ปลูก “ปาล์ม – รากหญ้า” เปิดขุมทรัพย์พลังงาน / แกะรอยพืชโบราณ
ปลูก “ปาล์ม – รากหญ้า” เปิดขุมทรัพย์พลังงาน
พืชน้ำมัน เพื่อการผลิตพลังงานทดแทนเป็นประเด็นที่โลกให้ความสำคัญมานานหลายสิบปี ปัจจุบันมีการค้นหาพืชน้ำมันชนิดใหม่ ๆ เพื่อนำมาผลิตน้ำมันทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น สบู่ดำ หรือการนำเข้าพืชน้ำมันชนิดใหม่จากต่างประเทศ ได้แก่ คาเมลีนา ซึ่งเป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาการผลิตในประเทศไทย เนื่องจากเป็นพืชที่ให้น้ำมันในเมล็ดสูงถึง 30-40% ซึ่งมีปริมาณสูงกว่าสบู่ดำ โดยมีน้ำมันประมาณ 30% และใกล้เคียงกับละหุ่งและงา และเป็นน้ำมันที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน
น่า แปลกที่เมล็ดคาเมลีนาหาพบได้ในประเทศไทยแต่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาถึงประโยชน์อย่างจริงจัง เมล็ดคาเมลีนาในประเทศไทยจึงเปรียบเสมือนวัชพืชตัวหนึ่งเท่านั้น
เมื่อ หลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลในหลายประเทศได้ทำการส่งเสริมใช้พลังงานทดแทน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วมีการออกกฎระเบียบต่อบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์และผู้ ผลิตปิโตรเลียม เพื่อหาพลังงานทดแทนมาใช้กับรถยนต์ ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาเครื่องยนต์ที่สามารถปรับสภาพการใช้งานต่อพลังงานทด แทนได้ แต่ในบางประเทศมีกฎหมายห้ามนำพืชอาหารมาใช้เป็นพลังงานเนื่องจากมีความกังวล ทางด้านปริมาณผลผลิตในอนาคต ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการใช้พืชอาหารจึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการค้นพบพลังงาน ทดแทนใหม่ ๆ ซึ่งพบว่า ยังมีพืชอีกหลายร้อยชนิดที่สามารถพัฒนาเป็นพลังงานทดแทนได้ แต่ต้องผ่านการปรับแต่งที่ตามมาด้วยต้นทุนอื่น ๆ หรือมีปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่นผลิตได้ช้า ผลิตได้แพง ผลิตแล้วเกิดปัญหาอย่างอื่นตามมา เป็นต้น
ปัจจุบันพืชที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นพลังงานทดแทนมีประมาณ 100 ชนิดทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ คาเมลีนา ซึ่งในต่างประเทศมีการนำไปผลิตออกมาแล้วพบว่ามีต้นทุนไม่สูงมากนัก และสามารถเอามาทดแทนได้ผลผลิตใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล ขณะที่ต้นทุนต่ำกว่าปกติ ซึ่งในบางรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการผลิตและจำหน่ายมากว่า 6 ปี รวมทั้งประเทศออสเตรเลีย เกาหลี จีน รัสเซีย ฯลฯ
นายจอห์น ดี. ปาร์ค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ดรีม ซัพพลาย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มการใช้เมล็ดคาเมลีนาในประเทศไทยยังต้องอาศัยความพร้อมในอีกหลายด้าน ทั้งทางด้านวัตถุดิบ โรงงานสกัดน้ำมัน หรือโรงบีบน้ำมัน รวมทั้งโรงงานกลั่น และตลาดที่รองรับโดยบริษัทปลูกพืชน้ำมันคาเมลีนาดรีม มาตั้งแต่ปี 2548 รวมพื้นที่ประมาณ 1,000,000 ไร่ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น และชัยภูมิ โดยลักษณะความร่วมมือกับชาวนาในท้องถิ่นเนื่องจากเมล็ดคาเมลีนา ดรีม ใช้วิธีการปลูกและเก็บเกี่ยวคล้ายคลึงกับการปลูกข้าวจึงใช้คนเป็นแรงงานที่ สำคัญตลอดระยะเวลาการปลูก ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ทำการผลิตและส่งออกไปยังประเทศเกาหลี
ล่าสุดบริษัททำ สัญญากับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ในการสนับสนุนการปลูกพืชคาเมลีนาจากความร่วมมือกับชาวนาในพื้นที่ต่าง ๆ อีก 12 ล้านไร่ทั่วประเทศไทย ภายใน 5 ปีนี้ โดย 1 ไร่ จะมีผลผลิตประมาณ 300 กิโลกรัม รวมการผลิตกว่า 1 หมื่นล้านตันต่อปี ขณะที่พืชน้ำมันคาเมลีนาสามารถปลูกได้ 3 ครั้งต่อปี โดยบริษัทตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่การผลิตน้ำมันคาเมลีนา ดรีม เป็น 33 ล้านไร่ ในอีก 5 ปีข้างหน้า
