอังกฤษชื่อเฟรด เมส (Fred Mace) ทั้งสองได้ล่องแพซึ่งทำจากลำตันของฝ้าย (Flax Stems) ไปตามธารน้ำที่ไหลมาจากใต้ภูเขา ได้พบเห็นหนอนเรืองแสงเกาะอยู่เต็มผนังถ้ำทุกด้านอยู่ภายในถ้ำมือ มองดูราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดาวเต็มท้องฟ้าไปหมด ทั้งสองได้เข้าไปทำการสำรวจหลายครั้งรวมถึงบริเวณชั้นล่างของถ้ำ หลังจากนั้นทาเนได้เข้าไปสำรวจชั้นบนของถ้ำตามลำพังและสำรวจพบว่ามีทางเข้าถ้ำที่สะดวกสบาย ในปี ค.ศ.1888 ทาเนและครอบครัวเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวเข้าชมโดยคิดค่าบริการเพียงเล็กน้อย เมื่อข่าวได้แพร่กระจายออกไปถึงความงามของถ้ำไวโตโมและหนอนเรืองแสง ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาชมจึงเกิดปัญหาความวุ่นวายจากการแย่งกันเป็นไกด์ มีการดักปล้นและกรรโชกทรัพย์ ทำให้ทางการต้องเข้ามายึดกิจการนำชมถ้ำไวโตโมไปจัดการเสียเอง จนกระทั่งปปี ค.ศ.1989 จึงได้คืนสิทธิบางอย่างกลับมาให้ลูกหลานของทาเน โดยมอบส่วนแบ่งค่าเข้าชมมให้พร้อมกับเปิดโอกาสให้เข้าร่วมบริหารกิจการการเข้าชมถ้ำด้วย

การเข้าไปในถ้ำไวโตโมเพื่อชมหนอนเรืองแสง

      ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเข้าไปชมถ้ำไวโตโมและหนอนเรืองแสง จะมีเจ้าหน้าที่อธิบายให้นักท่องเที่ยวทราบถึงข้อปฏิบัติที่ควรกระทำ 3 ข้อ คือ
      1. ห้ามส่งเสียงดัง
      2. ห้ามถ่ายรูปหรือวีดีดอ
      3. ห้ามจับหินงอกหรือหินย้อย

      ข้อห้ามสองข้อแรกเพื่อไม่ต้องการรบกวนหนอนเรืองแสง ส่วนข้อสามเป็นการป้องกันความเสียหายจากหินงอกหรือหินย้อยหัก เนื่องจากหินงอกหรือหินย้อยที่ก่อตัวยังไม่นานจะมีความเปราะบาง แตกหักได้ง่าย หากไม่ปฏิบัติตามและก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นจะถูกลงโทษจำคุก 2 เดือน หรือลงโทษปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญ หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีนักท่องเที่ยวทำหินย้อยหัก หลังฟังข้อแนะนำเรียบร้อยแล้วจึงเข้าไปชมถ้ำได้ บริเวณภายในถ้ำมีการสร้างบันไดและราวจับอย่างดี มั่นคงแข็งแรงเพื่อความสะดวกในการเข้าชม หินงอกหรือหินย้อยแม้ว่าจะไม่สวยงามนักเมื่อเทียบกับเมืองไทย แต่ก็มีการอนุรักษ์เป็นอย่างดี โดยบริเวณหินงอกหรือหินย้อยที่มีโอกาสถูกทำลายได้ง่ายจะทำรั้วเหล็กล้อมรอบไว้ และมีสัญลักษณ์ห้ามจับติดไว้คอยเตือนนักท่องเที่ยว ภายในถ้ำมีความสูงประมาณ ๑๔ เมตร อุณหภูมิภายในถ้ำเฉลี่ย ๑๖ องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี ความยาวถ้ำที่ให้เดินยาวประมาณครึ่งกิโลเมตร ตามฝาผนังของถ้ำจะเห็นรอยระดับน้ำซึ่งน้ำท่วมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วเนื่องจากมีฝนตกหนักมาก และพบหินขนาดใหญ่ที่หักจากเพดานถ้ำตกลงมายังพื้นดินเมื่อประมาณ ๔,๐๐๐ ปีก่อน ภายหลังการชมชั้นบนและชั้นล่างของถ้ำเรียบร้อยแล้วจ้าหน้าที่จะพาไปนั่งเรือเพื่อชมหนอนเรืองแสง ซึ่งลำหนึ่งจะจุผู้โดยสารได้ประมาณ ๑๐ คน ขั้นตอนนี้จะต้องใช้ความเงียบเจ้าหน้าที่จะยือนบริเวณหัวเรือเพื่อจับสายเคเบิลซึ่งขึงเป็นแนวต่ำจากเพดานถ้ำจนกระทั่งถึงทางออกของถ้ำเพื่อให้เรือค่อย ๆ เคลื่อนไปตามสายเคเบิลโดยไม่ต้องภายเรือ ผู้โดยสารต้องคอยระวังหินย้อยในบางช่วง ภายในถ้ำซึ่งมืดจะมองเห็นแสงระยิบระยับตามเพดานถ้ำเต็มไปหมด

๒.๒ เมืองโรโตรัว (Rotorua)

      โรโตรัวเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดในเกาะเหนือ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมทะเลสาบโรโตรัวอยู่ห่างจากโอ๊คแลนด์ลงมาทางใต้โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมง เป็นเมืองที่มีชาวเมารีอาศัยอยู่มากที่สุดประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ คน จึงสร้างเสน่ห์และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมากเนื่องจากสามารถสัมผัสวัฒนธรรมเมารีที่แท้จริงได้ที่นี่

พาราไดซ์แวลลีย์ สปิงส์ (Paradise Valley Springs)

      เป็นสวนป่าธรรมชาติ ซึ่งใช้เป็นสถานที่นอกจากอนุรักษ์ป่าและลำธารตามธรรมชาติแล้วยังใช้เป็นสถานที่เลี้ยงและเพาะพันธุ์ปลาเทร้าท์ นก หงส์ เป็ด และสัตว์ป่าพันธุ์หายาก เริ่มเปิดกิจกการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๙๓๙ ภายในสวนป่าตกแต่งได้กลมกลืนกับธรรมชาติมีต้นไม้ขนาดใหญ่มากมายทำให้ร่มรื่นแซมด้วยต้นเฟิร์น มีลำธารนองโกฮ้าซึ่งเป็นลำธารตามธรรมชาติไหลผ่านสวนป่าแห่งนี้ ลำธารสายนี้เป็นลำธารหลักที่ปลาเทร้าท์จากทะเลสาบโรโตรัวกว่า ๒ หมื่นตัว ว่ายเข้ามาวางไข่ทุกปี ปลาเทร้าท์ที่นี่มีหลายสายพันธุ์ ที่พบมากที่สุดคือพันธุ์เรนโบว์ รองลงไปเป็นพันธุ์สีน้ำตาลและสีฟ้า ภายในส่วนป่าแห่งนี้ยังมีน้ำแร่ธรรมชาติทีไวรีก้าซึ่งเป็นน้ำแร่ธรรมชาติที่ไหลเซาะมาตามป่า ทีไวรีก้ามีความหมายว่าน้ำที่มีรสหวาน ชาวเมารีในสมัยโบราณซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ได้ใช้น้ำแร่นี้ให้นักรบที่ได้รับบาดเจ็บและผู้เจ็บป่วยดื่มรักษา เชื่อว่าสมารถบำบัดอาการเจ็บป่วยได้ น้ำแร่แห่งนี้ได้ผ่านการตรวจสอบจากสถาบันวิทยาศาสตร์แล้วว่าเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ สามารถนำมาใช้ดื่มได้เลย น้ำแรธรรมชาตินี้มีกำเนิดมากกว่า ๑๐๐ ปี มีอัตราการไหลประมาณ ๖๐ ลิตรต่อวินาที และใช้เลี้ยงปลาเทร้าท์ในบ่อปลาอนุบาลด้วยจนกระทั่งอายุประมาณ ๑ ปี จึงปล่อยลงสู่ลำธารตามธรรมชาติ

