'จีเอ็มโอ' รุกหนัก จากมะละกอ – ไปถึงข้าวโพด
ถึงแม้ศาลจะตัดสินยกฟ้องกรณีกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟ้องร้องกรมวิชาการเกษตรในข้อหาทำผิดกฎหมายทำให้มะละกอจีเอ็มโอหลุดรอดจากแปลงทดลองที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นผลทำให้คดีที่คาดหวังว่าจะเป็นกรณีตัวอย่างคดีแรกของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับพันธุ์พืชดัดแปรพันธุกรรมพืช และน่าจะสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับทิศทางการควบคุมดูแลพืชจีเอ็มโอ ต้องกลายเป็นปมปัญหาที่ขาดความชัดเจนอีกต่อไปทั้งที่ประเทศไทยยังคงมีการดำเนินการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอที่ได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลสมัยรัฐบาล คมช.จนถึงขณะนี้
แต่เป็นเวลา 4 ปีนับจากปี 2547 ที่ทางกรีนพีซฯ ได้เข้ามาเปิดเผยข้อมูลการหลุดรอดของมะละกอจีเอ็มโอจากแปลงทดลองของกรมวิชาการเกษตร จวบจนกระทั่งมีคำตัดสินของศาลเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แต่ทางกรีนพีซฯ ยังไม่ย่อท้อกับความเชื่อที่ว่า พืชจีเอ็มโอไม่ใช่ “พืชทางเลือก” ที่มนุษย์จะยึดถือเป็นแหล่งอาหารของโลกในอนาคตได้อย่างไม่เคลือบแคลงใจสงสัยในความปลอดภัย
เพื่อรำลึกถึงการค้นพบการปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอ กรีนพีซฯ จึงจัดสัมมนาหัวข้อ “ย้อนรอย 4 ปีมะละกอจีเอ็มโอ สังคมไทยได้บทเรียนอะไรบ้าง” โดยเชื้อเชิญวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และอาจารย์เจริญ คัมภีรภาพ นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอ
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กล่าวว่า กรณีที่ศาลยกฟ้องการกล่าวโทษกรมวิชาการเกษตรของคณะกรรมาการสิทธิมนุษยชนและกรีนพีซฯ โดยระบุว่าคนฟ้องไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปนเปื้อนองมะละกอที่หลุดจากแปลงทดลอง แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยยังไม่มีความก้าวหน้า ทั้งที่การกระทำของผู้ฟ้องเป็นการปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งกรณีนี้มีความแตกต่างกับเหตุการณ์ในอังกฤษที่กรีนพีซฯ บุกเข้าทำลายแปลงข้าวโพดจีเอ็มโอ และกรีนพีซฯ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และคณะลูกขุนได้ยกฟ้อง โดยชี้ว่ากรีนพีซฯ ไม่ผิด เพราะการกระทำของกรีนพีซฯ เป็นการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน
ส่วนกรณีการปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอ ซึ่งพอพบว่ามีการปนเปื้อนในปี 2547 กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นหนึ่งชุด โดยมีนายธีระ สูตะบุตร อดีตอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ ในสมัยนั้นเป็นประธาน ทั้งที่รู้ว่านายธีระมีความสนิทสนมกับคณะวิจัยจีเอ็มโอ เพราะจบมาด้านไวรัสวิทยาเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าการประชุมมีเพียงครั้งเดียว นอกจากนั้นนายธีระยังยอมรับในที่ประชุมว่า มะละกอจีเอ็มโอได้หลุดรอดจากแปลงทดลองจริง และมีการปนเปื้อนกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ แต่แล้วการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวก็ไม่มีข้อสรุปตราบจนทุกวันนี้
“ผมร่วมเป็นกรรมการตรวจสอบชุดนี้ด้วย ปรากฏว่ามีการประชุมแค่ 1 ครั้งก็เลิกไปเลย หลักฐานสำคัญคือ ดร.ธีระสรุปว่า การปนเปื้อนจีเอ็มโอของแปลงเกษตรกรต่าง ๆ เกิดจากคนภายในกรมวิชาการเกษตรเอง หรือคนภายในกรมวิชาการฯ ร่วมมือกับคนภายนอกและยังบอกอีกว่าคณะกรรมการฯ ชุดนี้ไม่มีหน้าที่เอาผิดใคร ต้องให้เป็นหน้าที่กรมวิชาการเกษตรไปดำเนินการตามกฎหมาย”