สำหรับสายพันธุ์ที่ใช้ในปัจจุบันมีชื่อว่า “คาเมลีนา ดรีม” เป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้ทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางพัฒนาสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพเทียบ เท่ากับการปลูกในต่างประเทศ เช่น 1.การลดรอบการผลิตจาก 90 วัน เหลือ 60 วัน 2.ผลผลิต 500 กิโลกรัม เทียบเท่ากับในสหรัฐอเมริกา 3.น้ำหนัก 45% ซึ่งหากการวิจัยสำเร็จ ก็จะทำให้ผลผลิตในประเทศไทยมีประสิทธิภาพสูงขึ้น นอกจากนั้น ยังพัฒนาทางด้านการผลิต โดยได้ทำการเจรจาร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการศึกษากระบวนการสกัดน้ำมันและการกลั่นเพื่อรองรับการเติบโตของพืชทดแทน เพื่อการผลิตพลังงานในอนาคต โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 1 ปี
ทั้ง นี้ บริษัทลงทุนกว่า 40 ล้านบาท ก่อสร้างโรงกลั่นและเพิ่มทุนเพื่อขยายกำลังผลิตอีก 60 ล้านบาทภายในเดือนมิถุนายนนี้ นอกจากนั้น เตรียมงบลงทุนอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างโรงงานบีบน้ำมันดิบอีก 10 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้บริษัทตัดสินใจในการลงทุนเพื่อผลิตน้ำมันคาเมลีนา ดรีม เพื่อพลังงานทดแทน นอกจากมองเห็นแนวโน้มการเติบโตของพืชพลังงานชนิดนี้แล้ว บริษัทฯ ได้ทำการศึกษาต้นทุนของการปลูกพืชชนิดนี้ พบว่า ต้นทุนทั่วไปอยู่ที่ 1 ต้น ประมาณ 4,860 บาท แต่บริษัทฯ สามารถบริหารได้ไม่ถึง 2,000 บาท ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จในการศึกษาและวิจัยการผลิต
การดำเนิน การหลังจากนี้ คือการเตรียมบุคลากร ซึ่งส่วนใหญ่คือชาวนาในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของบริษัทฯ ทั้งนี้การเลือกชาวนาเป็นผู้ปลูกพืชชนิดนี้ เนื่องจากพื้นที่นามีลักษณะเป็นที่โล่งเตียนเหมาะสมกับการปลูก มีเครื่องมือทางการเกษตรที่สะดวกทันสมัย ทำงานได้สะดวก และยังสามารถปลูกเสริมในช่วงที่ไม่มีการทำนา
“เราต้องการ ให้รอบการผลิตข้าวให้อยู่ในรอบปกติ แต่ส่วนการผลิตเมล็ดคาเมลีนา ดรีม ของเราเป็นรอบเสริม เราคิดว่าปีหนึ่งเราได้สองรอบการผลิตส่วนพื้นที่ไหนไม่ปลูกข้าวก็จะมีการ ปลูกทั้งปีซึ่งขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูพื้นที่นำดินไปวิเคราะห์ เพราะพื้นที่บางแห่งปลูกข้าวได้ไม่ดี ถ้าเจอพื้นที่แบบนั้นก็ต้องทำการปรับปรุงดิน และหากผ่านการปลูกไปสัก 2-3 รอบ ก็จะทำให้ดินพื้นที่นั้นดีขึ้นด้วย เนื่องจากตัวมันเองก็เป็นปุ๋ยที่ดี”
นายจอห์นกล่าวอีก ว่า แนวโน้มของการใช้พืชทดแทนน้ำมันในประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูง เพราะพืชพลังงานทดแทนซึ่งเป็นพืชอาหาร อาทิปาล์มน้ำมัน กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งการผลิตพลังงานและผลิตน้ำมันเพื่อปรุงอาหารและมีแนวโน้มว่าปาล์มจะมี ปริมาณความต้องการใช้ที่ไม่เพียงพอในอนาคต และจะต้องมีการผลิตพลังงานทดแทนจากพืชอื่น ๆ ซึ่งการเตรียมผลผลิตจากพืชทดแทน เป็นแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากและการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานทด แทนของประเทศไทย ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านพลังงานของประเทศที่ส่งผลต่อศักยภาพในการ แข่งขันทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ จึงคาดว่า พืชน้ำมันคาเมลีนา ดรีม จะเป็นหนึ่งในพลังสำคัญในการช่วยชาติประหยัดพลังงานน้ำมันที่ต้องสูญเสีย อย่างมหาศาลต่อปี
ขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ “ซี.พี.” เองก็ประกาศลุยปลูกปาล์มรับวิกฤตน้ำมันแพงที่มีแนวโน้มแพงทะลุบาร์เรลละ 150 เหรียญสหรัฐ
นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เปิดเผยว่า ซี.พี. มียุทธศาสตร์ใหม่รับแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจน มีการประเมินราคาอาจแตะ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยเน้นการปลูกพืชทดแทนประเภทปาล์มใน 3 พื้นที่หลัก คือ ภาคใต้ตอนล่าง บน และภาคกลางบางส่วน ตามแผน 3 ปี จะขยายพื้นที่เพาะปลูกในส่วนที่ดินของเครือ ซี.พี. 4,200 ไร่ และจ้างเกษตรกรในลักษณะคอนแทคฟาร์มมิ่ง 3หมื่นไร่ หรือจุดละ 1 หมื่นไร่ และขยายต่อเนื่องเป็น 2 แสนไร่ ภายใน 10 ปี