      ภายในสวนป่าแห่งนี้ยังมีการลี้ยงสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น อะพอสซั่มส์และวอลลาบีส์ซึ่งนำเข้าจากออสเตรเลีย สิงโตอัฟริกัน หมูกัปตันคุกเกอร์ กวางแฟลโลว แกะป่า ปลาไหลป่า เคีย(นกแก้ว) นกทุย นกพิราบวู้ด นกเบล นกแฟนเทล นกเกรย์ นกเค้าแมวมอร์พอร์ค และมีหนองน้ำสำหรับเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น หงส์ดำ เป็ดนิวซีแลนด์ ขยายพันธุ์ในบริเวณบึง หนองน้ำและพื้นที่เปียกชื้น มูลสัตว์และเศษอาหารจากหนองน้ำแห่งนี้จะใช้การบำบัดตามธรรมชาติ ผ่านบริเวณที่เป็นพืชน้ำ ส่วนที่เป็นตะกอนจะจมก้น ส่วนบนจะเป็นน้ำใสก่อนจะระบายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

อะโกรโดม (Agrodome)

      เป็นฟาร์มเลี้ยงแกะซึ่งปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยนำคณะนักท่องเที่ยวชมโดยรอบฟาร์มที่จัดแต่งอย่างลงตัวและเป็นธรรมชาติ ฟาร์มแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองโรโตรัวราว ๑๐ กิโลเมตร ภายในมีอาคารสำหรับจัดการแสดง สร้างเหมือนโรงนาขนาดใหญ่ มีเวทีสูง และอัฒจันทร์เป็นชั้น ๆ ลดหลั่นกันลงมาสำหรับให้แกะมายืนโชว์ตัว และติดป้ายชื่อสายพันธุ์ของแกะจากทั่วโลก ๑๙ สายพันธุ์ อัฒจันทร์แต่ละชั้นจะมีเสาเหล็กไว้คล้องยึดแกะไม่ให้ไปไหน และมีกรวยเหล็กสำหรับใส่อาหารเพื่อล่อให้แกะยอมยืนอยู่กับที่บนอัฒจันทร์ มีการสาธิตวิธีการประมูลซื้อ – ขายแกะ นำแกะแต่ละสายพันธุ์ขึ้นไปโชว์ทีละสายพันธุ์ เริ่มจากสายพันธุ์ที่แพงที่สุดในโลก พร้อมอธิบายถิ่นกำเนิด ลักษณะของแต่ละสายพันธุ์และคุณสมบัติของขนแกะ แกะบางชนิดเหมาะสำหรับผลิตขน บางชนิดเหมาะสำหรับผลิตน้ำนม และบางชนิดเหมาะสำหรับผลิตเนื้อที่มีคุณภาพ ทั้ง ๑๙ สายพันธุ์มีดังนี้ เมอร์ริโน โรมนีย์ คอร์ริเดล เชเวียท บอร์เดอร์เลสเตอร์ เพอเรนเดล อิงลิชเลสเตอร์ คูปเวิร์ท ลินคอล์น เทกซ์เซล ดอร์เซท – ฮอร์น โพล – ดอร์เซท ดรายส์เดล อิสท์ – ฟรีเชียน ซัลโฟลค์ เซาทธ์ - ซัลโฟลค์ เซาทธ์ – ดาวน์ ดอร์เซท – ดาวน์ และแบล็ค – โรมนีย์ ซึ่งบางสายพันธุ์เกิดจากการผสมพันธ์ของแกะสองสายพันธุ์เพื่อต้องการลักษณะเด่นของแต่ละสายพันธุ์มาอยู่ในตัวลูกซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ มีการสาธิตวิธีการควบคุมฝูงแกะโดยสุนัขต้อนแกะ สาธิตวิธีรีดนมแกะ โชว์การตัดขนแกะ โดยแต่ละวันจะมีการสาธิต ๓ รอบ ส่วนการชมฟาร์มจะมีวันละ ๔ รอบ ภายหลังชมการแสดงเสร็จจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปและสัมผัสสุนัขและแกะ รวมทั้งมีการจัดจำหน่ายของที่ระลึกและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากแกะ เช่น ครีมบำรุงผิว ครีมลบรอยเหี่ยวย่น พรม ฯลฯ

รถกระเช้าชมยอดเขา (Skyline Enterprises)

      บริเวณใกล้ ๆ กับเรนโบว์ฟาร์มจะมีสถานีรถกระเช้าขึ้นชมยอดเขาโงโงทาฮา (mount Ngongotaha) สูง ๙๐๐ เมตรจากพื้นดิน เมื่อนั่งรถกระเช้าขึ้นไปถึงสถานีบนเขาจะมีเครื่องเล่นที่เรียกซิมูเลเตอร์ (Simulator) เป็นการสร้างภาพจำลองโดยให้ความรู้สึกเสมือนกำลังเล่นสกีลงเขา แข่งมอเตอร์ไซด์ นั่งเจ็ตโบ้ทหรือนั่งเครื่องบินรบทะยานอยู่กลางอากาศ มีรถกล่องสบู่ (Luge) ให้ขับโดยใช้แฮนด์รถบังคับทิศทางและใช้โยกบังคับความเร็วหรืเบรกให้รถหยุด โดยเริ่มต้นขับจากยอดเขาค่อย ๆ วิ่งลัดเลาะลงมาตามไหล่เขา ถนนที่ใช้ขับมีให้เลือก ๓ เส้นทาง สำหรับผู้ที่มีความชำนาญมาก ชำนาญปานกลางและเพิ่งหัดขับ ระยะทางทั้งสามเส้นทางประมาณ ๕ กิโลเมจร ผู้ที่จะขับขี่จะต้องสวมหมวกกันน็อคทุกคน เมื่อขับลงมาถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว จะมีรถกระเช้าให้นั่งเพื่อกลังขึ้นไปบนยอดเขาใหม่ ระหว่างนั่งรถกระเช้าสามารถชมทิวทัศน์ได้ และพบเห็นถนนที่ตัดไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ขึ้นไปบนยอดเขา นอกจากนั้นบนยอดเขายังมีเครื่องเล่นคล้ายชิงช้านั่งได้ครั้งละ ๓ คน เรียก Sky Swing โดยแกว่งสูงจากพื้นดินประมาณ ๕๐ เมตร ด้วยความเร็ว ๑๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเป้ายิงปืนสำหรับทดสอบความแม่น มีเฮลิคอปเตอร์บินชมทิวทัศน์จุได้ครั้งละ ๖ คน มีจะชมทิวทัศน์โดยเฉพาะทะเลสาบโรโตรัวและยอดเขาทาราเวร่า (Mount Tarawera) มีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มภัตตาคารร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ สวนดอกไม้ สิ่งสำคัญที่ได้พบเห็นคือ มีแบบสอบถามความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่อการบริการในแต่ละจุ สิ่งที่อยากเห็นหรืออยากให้ปรับปรุง ชื่อและที่อยู่ของนักท่องเที่ยวและเวลาที่ได้มาเที่ยวชม โดยจัดตู้รับแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นให้หย่อนก่อนเดินทางกลับ