ผอ.ไบโอไทย กล่าวต่อว่า ผลจากความล้มเหลวในการหาความจริงการปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอ ตลอดจนกลไกทางกฎหมายที่ละเลยปัญหาการปนเปื้อนพืชจีเอ็มโอ และการดูแลเป็นไปอย่างหละหลวม ได้ทำให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนจีเอ็มโอลุลามขึ้น ล่าสุดไบโอไทยได้ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสำรวจสภาพการปนเปื้อนจีเอ็มโอของพันธุ์พืช เช่น ข้าวโพดหรือถั่วเหลือง และพืชอื่น ๆ อีกมากมาย ปรากฏว่าผลจากการสุ่มตรวจข้าวโพดในไทยในพื้นที่หลายจังหวัดไม่ต่ำกว่า 15 จังหวัด เช่น พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร นครศรีธรรมราช ฯลฯ พบว่าข้าวโพดมีการปนเปื้อนจีเอ็มโอเกิดขึ้นแล้ว จากการสุ่มตรวจตัวอย่างข้าวโพด 221 ตัวอย่าง พบว่ามีการปนเปื้อนจีเอ็มโอ 20 ตัวอย่าง หรือคิดเป็น 8.8% ของข้าวโพดที่สุ่มตรวจ โดยตัวอย่างหนึ่งพบว่าอยู่ใกล้กับแปลงทดลองของบริษัทมอนซานโต บริษัทยักษ์ใหญ่ที่นำเข้าพืชจีเอ็มโอ
“การเก็บตัวอย่างของเราถือว่าครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งเราพบว่าการปนเปื้อนไปไกลมาก ขนาดที่นครศรีธรรมราช ซึ่งไม่ค่อยปลูกข้าวโพดเท่าไหร่ก็ยังพบว่าการปนเปื้อนจีเอ็มโอแล้ว”
“สมัยที่พบว่าข้าวโพดมีการปนเปื้อนจีเอ็มโอครั้งแรก ผมได้ยื่นหนังสือให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล คมช. เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่เรื่องก็เงียบไป แต่พอสำรวจอีกรอบก็พบว่ามีการปนเปื้อนมากถึง 8.8%” วิฑูรย์กล่าว
วิฑูรย์กล่าวต่อว่า การปนเปื้อนจีเอ็มโอหลายครั้งมีแนวโน้มที่ชี้ชัดว่า มีความเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ถ้าดูจากข้อมูลของคณะกรรมการการสิทธิ์ฯ ระบุว่ามีความเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อนในการวิจัย ซึ่งแต่เดิมคนจะมองว่านักวิจัยมักทำการวิจัยด้วยความปรารถนาดี และเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ หรือทำเพื่อแก้ปัญหาการเกษตรให้กับประเทศ แต่จากความเห็นของตำรวจที่เปิดเผยให้กับคณะให้กับประเทศ แต่จากความเห็นของตำรวจที่เปิดเผยให้กับคณะกรรมการสิทธิ์ฯ มีความเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่มากก็น้อยกับการวิจัยที่กำลังทำกันอยู่
ผอ.ไบโอไทย ชี้อีกว่า ปัญหาความเสี่ยงเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอยังไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องการปนเปื้อน และการลุกลามของการปนเปื้อนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกระทบไปถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย โดยที่ผ่านกรมวิชาการเกษตร ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อปี 2547 ให้ไทยมีการเซ็นเอ็มโอยู ข้อตกลงเรื่องมะละกอจีเอ็มโอกับมหาวิทยาลัยคอร์แนลที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตร ซึ่งเงื่อนไขในสัญญาที่ทางคอร์แนลกำหนดเป็นมาตรฐานทำกับทุกประเทศก็คือ หากมีการส่งออกขายมะละกอได้มูลค่าเกิน 1 ล้านเหรียญ คู่สัญญาเช่นไทยก็จะต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรให้กับมหาวิทยาลัยคอร์แนล 35% ของยอดขาย
“มาถึงสมัยนี้ หากมีการผลักดันให้เซ็นเอ็มโอยูนี้ขึ้นอีก เรื่องดังกล่าวควรเสนอให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งเงื่อนไขนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่กำหนดว่า หากการดำเนินการใดมีมูลค่ามากและก่อให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ ก็จะต้องให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่ใช่ให้รัฐบาลฝ่ายบริหารเป็นผู้ตัดสินใจฝ่ายเดียว”
