รู้ไหม ? ทำไมร้อนตับแลบ
เรียกได้ว่าปีนี้ประเทศไทยต้องเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนชนิด “ตับแลบ” ทะลุ 40 องศาเป็นที่เรียบร้อย ใครที่ต้องออกนอกบ้านให้แดดเลียผิวมีอันต้องรู้สึกปวดแสบปวดร้อนถึงขั้นหายใจติดขัด หงุดหงิดงุ่นง่าน เหนอะหนะเหนียวตัว จนแทบไม่อยากออกไปไหน
อากาศที่ร้อนผิดธรรมชาติกว่าทุกปี ยังก่อให้เกิดพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำพร้อมลูกเห็บเม็ดโต ๆ ทำให้บ้านเรือนประชาชนต้องพังเสียหายในหลายพื้นที่
ผศ.กัณฑรีย์ บุญประกอบ ภาควิชาวิทยาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในฐานะหัวหน้าโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการวิจัยพัฒนาเพื่อรองรับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เฉลยสาเหตุของอากาศร้อนระอุของเมืองไทยวันนี้ให้ฟังว่า
“สภาพอากาศที่ร้อนระอุเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากอย่างต่อเนื่องของมนุษย์ และก๊าซเหล่านี้ได้ปิดกั้นให้โลกไม่สามารถระบายความร้อนออกไปยังอวกาศได้”
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ อุณหภูมิภายในโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้อากาศแปรปรวนก่อให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติต่าง ๆ ตามมามากมายทั้งพายุ ฝนตก น้ำท่วม
ผศ.กัณฑรีย์ ยังบอกว่า แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมืองไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนืองตามจีดีพีของประเทศที่เพิ่มขึ้นทกปี ยิ่งจีดีพีเพิ่มหมายถึงผลผลิตจากอุตสาหกรรมที่เพิ่ม และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากอุตสาหกรรมก็เพิ่มตามไปด้วย โดยการปล่อยก๊าซอาจเพิ่มขึ้นจาก 100% เป็น 120% หรือ 140%
ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศเคยวิจัยไว้ว่า หากมนุษย์เริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเสียแต่วันนี้ ภายใน 30 ปีข้างหน้าจะช่วยจำกัดไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียสก็นับว่าทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพต้องสูญเสียไปแล้วถึง 30% แต่หากมนุษย์ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ก็มีโอกาสที่อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นไปถึง 5 องศาเซลเซียส
นั่นหมายถึงจุดล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพทั้งมวลในโลก
ขณะที่อุณหภูมิในปัจจุบันนับว่าเพิ่มขึ้นจากรอบศตวรรษที่แล้ว แค่เพียง 0.6 อาศาเซลเซียสเท่านั้น ยังทำให้อากาศร้อนอบอ้าวได้ขนาดนี้ ซึ่ง ผศ.กัณฑรีย์ บอกว่า สภาพอากาศเมืองไทยในขณะนี้ต้องถือว่าวิกฤตเลยทีเดียวโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัดกว่า 40องศาเซลเซียส เพราะอากาศที่ร้อนเกินกว่าอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ เป็นอันตรายต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
เช่น ทำให้เกิดภาวะช๊กกขึ้นมาได้ อย่างเหตุการณ์คลื่นความร้อนในทวีปยุโรปในปี 2546 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน
สิ่งที่น่าห่วงก็คือ ความตระหนักถึงภัยของภาวะโลกของสังคมไทยที่มีน้อยมากจนเรียกได้ว่าผู้คนยังไม่รู้เรื่องดังกล่าวเลย ขณะที่ต่างประเทศได้เอาใจใส่สิ่งแวดล้อมกันอย่างต่อเนื่องแล้ว
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กล่าวระหว่างงานสัมนาระดมความคิดกรอบงานวิจัยเรื่อง “มลพิษทางอากาศของไทย ผลพวงจากโลกร้อน” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ผลกระทบที่ไทยได้รับจากภาวะโลกร้อนคือการเปลี่ยนแปลงของระบบลมโดยไทยและประเทศแถบเอเวียตะวันออกเฉียงใต้จะอยู่ภายใต้ระบบลมมรสุมและภาวะฝนตกที่เกิดจากการยกตัวของอากาศ
โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนจะทำให้มวลอากาศชื้นจากทะเลสูง และถูกพัดเข้าชายฝั่งมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณฝนตกสูงขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากแบบจำลองการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในประเทศไทยของ ดร.อานนท์ ยังชี้ให้เห็นว่า หากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้นจาก 360 ppm ในปัจจุบันเป็น 720 ppm ในอนาคตจะส่งผลให้ วันร้อน ซึ่งเป็นวันที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 33 องศาเซลเซียสมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 30-60 วันต่อปี
คาดว่า จ.อุทัยธานี จะเป็นจังหวัดที่จำนวนวันร้อนเพิ่มสูงมากที่สุด คือมากกว่า 60 วันเนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่หุบเขาและอยู่ในปากกรวยของเส้นความร้อน
ขณะที่ จ.ขอนแก่น จ.สกลนคร และจ.ชัยนาท มีจำนวนวันร้อนคงที่ ขณะที่ วันเย็นซึ่งเป็นวันที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 15องศาเซลเซียส จำมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนืองหรือในบางพื้นที่อาจไม่มีเลยก็เป็นได้
เมื่อภาวะโลกร้อนทำให้อากาศเมืองไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงเกิดคำถามว่าเมื่อไหร่เราจะเลิกบ่นและใส่ใจจะแก้ปัญหาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
โดย – ณศักดิ์ อัจจิมาธร
หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับ วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้า A6 |
|