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเมารี (Te Puia)

      ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเมารีก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๙๖๓ จากการที่รัฐบาลออกพระราชบัญญัติคุ้มครองและรักษาศิลปวัฒนธรรมและการช่างของเมารีขนานแท้ โดยจัดให้มีการถ่านทอดแก่ชาวเมารีสืบต่อกันไปและรัฐบาลให้งบประมาณสนับสนุน รายได้ที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าจะนำมาลงทุนใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ข้างต้น ชาวเมารีมีการเรียนรู้การสานตะกร้า ทอผ้าและทอเสื่อ การแกะสลักโบสถ์ เรือพาย อาวุธ และเครื่องประดับ งานเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตของชาวเมารี และนับเป็นเรื่องเศร้าหากต้องสูญเสียทักษะของงานฝีมือดังกล่าว ในการเข้าชมศูนย์ดังกล่าวจะต้องเดินผ่านซุ้มประตูไม้แกะสลักสีแดง ข้างในศูนย์จะมีชาวเมารีแท้ ๆ สาธิตการแกะสลักไม้และทำเครื่องจักสานให้ชม จากนั้นจะเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง บ้านโบราณและเรือโบราณตั้งแสดง มีการแสดงระบำเมารีและการร้องเพลงให้ชมทุกวันเวลา ๑๒.๑๕ นาฬิกา

      บริเวณด้านหลังของศูนย์จะเป็นหมู่บ้านของชาวเมารีซึ่งตั้งบนหุบเขาที่ร้อนเรียก Whakrewarewa Geothermal Valley เนื่องจากบริเวณดังกล่าวจัดได้ว่าเป็นบริเวณที่มีเปลือกโลกบางที่สุด บริเวณดังกล่าวจึงมีบ่อโคลนกำลังเดือด ไอน้ำร้อนลอยขึ้นมาจากพื้นดิน และมีน้ำพุร้อน (Pohutu Geyser) พุ่งขึ้นเหนือพื้นดินสูงราว ๓๐ เมตร ประมาณ ๑ – ๒ ครั้งต่อชั่วโมง หากถอดรองเท้าเพื่อให้เท้าสัมผัสพื้นดินจะรู้สึกอุ่นและสั่นสะเทือน

      นอกจากนี้ยังมีศูนย์เพาะเลี้ยงและวิจัยนกกีวี (Kiwi) เนื่องจากแต่เดิมชาวเมารีได้ฆ่านกอีมูและนกกีวีเป็นจำนวนมากจนแทบจะสูญพันธุ์ ในปัจจุบันจึงพยายามอนุรักษ์นกกีวีไว้ นกกีวีจะออกไข่เพียงปีละฟอง ชอบอาศัยในที่มืดและกินแมลงในดินเป็นอาหาร นกชนิดนี้บินไม่ได้ สามารถปรับสายตาให้มองเห็นได้ดีตอนกลางคืน การเข้าชมนกกีวีจะมีกฎระเบียบห้ามถ่ายรูป เพราะแสงจะรบกวนความเป็นอยู่ของนกกีวี

ศูนย์อาบน้ำแร่สไตล์ชาวโพลีนีเชี่ยน (Polynesian Spa)

      เป็นศูนย์อาบน้ำแร่สไตล์โพลีนีเชี่ยนที่นำน้ำแร่ที่ร้อนจากใต้พื้นพิภพมาใช้ในการบำบัดรักษาสุขภาพและบำบัดโรค เช่น โรคข้ออักเสบ โรคเครียด โรคปวดศีรษะ โรคผิวหนัง และโรคภูมิแพ้เป็นต้น ศูนย์แห่งนี้ได้รับการโหวตให้เป็นส่วนหนึ่งให้เป็นหนึ่งในสิบของสปาที่ดีที่สุดในโลกในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ และ ๒๐๐๕ โดย Conde’ Nast Traveller เปิดให้บริการใน ๒ ลักษณะ คือ

๑. การแช่อาบน้ำแร่และการนวดเพื่อการรักษา

      นักท่องเที่ยวที่ต้องการให้บริการประเภทนี้จะต้องจองล่วงหน้า เนื่องจากมีห้องนวดเพียง ๘ ห้อง ลูกค้าทุกรายต้องผ่านการแช่อาบน้ำแร่ร้อนๆ ก่อน ซึ่งเป็นสระตื้น ๆ ที่ตกแต่งด้วยหินให้กลมกลืนกับธรรมชาติจำนวน ๔ สระ อุณหภูมิแต่ละสระจะแตกต่างกันออกไป โดยเริ่มตั้งแต่ ๓๖ องศาเซลเซียส จนกระทั่งถึง ๔๒ องศาเซลเซียส แต่ละสระสามารถมองเห็นอ่าวกำมะถัน (Sulphur Bay) ของทะเลสาบโรโตรัว ทางศูนย์ฯ จะมีห้องให้เปลี่ยนเสื้อผ้า ตู้ใส่เสื้อผ้า สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัวและเครื่องเป่าผมให้แห้งไว้บริการ การแช่อาบน้ำแร่ควรจากสระที่มีอุณหภูมิต่ำที่สุดก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นตามลำดับ แต่ละสระควรแช่อย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมง ภายหลังแช่อาบน้ำแร่แร่เสร็จถึงจะมาใช้บริการนวดตัวตามที่จองไว้ ซึ่งปกติเปิดให้จองได้ทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ถึง ๒๑ นาฬิกา สามารถจองได้ครั้งละครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง หรือนานกว่านั้นถ้าต้องการ การนวดตัวมี ๒ ชนิดให้เลือก คือนวดแบบเปียก และนวดแบบแห้ง การนวดแบบเปียกจะมีบริการ ๓ ห้อง เป็นการนวดภายใต้การใช้น้ำมันมะพร้าวอุ่น ๆ ทาลงบนตัวเพื่อใช้ในการนวด วิธีการนี้นำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. ๑๙๐๐ เรียก Aix Spa Massage และการนวดที่ใช้โคลนร้อน ๆ ซึ่งมีสภาพเป็นด่างทาลงบนตัวก่อนการนวด มีการใช้น้ำผึ้งซึ่งมีคูณสมบัติในการช่วยสมานแผลมาใช้ในการะบวนการนวดร่วมด้วยส่วนการนวดแบบแห้งจะมีให้บริการจำนวน ๕ ห้อง