ในแง่ความปลอดภัยในการบริโภค วิฑูรย์กล่าวว่า อาหารจีเอ็มโอไม่น่าจะเป็นคำตอบของโลกได้ มีรายงานล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาพบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สหรัฐซึ่งใช้พื้นที่ปลูกจีเอ็มโอมากเท่ากับครึ่งหนึ่งของการปลูกจีเอ็มโอในโลก มีการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผลผลิตกลับไม่ได้มากเท่ากับจำนวนสารเคมีที่ใช้ไป และในช่วง 2 ปีมานี้ก็มีรายงานจากนักวิจัยรัสเซียที่ระบุว่าอาหารจีเอ็มโอทำให้หนูทดลองตายเร็วกว่าหนูที่ไม่ได้กินอาหารจีเอ็มโอ 6 เท่า ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกัน นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่นักวิจัยออสเตรเลียได้นำยีนจีเอ็มโอถั่วแดงมาใส่ในถั่วลันเตาเพื่อแก้ปัญหาหนอน แต่พอทดลองกลับมีปัญหา ทำให้นักวิจัย ออสเตรเลียไม่กล้าทำการทดลองต่อ ทั้งๆ ที่มีการวิจัยกันมานานถึง 10 ปี
“ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าจีเอ็มโอมีความน่ากลัวแฝงอยู่ แม้จะยังไม่มีคำตอบชัดเจน”
กรณีบทเรียนมะละกอจีเอ็มโอที่เกี่ยวเนื่องกับข้อกฎหมายของไทย อาจารย์เจริญ คัมภีรภาพ นักวิชาการด้านกฎหมายสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า จนถึงขณะนี้เชื่อว่าสังคมไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จักกับพืชจีเอ็มโอเท่าที่ควร อย่าว่าแต่ระบบตุลาการเลย จำได้ว่าสมัยเมื่อรัฐบาลเห็นชอบให้มีการนำฝ้ายบีทีมาทดลอง และเกิดหลุดรอดออกจากแปลงเมื่อปี 2537-2538 จนเป็นข่าวออกมา สังคมไทยก็เพิ่งเคยได้ยินคำว่า “จีเอ็มโอ” แต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร หรือจีเอ็มโอก็เหมือนกับ FTA ตอนนี้ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร
นักกฎหมายรายนี้ยังอรรถาธิบายว่า การมองปัญหา “จีเอ็มโอ” จะมองในมิติเดียวในเชิงวิทยาศาสตร์ไม่ได้ว่าจีเอ็มโอเป็นเพียง “พืช” ที่ผ่านการดัดแปรตัดต่อทางพันธุกรรม โดยเอายีนของสัตว์มาใส่ในพืชซึ่งเป็นการพัฒนาประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ ในปลายยุคของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เป็นความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ เป็นความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในระดับโมเลกุลของเซลล์ได้ ซึ่งหากถ้ามองจีเอ็มโอเพียงแค่นั้นก็เป็นการมองที่หยาบที่สุด เพราะแท้จริงแล้ว แม้จีเอ็มโอ ที่แม้จะเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ได้จากจีเอ็มโอคือ “สินค้า”
“จีเอ็มโอคือรหัสลับ มี Password ในตัวเอง พอมีผลผลิต “จีเอ็มโอ” ออกมา สิ่งเหล่านี้ก็เป็น Product ในตัวของมันเอง และสิ่งที่ตามมาก็คือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนหันมาบริโภค ขาดแต่ยังไม่บอกว่ากินแล้วจะทำสวยหรือทำให้หน้าเด้งเท่านั้น”
อ.เจริญชี้อีกว่า นอกจากความเป็นสินค้าแล้ว ที่ชัดเจนอีกอย่างในตัวตนของ “จีเอ็มโอ” ก็คือการเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรม” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ข้าวจีเอ็มโอ หากมีการยอมรับก็จะทำให้ข้าวจีเอ็มโอเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมยุคใหม่ขณะที่พันธุ์ข้าวดั้งเดิมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดั้งเดิม และวิถีชีวิตดั้งเดิมก็จะถูกเบียดแทรกตกไปในที่สุด
“แน่นอนว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นคู่ขนานกับปัญหาอื่น ๆ เพราะหากปล่อยให้จีเอ็มโอแพร่กระจาย สิ่งแวดล้อมก็จะเกิดการปนเปื้อน การลุกลามจากการปนเปื้อนจะเป็นสิ่งที่ใครก็ยากจะหยุดยั้ง ยิ่งกว่าการปาระเบิด ที่เราจะกดเปิดกดปิดได้ แต่สำหรับจีเอ็มโอ ถ้าลุกลาม ทำไม่ได้” อ.เจริญกล่าว