แผน การลงทุนช่วง 3-4 ปีแรก จะใช้เงินประมาณ 450-500 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงาน โรงหีบน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล กำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ 3 จุด และโรงงานผลิตไบโอดีเซล 3 โรง เงินลงทุนโรงละไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาท โดยกำลังศึกษารูปแบบของโรงผลิตจะซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือผลิตเอง
“เรา ประเมินราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ลดลงอีก และยิ่งจะทำให้พืชพลังงานทดแทนมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มตามราคาน้ำมันดีเซล จึงต้องวางแผนพลังงานทดแทนที่ชัดเจน เพื่อนำไฟฟ้าและไบโอดีเซลมาใช้ในเครือเพื่อประหยัดต้นทุน” นายมนตรีกล่าว
ไม่ ว่าเวิลด์ดรีมหรือ ซี.พี. ล้วนสะท้อนให้เห็นขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาลที่อาจพลิกฟื้นประเทศไทยอีก รูปแบบหนึ่งในฐานะประเทศผู้ผลิตน้ำมันจากธรรมชาติ ไม่ใช่แค่เกษตรกรรมบ้าน ๆ อีกต่อไป
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2551 หน้า 7 | แกะรอยพืชโบราณ
คาเมลีนาดรีมเป็นพืชโบราณ มีชื่อสามัญ gold of pleasure, false flax หรือ linseed dodder ชื่อวิทยาศาสตร์ Camelina (L.) Crantz อยู่ในวงศ์ Brassicaceae เช่นเดียวกับพืชตระกูลกะหล่ำมีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ไปจนถึง ยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ มีการปลูกตั้งแต่ 4,000 ปีมาแล้ว การกระจายพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปตะวันออกจนถึงเอเชียกลาง แต่ไม่ได้รับความสนใจและพัฒนาจึงทำให้ไม่มีการปลูกอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง ในระยะหลังมนุษย์มีการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้ความต้องการค้นหาพืชทดแทนพลังงานจากน้ำมันเพื่อใช้ไบโอดีเซล (biodiesel) ต้น Camelina จึงได้รับความสนใจที่จะค้นคว้าและพัฒนาในด้านต่าง ๆ
ใน เมล็ดมีน้ำมันที่นำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ได้อยู่ 30-40% เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพดี สามารถนำมาทำเป็นไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ในน้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่า 50% มีองค์ประกอบจำพวกโอเมก้า-3 ประมาณ 40% โอเมก้า-6 ประมาณ 15% สามารถนำมาบริโภคได้ ช่วยลดคลอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจ นอกจากนี้มีวิตามินอี 10 มิลลิกรัม ในน้ำมัน 100 กรัม จึงใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารคนและอาหารสัตว์ มีสาร antioxidants เช่น tocopherols ทำให้น้ำมันไม่เหม็นหืน และยังใช้ในอุตสาหกรรมเคมี ยารักษาโรค และเครื่องสำอาง
ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์เป็นพืชล้มลุก ทนแล้ง ต้นอ่อนสามารถต้นทานน้ำค้างแข็ง ทรงต้นเมื่อยังเล็ก จะมีใบเรียงซ้อนกันเป็นกระจุก ต้นสูง 40-100 เซนติเมตร ผิวลำต้นเรียบ เมื่อโตเต็มที่ลำต้นจะหยาบเนื่องจากมีเส้นใย (lignified) ใบรูปยาวรี ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบยาว 5-8 เซนติเมตร ใบเรียงสลับตั้งฉาก ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดของลำต้นและกิ่งแขนง ดอกสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองอมเขียว ดอกสมบูรณ์เพศ หลีบดอก 4 กลีบ เป็นพืชผสมตัวเองผลเป็นฝักกลมคล้ายลูกแพร์ ยาว 14 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ด 10-20 เมล็ด เมล็ดรูปร่างยาวขอบสองข้างขนานกัน สีเหลืองหรือสีเหลืองปนน้ำตาล ผิวเมล็ดขรุขระเป็นรอยขีดข่วน เมล็ดขนาดเล็กมาก ขนาดกว้าง 0.7 มิลลิเมตร ยาว 1.5 มิลลิเมตร เมล็ด 1,000 เมล็ดมีน้ำหนักประมาณ 1 กรัม
ปัจจุบัน คาเมลีนาปลูกมากเป็นการค้าในอเมริกา ยุโรป เช่น รัสเซีย นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และในออสเตรเลียด้านตะวันตก เช่น เมืองเพิร์ธ
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2551 หน้า 7 | |