๒. การแช่อาบน้ำแร่

      มีสระสำหรับแช่อาบน้ำแร่อยู่ ๓ ประเภท คือ

      ก. สระสำหรับบุคคลทั่วไป จะมีสระน้ำแร่สำหรับผู้มาใช้บริการแช่อาบอยู่ ๔ สระ สระแรกเป็นสระใหญ่ลักษณะเหมือนสระว่ายน้ำ มีระดับน้ำลึกประมาณ ๑ เมตร อุณหภูมิของน้ำแร่อยู่ที่ ๓๘ องศาเซลเซียส ส่วนอีก ๓ สระเป็นสระน้ำแร่ขนาดเล็กกว่า สามารถมองเห็นทะเลสาบสภาพน้ำจะมีความเป็นกรดอ่อน ๆ ถูกควบคุมอุณหภูมิระหว่าง ๓๕ ถึง ๔๒ องศาเซลเซียส ทั้ง ๓ สระนี้มีชื่อว่า Priest Spa ซึ่งตั้งชื่อตามบาทหลวงชาวแคทอลิกชื่อ Mahoney ซึ่งเคยมาใช้บริการสปาตั้งแต่ปลาย ค.ศ. ๑๘๐๐ เพื่อรักษาข้ออักเสบ ตั้งแต่นั้นมามีประชาชนหลายล้านคนมาใช้บริการ พบว่าสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะและความเจ็บปวดอื่น ๆ ได้

      ข. สระส่วนตัว มีสระประเภทนี้อยู่ ๑๗ สระอยู่ในห้องส่วนตัว ค่าบริการจะแพงกว่าสระสำหรับบุคคลทั่วไป ให้เช่าครั้งละครึ่งชั่วโมง แต่ละสระมีขนาดใหญ่พอสมควรสามารถรองรับลูกค้าได้ถึง ๖ คน มีวาล์วน้ำร้อนและน้ำเย็นสำหรับเปิด – ปิด เพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำแร่ตามต้องการ

      ค. สระสำหรับครอบครัว มีสระน้ำขนาดใหญ่ที่ใส่คลอรีนฆ่าเชื้อโรคเหมือนสระน้ำทั่วไปสำหรับเด็ก สามารถปรับอุณหภูมิของน้ำได้ตามฤดูกาล ถัดไปจะมีสระน้ำแร่อีก ๒ สระ อุณหภูมิน้ำแร่อยู่ที่ ๓๗ องศาเซลเซียส และ ๔๐ องศาเซลเซียส สำหรับให้ผู้ใหญ่ลงไปแช่อาบ ขณะแช่อาบอยู่สามารถมองเห็นเด็กเล่นน้ำในสระใหญ่ได้ เด็กที่จะว่ายน้ำในสระใหญ่หากมีอายุต่ำกว่า ๑๒ ปีควรมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย แต่หากเป็นเด็กอายุน้อยกว่า ๘ ปี จะต้องมีผู้ใหญ่อยู่ในสระน้ำด้วย

โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้ดิน

ระบบความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Systems)

      ภายในของโลกเป็นแหล่งพลลังงานมหาศาลที่กระจายอยู่ทั่วไป มีพลังงานความร้อนมากเพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ ความร้อนภายในโลกส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้ในชั้นหินหรือแมกมาเมื่อฝนตกน้ำฝนจะซึมลงดินผ่านรอยร้าวและโพลงเล็ก ๆ ในหินก่อให้เกิดน้ำร้อน ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำเย็น น้ำร้อนจึงถูกดันขึ้นมายังผิวดินในลักษณะของน้ำพุร้อน บ่อน้ำร้อนหรือไอน้ำร้อนซึ่งระบบความร้อนและความบางของเปลือกโลก

      ระบบความร้อนใต้พิภพสามารถแบ่งอกได้เป็น ๒ ชนิด คือ

      ๑. ระบบอุณหภูมิสูง (High Temperature Systems) ความร้อนจะมาจากแมกมาจึงสัมพันธ์กับปรากฏการณ์เกี่ยวกับภูเขาไฟและแมกมาที่อยู่ตื้น ๆ เช่น ภูเขาไฟบริเวณเทาโป (Taupo Volcanic Zone)

      ๒. ระบบอุณหภูมิต่ำ (low Temperature Systems) น้ำจะมีอุณหภูมิระหว่าง ๓๐ องศาเซลเซียส ถึง ๑๐๐ องศาเซลเซียส จึงสัมพันธ์กับรอยเลื่อนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาหรือบริเวณภูเขาไฟที่ดับแล้ว น้ำฝนที่เย็นจะค่อย ๆ ซึมผ่านชั้นหินลึกลงไปถึง ๕ กิโลเมตร น้ำจะถูกทำให้ร้อนขึ้นโดยหินที่อุ่น และดันน้ำขึ้นมาตามช่องทางรอยเลื่อนขึ้นมาสู่ผิวดินในลักษณะของบ่อน้ำร้อนหรือน้ำพุร้อน

พลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศนิวซีแลนด์ (Geothermal Energy in New Zealand)

      ประเทศนิวซีแลนด์มีความร้อนใต้พิภพทั้งระบบอุณหภูมิสูงและอุณหภูมิต่ำ โดยระบบอุณหภูมิต่ำมักพบบริเวณครึ่งบนของเกาะเหนือและบริเวณตอนกลางของเกาะใต้ ส่วนระบบอุณหภูมิสูงจะพบเฉพาะบริเวณที่สัมพันธ์กับภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ เช่น บริเวณตอนเหนือและตอนกลางของเกาะเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณภูเขาไฟ เทาโป จึงมีการนำความร้อนใต้พิภพดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่ Wairakei และ Ohaaki ใช้เป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่นที่ Whakarewarewa, Waimangu และ Waiotapu ใช้สำหรับให้ความอบอุ่นกับคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะในฤดูหนาวเช่นที่โรโตรัว และบ้างใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเช่นที่ Kawerau

การผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศนิวซีแลนด์

      เริ่มจากการก่อตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของนิวซีแลนด์เมื่อปี ค.ศ.๑๙๑๔ หน่วยงานดังกล่าวเป็นของรัฐ เริ่มก่อสร้างสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งแรกบริเวณทะเลสาบ Coleridge ปัจจุบันมีสถานีผลิตกระแสไฟฟ้า ๓๘ แห่ง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้า ๗,๓๒๘ เมกกะวัตต์ คิดเป็น ๙๖ เปอร์เซ็นต์ของกระแสไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศนิวซีแลนด์ โดยในปี ค.ศ. ๑๙๘๗ หน่วยงานดังกล่าวได้จดทะเบียนเป็นรัฐวิสาหกิจ ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลนิวซีแลนด์และบริหารงานโดยคณะกรรมาธิการบริหาร มีหน้าที่หลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าและจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังบริษัทย่อยเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่ครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมอีกทอดหนึ่ง

      ในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศนิวซีแลนด์นั้น ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ผลิตจากพลังน้ำ โดยมีสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำทางเกาะเหนือ ๒ แห่ง และทางเกาะใต้อีก ๒ แห่ง อีก ๗ เปอร์เซ็นต์ มาจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยมีสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำ ๒ แห่ง คือที่ Wairakei และ Ohaaki ซึ่งอยู่ทางเกาะเหนือ ทั้ง ๒ สถานีสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ ๒๕๙ เมกกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ผลิตจากการเผาไหม้ก๊าซและถ่านหินซึ่งมีสถานีอยู่ทางเกาะเหนือ รวมทั้งผลิตจากพลังลมบนเขาเหนือเมืองเวลลิงตัน (Wellington) ส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ไม่มีการใช้เนื่องจากถูกต่อต้านโดยสาธารณชน

การผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำ

สถานีผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำไวรากิ (Wairakei)

      ไวรากิเป็นสถานที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากความร้อนใต้พิภพแห่งที่สองของโลก (แห่งแรกอยู่ในประเทศอิตาลี) ก่อสร้างขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๕๘ การเลือกสถานที่ดังกล่าวในการผลิตกระแสไฟฟ้าเนื่องจากเป็นแหล่งให้ความร้อนใต้พิภพ และอยู่ใกล้แม่น้ำไวกาโต (Waikato) จึงสามารถใช้น้ำในแม่น้ำสำหรับหล่อเย็น นอกจากนี้พื้นที่บริเวณดังกล่าวยังไม่มีการพัฒนาและไม่ได้ใช้ในการก่อให้เกิดประโยชน์อื่นใด บ่อที่เจาะเพื่อนำไอน้ำร้อนมาผลิตกระแสไฟฟ้าจะอยู่ห่างจากสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณ ๒ กิโลเมตร แต่เนื่องจากไอน้ำที่ถูกนำมาใช้จะมีปริมาณค่อย ๆ ลดลงปีละ ๓ – ๕ เปอร์เซ็นต์ จึงต้องมีการขุดบ่อทดแทนบ่อแรก ๆ เป็นระยะ ปัจจุบันมีบ่อที่ขุดอยู่ประมาณ ๕๐ บ่อคาดว่าสามารถใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างน้อย ๒๐ – ๒๕ ปี โดยในขณะนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ของประมาณไฟฟ้าที่ต้องการใช้ภายในประเทศ

สถานีผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำโอฮาอากิ (Ohaaki)

      Ohaaki เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. ๑๙๘๙ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเทาโปประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ชื่อของสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าตั้งขึ้นตามผู้นำท้องถิ่นชาวเมารี โดยเริ่มทำการสำรวจตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๖๖ – ๑๙๗๑ และทำการเจาะบ่อทั้งหมด ๒๕ บ่อ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ๑๒๐ เมกกะวัตต์ ในปลายปี ค.ศ. ๑๙๗๐ ได้ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและได้ทำข้อตกลงร่วมกันกับ Ngati Tahu ซึ่งเป็นชาวเมารีเจ้าของพื้นที่ในการร่วมลงทุน ซึ่งรัฐบาลนิวซีแลนด์ได้ให้ความเห็นชอบในปี ค.ศ. ๑๙๒๘ โดยให้ชาวชาวเมารีเป็นผู้บริการจัดการภายใต้การดูแลของคณะกรรมการไวรากิ การแยกไอน้ำและน้ำออกจากกัน (Steam – water Separation)

      น้ำร้อนใต้ดินที่นำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งที่ Wairakei และ Ohaaki จะมีอุณหภูมิสูงระหว่าง ๒๓๐ – ๒๖๐ องศาเซลเซียส และมีไอน้ำเพียงเล็กน้อย เมื่อน้ำร้อนเหล่านี้ถูกนำขึ้นมายังผิวโลกจะมีความดันลดลง น้ำร้อนจะกลายเป็นไอน้ำประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่การปั่นกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้านั้นต้องใช้ไอน้ำแห้งคุณภาพสูง จึงต้องแยกไอน้ำออกจากน้ำร้อน โดยในปี ค.ศ. ๑๙๕๐ นักวิศวกรได้พัฒนาเทคโนโลยีในการแยกไอน้ำออกจากน้ำร้อนโดยใช้ถังเป็นภาชนะทรงกระบอกปั่นด้วยความเร็วสูง จะเกิดแรงปั่นเข้าสู่ศูนย์กลางทำให้ส่วนที่เป็นน้ำจมสู่ก้นภาชนะ ส่วนที่เป็นไอน้ำซึ่งเบากว่าจะลอยขึ้นสู่ข้างบนมายังท่อกลางภายในภาชนะเพื่อป้อนไปยังสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าโดยไอน้ำส่วนนี้จะมีความดันอยู่ที่ ๔.๕ บาร์กอส ส่วนน้ำร้อนที่จมสู่ก้นภาชนะจะถูกส่งต่อไปยังถังแยกไอน้ำถังที่สอง เมื่อน้ำร้อนส่วนนี้มีความดันลดลงเป็นเหตุให้น้ำเดือดและปล่อยไอน้ำออกมายังถังแยกไอน้ำถังที่สอง น้ำร้อนที่เหลือจากการแยกไอน้ำจะถูกส่งต่อไปยังเครื่องระงับเสียง (Silencer) เพื่อลดความดันลงมาเท่าความดันของบรรยากาศโดยการปล่อยไอน้ำซึ่งมีความดัน ๑.๗ บาร์กอส ออกสู่บรรยากาศ ซึ่งจะเห็นเป็นกลุ่มควันสีขาวลอยขึ้นสู่อากาศ ส่วนน้ำร้อนซึ่งถูกลดอุณหภูมิลงแล้วจะถูกปล่อยลงสู่ลำน้ำไวรากิ ในอนาคตน้ำร้อนส่วนนี้จะถูกอัดลงสู่ใต้ดินเพื่อนำมาใช้ใหม่ และบางส่วนจะถูกส่งไปยังกุ้งในฟาร์มบริเวณใกล้เคียงกับสถานีผลิตกระแสไฟฟ้า

การอัดฉีดน้ำลงสู่ใต้ดิน (Reinjection)