ในแง่ของกฎหมาย อ.เจริญชี้ว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจีเอ็มโอ หรือกฎหมายความหลากหลายทางชีวภาพที่จะปกป้องทางสังคม ถึงแม้เราจะมีกฎหมายเรื่องต้นไม้และสิ่งแวดล้อม ก็ไม่ใช่กฎหมายจีเอ็มโอโดยตรง และการที่จีเอ็มโอเป็นการตัดต่อทางพันธุกรรมระหว่างพืชกับสัตว์ก็ทำให้ไม่รู้ว่าจะเอากฎหมายข้อใดไปจับในการตีความ ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจีเอ็มโอถือว่าเป็นกฎหมายที่ทรงพลังที่สุดที่จะเป็นของโลกทุนนิยมกฎหมายพวกนี้จะมัดประเทศไทยเหมือนมัดตราสัง หากผู้บริหารของประเทศยอมรับ
นักกฎหมายกล่าวอีกว่า ในเมื่อจีเอ็มโอคือการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวก็คือ ที่ผ่านมาได้มรการนำเรื่องจีเอ็มโอแฝงในข้อตกลงเอฟทีเอ โดยไม่มีการบอกตรง ๆ ว่าเป็นจีเอ็มโอแต่จะแฝงมาในหัวข้อที่ว่าด้วย Advanced Technology ถ้าเรารับเอฟทีเอ และรับข้อตกลงข้อนี้ก็เท่ากับเรารับจีเอ็มโอโดยปริยาย เขาจะเข้ามาปลูก ทดลอง ลงทุน เราก็ต้องรับทั้งนั้น เพราะรับข้อตกลงไปแล้ว
“เราต้องเป็นเบี้ยล่างต่างชาติ พวกนี้จะหยิบยืมแผ่นดินไทยไปปลูกพืชจีเอ็มโอขายต่างประเทศ คนรับความเสี่ยงก็คือประเทศไทย ถ้าจีเอ็มโอกระจายไปทั่วในสิ่งแวดล้อมก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เพราะยังไม่มีการทดลอง และการทดสอบต้องใช้ระยะเวลานานมาก”
ทางออกของปัญหา อ.เจริญกล่าวว่า ไทยต้องมีการปฏิรูปกฎหมายไว้รองรับเวลาเกิดปัญหาจีเอ็มโอ เพราะอาศัยแค่ตำรวจที่ต้องทำสำนวน ทำคดีส่งฟ้องศาล ซึ่งต้องเข้าใจปัญหานั้น ถือ เป็นเรื่องยาก นอกจากนี้กฎหมายไทยต้องมีกฎหมาย Advanced Technology ขึ้นมา เพราะถ้าไม่มีกฎหมายข้อนี้ก็เท่ากับปล่อยให้สังคมเป็นไปตามบุญตามกรรม รวมทั้งต้องมีศาลสิ่งแวดล้อมโดยกระบวนการพิจารณาคดีต้องใช้รูปแบบเดียวกับศาล WTO โดยศาลจะต้องรับฟังข้อมูลขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อม การรับฟังข้อมูลจากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่เพียงพอ ต้องอาศัยข้อมูลจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
และในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังมองกันไปถึงเรื่องการเมืองใหม่ การปฏิรูปกฎหมายและการปกป้องพืชพันธุ์ดั้งเดิมของชาติที่ถือว่าเป็นแหล่งอาหารของโลก ไม่ให้ปนเปื้อนจีเอ็มโอ เพราะหากมีการปนเปื้อนจีเอ็มโอเมื่อไหร่ก็เท่ากับไทยจะต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจ ก็ควรจะเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของการเมืองใหม่
“เรื่องนี้สำคัญมาก เป็นการปกป้องฐานทรัพยากรของประเทศไทย อย่าให้พืชจีเอ็มโอมาปลูกในบ้านเราที่เป็นแหล่งอาหารของโลกที่จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแนวโน้มการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนใหม่จะไม่นิยมการใช้ยา แต่จะใช้หลักโภชนาการและอาหารเป็นตัวบำบัด ซึ่งต่อไปอาหารในเขตร้อนอย่างบ้านเราจะเป็นที่ต้องการ นอกจากนี้ถ้ายอมให้ปลูกจีเอ็มโอก็เท่ากับเราไปตอบโจทย์ทุนข้ามชาติ และจีเอ็มโอจะไปทำลายความหวังทั้งหมดของเกษตรกรทั้งประเทศ เราถึงต้องปฏิรูปกฎหมาย ต้องเกิดศาลสิ่งแวดล้อม สร้างฐานข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับจีเอ็มโอและใช้พลังสังคมที่ต้องมีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลจีเอ็มโออย่างถูกต้อง เป็นตัวปกป้องไม่ให้จีเอ็มโอมาทำลายพืชพันธุ์ ทำลายวัฒนธรรม และภูมิปัญญาบ้านเรา”
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2551 หน้า 4 |
|