พิมพ์ อีเมล์
วันที่ “คนหนองเสือ” เดินตาม “พ่อ”
ปลูก “ปาล์มน้ำมัน” พลังงานทดแทน

ตามรอย พระบาทพ่อแบบพอเพียง

        “น้ำมันสมัยใหม่แพง ไม่รู้ทำไมมันแพงแต่ก็ยังเป็นสมัยนี้อะไร ๆ ก็แพงขึ้นทุกที จะให้น้ำมันถูกลงมาก็ลำบาก นอกจากหาวิธีที่จะทำน้ำมันราคาถูก ซึ่งก็ทำได้เหมือนกัน ถูกกว่านิดหน่อย คือแทนที่จะใช้น้ำมันที่มีออกเทน 95 ก็ใช้ออกเทน 91 แล้วเติมแอลกอฮอล์เข้าไปนิดหนึ่ง ก็เป็นออกเทน 95 อาจเป็นได้ว่ารถจะวิ่งไม่เร็วก็ดีเหมือนกัน รถไม่วิ่งเร็วเกินไป รถจะได้ไม่ชนมากเกินไป ก็จะช่วยประหยัดทั้งหมดนี้เป็นความคิดที่ให้พอเพียง”

        คือ ตอนหนึ่งของพระราชดำรัส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ 5 ธันวาคม 2543

        ความจริงก่อนหน้านี้เมื่อปี 2528 มีโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนโดยนำน้ำมันปาล์มมาใช้แทนน้ำมันดีเซลแล้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล็มขนาดเล็ก ที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กกำลังผลิตวันละ 110 ลิตร ที่ศูนย์การศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

        การทดลองใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 โดยทดลองใช้กับรถยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

        ต่อมา วันที่ 9 เมษายน 2544 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ ยื่นจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้ชื่อ “การใช้น้ำมันปาล็มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” สิทธิบัตรเลขที่ 10764

        และปีเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ จัดส่งผลงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ส่งผลให้ผลงานการคิดค้น 3 ผลงานของพระองค์ คือ ทฤษฎีใหม่ โครงการฝนหลวง และโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณ

        ไปที่ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี คงจำกันว่าเป็นแหล่งปลูก “ส้มเขียวหวาน” ขึ้นเชื่ออีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่วันนี้สวนส้มกำลังเป็นตำนาน เพราะเกิดโรคระบาดลุกลามไปทั่วอำเภอ จนวันนี้ไม่มีต้นส้มเขียวหวานให้เห็นอีกต่อไป

        “เมฆินทร์ เมธาวิกูล” ผู้ว่าราชการจังหวัด ตระหนักถึงปัญหาและมองหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยให้ชาวสวนอยู่ได้ ไม่เดือดร้อน มีหลักประกันชีวิตที่พอเพียง ซึ่งในที่สุดก็มาลงตัวที่ “ปาล์มน้ำมัน” พืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น ทั้งด้านการผลิตที่จ้นทุนต่ำ และการตลาดที่ราคาดี อีกทั้งรัฐบาลยังมียุทธศาสตร์พืชพลังงานทดแทน โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อผลิต “ไบโอดีเซล” กำหนดว่าภายในปี 2552 จะผลิตไบโอดีเซลใช้เองงง 8.5 ล้านลิตรต่อวัน หรือประมาณ 3,060 ล้านลิตรต่อปี คิดเป็นพื้นที่ต้องปลูกปาล์มเพิ่มอีก 5 ล้านไร่ จากที่มีอยู่แล้ว 2 ล้านไร่ แต่น้ำมันปาล์มถูกรนำไปใช้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดอื่นด้วย จึงมีเหลืออยู่ในตลาดน้อย

        กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกปาล์มปี 2548-2552 โดยปลูกในประเทศ 4 ล้านไร่ ประเทศเพื่อนบ้าน 1 ล้านไร่ โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตร จัดหาพันธุ์มาปลูกในแปลงทดลองและเสนอโครงการมายัง “เมฆินทร์” ซึ่งได้ประสาน “ภานุวัฒน์ เจนประเสริฐ” นายอำเภอหนองเสือ และ “พินิจ สระบุรินทร์” เกษตรอำเภอหนองเสือ จัดหากลุ่มปลูกปาล์มน้ำมันนำร่องทดแทนสวนส้ม 10 แปลง 100 ไร่ ต่อมาแผนงานใน จ.อ่างทอง มีปัญหาเรื่องที่ดิน จึงโอนเป้าหมาย 11 รายมายัง จ.ปทุมธานี ทำให้มีผู้ปลูกรวม 21 ราย

        ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดหาสายพันธุ์คอสตาริก้านำเข้า มาจัดสรรให้เกษตรปลูก 22 ต้น ซึ่งล่าสุดมีหลายแปลงที่ให้ผลผลิตแล้ว เช่น แปลงของ “อักษร น้อยสว่าง”

        “อักษร” ซึ่งอาศัยอยู่ที่เลขที่ 24 หมู่ 5 ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ปี 2547 ได้รับคำแนะนำจากเกษตรอำเภอว่าทางภาครัฐกำลังหาแปลงทดสอบปลูกปาล์มน้ำมัน จึงตอบตกลงเข้าร่วมโครงการ ใช้เวลาประมาณ 15 เดือนก็ให้ผลผลิต โดยช่วงที่ยังไม่ได้ผลผลิตก็ปลูกกล้วยน้ำว้าและพืชล้มลุกอื่นเป็นรายได้เสริมไปก่อน จนถึงขณะนี้เริ่มมีรายได้จากการเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมัน ราคากิโลกรัมละ 5.10 บาทรวมค่าขนส่งแล้วถือว่าอนาคตยังไปได้อีกไกล หากภาครัฐให้การสนับสนุนเต็มที่

        “เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 นายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเปิดงานทดสอบปาล์มน้ำมันพืชพลังงานทดแทน วันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านนี้ มีผู้มาดูงานพื้นที่โครงการทดสอบ 70-80 คน ล่าสุดมาดูงานในแปลงของผมไม่เว้นแต่ละวัน”

        “อักษร” กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว ต้นทุนการผลิตส้มสูงกว่ามาก เพราะต้องใช้ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง แรงงานจำนวนมาก แต่ปาล์มนั้นไม่ต้องฉีดพ่นสารเคมี ใส่แต่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีบ้างเป็นครั้งคราวตามตาราง

        “ตั้งแต่ปี 2547 – 2550 เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3 รุ่นแล้ว ส่วนตลาดไม่ต้องห่วง มีเอกชนมารับซื้อถึงสวน โดยแปลงของผมจะเป็นจุดรับซื้อของเกษตรกรทุกแปลง”

        “อักษร” ยังกล่าวเชิญชวนเกษตรกรให้เข้าร่วมโครงการให้มาก เพราะในอนาคตหนองเสืออาจจะเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันรายใหญ่ของประเทศก็ได้ และสร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอเหมือนส้มเขียวหวานอีกทั้งน่าจะเป็นอาชีพหลักที่มั่นคงได้

        นับเป็นพืชพลังงานทดแทนที่น่าจะทำให้ชาวหนองเสือลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง เพราะกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สร้างศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ ที่ ต.หนองหมู อ.วิหารแดง จ.สระบุรี เพื่อวิจัยพลังงานพืชทดแทนหรือไบโอดีเซล หากยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ การนำเข้าน้ำมันก็จะลดลงไปด้วย

        อีกหนึ่งตัวอย่างของการ “เดินตามพ่อ” ที่จะไม่มีวันจนอีกต่อไป


กำพล วงศ์สุทธา
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พุทธศักราช 2550
หน้า 8
 
< ก่อนหน้า
mod_vvisit_counterวันนี้258
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9295
mod_vvisit_counterทั้งหมด631297