      การอัดฉีดน้ำลงสู่ใต้ดินโดยวิธีการหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนน้ำผิวดินและเป็นการเติมทรัพยากรน้ำลงสู่ใต้ดิน เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากการอัดฉีดน้ำที่เย็นกว่าลงไปในแหล่งน้ำร้อนบ่อที่ใช้ในการอัดฉีดน้ำลงไปมักจะขุดห่างจากแหล่งที่เอาน้ำร้อนขึ้นมาใช้ อาจเป็นบริเวณข้างเคียงแหล่งหินร้อน ๆ หรือนอกพื้นที่บริเวณที่เอาน้ำร้อนขึ้นมาใช้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาติดตามน้ำที่อัดฉีดลงไปว่ามีการไหลของน้ำใต้ดินอย่างไร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแหล่งที่ให้น้ำร้อนขึ้นมาใช้

      ที่สถานีผลิตกระแสไฟฟ้า Ohaaki น้ำที่แยกออกมาจากถังไอน้ำที่สองจะถูกปั๊มลงบ่อซึ่งอยู่ชายของพื้นที่จำนวน ๘ บ่อ ด้วยความดัน ๒๕ บาร์กอส คิดเป็นปริมาณน้ำที่ได้จากกรบวนการแยกน้ำออกจากไอน้ำ ๑,๘๐๐ ตันต่อชั่วโมง และเป็นน้ำที่ได้จากการควบแน่นของไอน้ำอีก ๒๕๐ ตันต่อชั่วโมง ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าประมาณ ๕ เมกกะวัตต์ ในการปั๊มน้ำผ่านเครื่องปั๊ม ๑๘ ตัว

      ส่วนสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าที่ Wairakei เมื่อตอนแรกสร้างยังไม่รู้จักเทคนิคการอัดฉีดน้ำลงสู่ใต้ดิน เพิ่งจะเริ่มมีการศึกษาในปี ค.ศ. ๑๙๘๐ และทราบถึงการไหลของน้ำใต้ดินจึงช่วยในการออกแบบระบบการอัดฉีดน้ำลงใต้ดินเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยต่อการผลิตน้ำร้อน กระบวนการอัดฉีดน้ำลงใต้ดินของสถานีผลิตกระแสไฟฟ้า Wairakei จะช่วยให้น้ำไหลภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกไปยังบ่อที่ขุดสำหรับอัดฉีดน้ำลงไป ซึ่งกำลังดำเนินการในระยะแรก ท่อส่ง (The Pipelines)

      ไอน้ำจะถูกส่งมายังสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าที่ Wairakei ด้วยความเร็ว ๒๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นไอน้ำประมาณ ๑,๔๐๐ ตันต่อชั่วโมง ส่งผ่านตามท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๓๐๐ – ๑,๒๒๐ มิลลิเมตร ทั้งหมด ๑๑ ท่อ คิดเป็นความยาวท่อทั้งหมดมากกว่า ๗๐ กิโลเมตร ซึ่งท่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑,๒๒๐ มิลลิเมตรนี้ จัดเป็นท่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

      ส่วนที่สถานี Ohaaki ไอน้ำประมาณ ๗๐๐ ตันต่อชั่วโมงจะถูกส่งไปยังสถานีผลิกระแสไฟฟ้าด้วยท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๗๐๐ มิลลิเมตร ๒ ท่อ และ ๑,๐๐๐ มิลลิเมตร ๑ ท่อ คิดเป็นความยาวท่อประมาณ ๓๐ กิโลเมตร และทุกความยาว ๓๐๐ เมตร ท่อจะโค้งเป็นรูปตัวยูเพื่อให้ความร้อนขยายตัว

ท่อส่ง (The Pipelines)

      ไอน้ำจะถูกส่งมายังสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าที่ Wairakei ด้วยความเร็ว ๒๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นไอน้ำประมาณ ๑,๔๐๐ ตันต่อชั่วโมง ส่งผ่านตามท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๓๐๐ – ๑,๒๒๐ มิลลิเมตร ทั้งหมด ๑๑ ท่อ คิดเป็นความยาวท่อทั้งหมดมากกว่า ๗๐ กิโลเมตร ซึ่งท่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑,๒๒๐ มิลลิเมตรนี้ จัดเป็นท่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

      ส่วนที่สถานี Ohaaki ไอน้ำประมาณ ๗๐๐ ตันต่อชั่วโมงจะถูกส่งไปยังสถานีผลิกระแสไฟฟ้าด้วยท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๗๐๐ มิลลิเมตร ๒ ท่อ และ ๑,๐๐๐ มิลลิเมตร ๑ ท่อ คิดเป็นความยาวท่อประมาณ ๓๐ กิโลเมตร และทุกความยาว ๓๐๐ เมตร ท่อจะโค้งเป็นรูปตัวยูเพื่อให้ความร้อนขยายตัว

สถานีผลิตกระแสไฟฟ้า (The Power Houses)

      ที่สถานีผลิตกระแสไฟฟ้า Wairakei สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดังนี้

      การผลิตกระแสไฟฟ้าระยะแรก (ปี ค.ศ. ๑๙๕๖) สามารถผลิตกระแสไฟฟ้า ๖๙ เมกกะวัตต์ ตามรายละเอียดดังนี้
      - กังหันความดันสูง ๒ บาร์กอส ๒ ตัว ผลิตกระแสไฟฟ้าตัวละ ๖.๕ เมกกะวัตต์ รวม ๑๓ เมกกะวัตต์
      - กังหันความดันปานกลาง ขนาด ๓.๕ บาร์กอส ๒ ตัว ผลิตกระแสไฟฟ้าตัวละ ๑๑.๒ เมกกะวัตต์ รวม ๒๒.๔ เมกกะวัตต์
      - กังหันความดันต่ำขนาด ๐.๐๕ บาร์กอส ๓ ตัว ผลิตกระแสไฟฟ้าตัวละ ๑๑.๒ เมกกะวัตต์ รวม ๓๓.๖ เมกกะวัตต์

      การผลิตกระแสไฟฟ้าระยะสอง (ปี ค.ศ. ๑๙๕๗) สามารถผลิตกระแสไฟฟ้า ๑๒๓.๖ เมกกะวัตต์ ตามรายละเอียด ดังนี้

      - กังหันความดันสูง ผลิตกระแสไฟฟ้า ๑๑.๒ เมกกะวัตต์ จำนวน ๒ ตัว รวม ๒๒.๔ เมกกะวัตต์
      - กังหันความดันต่ำ ผลิตกระแสไฟฟ้า ๑๑.๒ เมกกะวัตต์ จำนวน ๑ ตัว
      - กังหันความดันผสม ผลิตกระแสไฟฟ้า ๓๐ เมกกะวัตต์ จำนวน ๓ ตัว รวม ๙๐ เมกกะวัตต์

      ส่วนสถานีผลิตกระแสไฟฟ้า Ohaaki สามารถผลิตกระแสไฟฟ้า ดังนี้

      - กังหันความดันสูง ผลิตกระแสไฟฟ้า ๑๑.๒ เมกกะวัตต์ จำนวน ๒ ตัว รวม ๒๒.๔ เมกกะวัตต์
      - กังหันความดันต่ำ ผลิตกระแสไฟฟ้า ๔๗ เมกกะวัตต์ จำนวน ๒ ตัว รวม ๙๔ เมกกะวัตต์

หอคอยหล่อเย็นของสถานี Ohaaki ( Ohaaki ‘ s Cooling Tower)

      ลักษณะเป็นหอคอยสูง ๑๐๕ เมตร ทำให้เย็นโดยอาศัยหลักการนำพาความร้อนตามธรรมชาติ ไอน้ำที่ไหลผ่านออกมาจากกังหันผลิตกระแสไฟฟ้าจะถูกควบแน่นด้วยน้ำเย็นกลายเป็นน้ำทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ่นในระบบปริมาณ ๔๐๐ ตันต่อชั่วโทง ซึ่งน้ำส่วนนี้ใช้ในการอัดฉีดลงใต้ดินบริเวณชายขอบของพื้นที่สถานีผลิตกระแสไฟฟ้า (Steam Field) ส่วนก๊าซที่เกิดภายในห้องควบแน่นประมาณ ๔๐ ตันต่อชั่วโมง จะถูกปั๊มสุญญากาศปั๊มส่งไปยังหอคอยหล่อเย็น ก๊าซธรรมชาติที่ปนอยู่กับไอน้ำเมือ่เทียบตามน้ำหนักแล้วประกอบไปด้วย

      - ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด      ๙๗.๒๕ เปอร์เซ็นต์
      - ไฮโดรเจนซัลไฟด์      ๑.๓๙ เปอร์เซ็นต์
      - ไฮโดรเจน      ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์
      - ไนโตรเจน      ๐.๖๔ เปอร์เซ็นต์
      - ไฮโดรคาร์บอน (ส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน)      ๐.๗๑ เปอร์เซ็นต์

การพัฒนาสถานีผลิตกระแสไฟฟ้า Wairakei ในอนาคต (Future Developments at Wairakei)

      น้ำร้อนใต้ดินมีแร่ธาตุมากมายที่สำคัญคือ สารซิลิกา (Silica) แม้ว่าที่สถานีผลิตกระแสไฟฟ้า Wairakei จะมีสารนี้ค่อนข้างน้อย (ประมาณ ๕๕๐ ส่วนในล้านส่วน) แต่สามารถพัฒนาให้ได้สารซิลิกามาทำเชิงธุรกิจได้ สารนี้ปกติจะตกตะกอนเมื่ออุณหภูมิของน้ำลดต่ำกว่า ๑๓๐ องศาเซลเซียส เพื่อป้องการการตกตะกอนของสารซิลิกาในระบบอัดฉีด

      อย่างไรก็ตาม มีวิธีการยับยั้งการตกตะกอนของสารซิลิการหลายวิธี ดังนี้

      ๑.สกัดสารซิลิกามาใช้ในเชิงธุรกิจ กรบวนการนี้พัฒนาโดย Tasman Pulp and Paper Company ร่วมกับ Victoria University of Wellington สามารถสกัดเอาซิลิกาในน้ำมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้น้ำร้อนจำกัดการตกตะกอน ปลอดภัยต่อการอัดฉีดลงสู่ใต้ดิน วิธีการคือทำให้น้ำที่ผ่านกระบวนการควบแน่นเย็นลงประมาณ ๘๐ องศาเซลเซียส สารซิลิการจะตกตะกอน เฉพาะสถานที่ Wairakei

      ๒.โดยการเติมกรดเพื่อรักษา PH ให้อยู่ระหว่าง ๔.๕ – ๖

การใช้ไอน้ำร้อนใต้พิภพมาใช้ประโยชน์อย่างอื่น

      ไอน้ำร้อนใต้พิภพนอกจากนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วยังสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์อื่น ๆ ดังนี้

      ๑.ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าภายในโรงงาน เช่น โรงงานผลิตเยื่อและกระดาษ Tasman โรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ริมแม่น้ำเทราเวรา (Terawera River) เมือง Kawerau ในอ่าวมีพลังงานความร้อนใต้พิภพอยู่มาก สามารถใช้ไอน้ำร้อนมาใช้ในกระบวนการผลิตถึง ๓๓ เปอร์เซ็นต์

      ๒.ใช้สำหรับทำให้พืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์ (Lucerne) แห้ง เพื่อม้วนเก็บเป็นก้อน พืชชนิดนี้จะให้โปรตีนสูงจึงต้องเก็บสำรองไว้ใช้เป็นอาหารเสริม กระบวนการในการทำให้พืชแห้งต้องใช้น้ำประมาณ ๑๐๐ ตันต่อชั่วโมง

      ๓.ใช้สำหรับให้ความอบอุ่นกับประชากรในท้องถิ่น เช่น ในเมือง Rotorua และ Taupo นอกจากนั้นยังใช้อาคารธุรกิจ เรือนต้นไม้ และเกษตรกรรม

๒.๓ เมืองเทาโป (Taupo)

      เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ถัดจากเมืองโรโตรัวลงมาทางใต้ของเกาะเหนือ ตัวเมืองเทาโปตั้งอยู่บนริมฝั่งทะเลสาบเทาโป ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์ อยู่ใกล้กับต้นน้ำไวกาโต ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในนิวซีแลนด์ จัดเป็นเมืองพักผ่อนตากอากาศที่สำคัญเมืองหนึ่ง มีภัตตาคารดี ๆ อยู่หลายแห่ง ในทะเลสาบเทาโปนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาเทร้าท์จำนวนมาก ผู้ที่จะรับประทานปลาเทร้าท์จะต้องตกปลาเอง ไม่สามารถหาซื้อเองได้ คนเทาโปถือว่าที่นี่คือเมืองหลวงของการตกปลาเทร้าท์ของโลก ในทุก ๆ ปีจะมีการจัดการแข่งขันตกปลาเทร้าท์ประมาณปลายเดือนเมษายน โดยมีนักตกปลาจากทั่งโลกร่วมการแข่งขัน ในแต่ละปีจึงมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองเทาโปกว่า ๑ ล้านคน

      ในการตกปลาเทร้าท์จะต้องขอใยอนุญาตที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวของเทาโป มีร้านให้เช่าอุปกรณ์ตกปลาหลายแห่ง แต่วิธีที่สะดวกที่สุดคอการไปตกปลากับไกด์หรือผู้มีอนุญาต ไกด์จะมีเรือขับพาไปตกปลาพร้อมกับอุปกรณ์ตกปลาให้และเครื่องดื่มของว่างให้คบเคี้ยว เสียค่าใช้จ่ายคนละ ๖๐ – ๗๐ เหรียญต่อชั่วโมง และต้องออกเรือไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง หรือจ้างเหมาลำประมาณ ๔๐๐ เหรียญต่อระยะเวลา ๒ ชั่วโมง ในการตกปลาหากไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับอย่างเคร่งครัด หากเกิดการกระทำผิดขึ้นจะถูกปรับนับหมื่นเหรียญขึ้นไป

      นอกจากกิจกรรมตกปลาแล้ว ยังมีกิจกรรมล่องเรือในทะเลสาบเทาโปเพื่อชมบรรยากาศรอบ ๆ ทะเลสาบ และชมภาพแกะสลักหินของเมารี ใช้เวลาล่องเรือ / - ๒ ชั่วโมง โดยมีเรือออกจากเทาโปวันละ ๔ ครั้ง คือเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ๑๒ นาฬิกา ๑๓ นาฬิกา และ ๑๔ นาฬิกา ส่วนตอนเย็นจะมีรายการล่องเรือพร้อมอาหารเย็น

      ส่วนในตัวเมืองเทาโปจะมีผู้คนดูคึกคักมากกว่าในตัวเมืองโรโตรัว ฝั่งหนึ่งของถนนสายหลักจะเป็นสวนสาธารณะสำหรับให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือจัดการแสดงต่าง ๆ มีสนามเด็กเล่นและห้องน้ำสาธารณะบริการฟรี ส่วนอีกฟากของถนนจะเป็นร้านค้าต่าง ๆ และถนนซอยเป็นระยะ ๆ ร้านค้าส่วนใหญ่จะขายเสื้อผ้า กระเป๋า อุปกรณ์ในการตกปลาและท่องป่า ยาบำรุงต่าง ๆ เป็นต้น

๒.๔ เมืองเนพียร์ (Napier)

      เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะเหนือ มีประชากรประมาณ ๕๒,๐๐๐ คน เมืองเนเพียร์จัดเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านความงดงามของสถาปัตยกรรมสไตล์อาร์ตเดโคและสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากในปี ค.ศ. ๑๙๓๑ (พ.ศ. ๒๔๗๔) เกิดแผ่นดินไหวและมีภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด ทำลายอาคารบ้านเรือนจนหมดสิ้น มีประชากรเสียชีวิตประมาณ ๒๐๐ คน เนื่องจากในอดีตประเทศนิวซีแลนด์มีประชากรน้อยมาก ผลพวงแห่งการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลทำให้เกิดแผ่นดินใหม่ขึ้นมาจากการทับถมของลาวา พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย จึงเหมาะแก่การทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกองุ่นได้ผลผลิตคุณภาพดีมาก เหมาะแก่การผลิตไวน์และริมหาดจะเต็มไปด้วยก้อนหินสีดำ ๆ มัน ๆ เป็นก้อนเล็ก ๆ ค่อนข้างกลม ซึ่งเป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวของลาวา และจาการที่บ้านเรือนถูกทำลายจนหมดสิ้นจนต้องสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ทั้งเมือง ในขณะนั้นศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้เนเพียร์กลายเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบเดียวเป็นเอกลักษณ์ของเมืองและถือเป็นเมืองที่มีศิลปะแบบอาร์ตเดโคที่สวยที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง

๒.๕ เมืองเวลลิงตัน (Wellington)

      เป็นเมืองหลวงของนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่บนอ่าวทางตอนใต้สุดของเกาะเหนือ มีความสำคัญในด้านการปกครองและเป็นจุดเชื่อมระหว่างเกาะเหนือและเกาะใต้ เป็นเมืองที่มีลมแรงมากจึงมีสมญานามว่า “Windy City” เนื่องจากเป็นจุดรับลมที่ผ่านช่องแคบคุกเข้ามา ในบางครั้งต้องมีการขึงเชือกริมทางเท้าเพื่อให้คนเดินถนนมีที่ยึดยามลมกระโชกแรง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนฤดู การที่เมืองเวลลิงตันมีลมแรงมากจึงมีการใช้ประโยชน์จากลมมาผลิตกระแสไฟฟ้า

      กรุงเวลลิงตันได้ชื่อตามดยุกแห่งเวลลิงตัน (Duke of Wellington) ผู้พิชิตตนโปเลียนในสงครามวอเตอร์ลู ดินแดนนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเมารี ผู้ที่เข้ามาในช่วงแรกได้ถือสิทธิยึดครองไว้ในนามนิวซีแลนด์คอมปานี และได้ขายให้ชาวผิวขาวอื่น ๆ ต่อไป ในขณะที่ชาวเมารีถกเถียงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของพวกเขา ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน

      เมื่อการเซ็นสัญญาไวตังกิ (Waitangi) ในปี ค.ศ.๑๘๔๐ เสร็จเรียบร้อย โอ๊คแลนด์ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่หลังจากนั้นไม่นานเกิดกระแสตื่นทองที่เกาะใต้ ผู้คนหลั่งไหลมาจากยุโรปและออสเตรเลีย โดยเดินทางเข้ามาจากทุกทิศทางและมารวมกันที่เวลลิงตันเพื่อข้ามไปยังเกาะใต้ หลังจากนั้นเมื่อประชากรของเกาะใต้มีจำนวนมากขึ้นและมีอิทธิพลเนื่องจากร่ำรวยจากทองคำจึงได้เรียกร้องให้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ตรงกลางประเทศเพื่อความสะดวกในการติดต่องานต่าง ๆ ในที่สุด รัฐบาลต้องยอมย้ายเมืองหลวงจากโอ๊คแลนด์มายังกรุงเวลลิงตันซึ่งอยู่ใกล้เกาะใต้มากที่สุด

      ปัจจุบันกรุงเวลลิงตันมีประชากรอาศัยอยู่มาก ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดบ้างถนนค่อนข้างแคบ โดยเฉพาะในตรอกซอกซอยจะแคบมากพอให้รถยนต์วิ่งสวนได้ข้างละ ๑ เลนส่วนถนนสายหลักแม้ว่าจะมีความกว้างมากกว่าซอย แต่อนุญาตให้รถยนต์จอดตามริมถนนได้ทั้งสองข้าง ทำให้เหลือเนื้อที่ถนนข้างละ ๑ เลน ภายในเมืองจะพบเห็นร้านค้าต่าง ๆ มากมาย เฉพาะร้านอาหารไทยมีประมาณ ๑๐ ร้าน บ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่บนเขาและเป็นบ้านสูงเพียง ๑ – ๒ ชั้นเท่านั้น เนื่องจากเวลลิงตันมีอ่าวอยู่หลายแห่ง ทำให้ชาวนิวซีแลนด์นิยมมาอาบแดด พายเรือหรือว่ายน้ำเล่นตามชายหาดแม้ว่าพื้นที่ชายหาดจะมีน้อย มีท่าเทียบเรือสำหรับเรือขนาดใหญ่เพื่อบรรทุกผู้คนและย่นยนต์ ข้ามช่องแคบคุกไป – มาระหว่าง เกาะเหนือและเกาะใต้
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้762
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4543
mod_vvisit_counterทั้งหมด558657