พิมพ์ อีเมล์

สบู่ดำ (ตอนที่ 3)

การใช้ประโยชน์จากสบู่ดำ

การใช้น้ำมันสบู่ดำแทนน้ำมันดีเซล

                น้ำมันสบู่ดำสามารถละลายได้ดีในน้ำมันดีเซลและเบนซิน เมื่อเก็บไว้นานๆ ไม่มีการแยกชั้น ดังนั้น น้ำมันสบู่ดำจึงใช้ประโยชน์ในการผสมกับน้ำมันเบนซิน สำหรับเดินเครื่องยนต์เบนซินได้ดีอีกด้วย โดยปกติสิ่งที่นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน น่าจะเป็นที่นิยมมากกว่าใช้แทนน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอุตสาหกรรม สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายก็คำนึงถึงการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง    สำหรับผู้มีเครื่องยนต์เบนซินอยู่แล้วก็จะยอมรับแนวความคิดนี้ได้ง่าย
ตามความเป็นจริงประเทศที่กำลังพัฒนากลับมีความคิดที่ตรงกันข้าม ความจริงก็คือว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้จะมีจำนวนมากกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ชนิดอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง เครื่องจักรกลเกษตร และเรือหาปลา มักนิยมใช้เครื่องยนต์ดีเซลกัน
                 องค์กร the United States Environment Protection Agency หรือ USEPA พบว่าน้ำมันสบู่ดำมีผลกระทบด้านมลภาวะทางอากาศน้อยกว่าการใช้น้ำมันอื่น ๆ โดยลดปริมาณไฮโดรคาร์บอนตกค้าง (unburned hydrocarbons) ได้ประมาณ 68% คาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide) 44 % ปริมาณซัลเฟต (sulphates) 100 % กลุ่มสารอโรมาติค ไฮโดรคาร์บอน (aromatic hydrocarbons PAHs) 80% และคาร์ซิโนจีนิคไนเตรท ( carcinogenic nitrated PAHs) 90% จากหลักการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้ความร้อนจากการอัดอากาศใน กระบอกสูบ แล้วฉีดเชื้อเพลิงเข้าไปเพื่อทำการเผาไหม้นั้น คุณสมบัติทางเคมีของน้ำมันสบู่ดำ จะอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและดีกว่าค่ากำหนดมาตรฐานของน้ำมันดีเซลในบางประเทศ เช่น ไทย ญี่ปุ่น และยุโรป เช่น ค่าความถ่วงจำเพาะ ( specific gravity) ค่าความหนาแน่น (density) ค่าจุดวาบไฟ (flash point) ค่าซีเทน (cetane) และค่าความหนืด (viscosity) รวมถึงให้ความร้อนสูงเท่ากับ 9,470 กิโลแคลลอรี/กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซินและเอธิลแอลกอฮอล์ที่ให้ความร้อนเท่ากับ 10,170 10,600 และ 6,400 กิโลแคลลอรี/กิโลกรัม ตามลำดับ ซึ่งคุณสมบัติทางเคมีเหล่านี้ เป็นตัวบ่งบอกถึงประสิทธิภาพการเผาไหม้ การติดไฟ การป้องกันการน็อค และการประหยัดน้ำมันในเครื่องยนต์ดีเซล เช่นเดียวกับค่าการเผาไหม้ของสารซัลเฟต (sulphated ash) หรือปริมาณสารซัลเฟอร์ตกค้างที่จะกัดกร่อนชิ้นส่วนของระบบหัวฉีดเครื่องยนต์ ดีเซลให้ผุกร่อนได้ง่าย และทำให้อากาศเป็นพิษ น้ำมันสบู่ดำจะมีค่าน้อยกว่าน้ำมันดีเซลด้วย (ตารางที่ 1) นอกจากนี้ภายในเมล็ดสบู่ดำยังประกอบด้วยองค์ประกอบทางเคมีที่มีประโยชน์หลาย ชนิดและมีปริมาณสูง เมื่อเปรียบเทียบกับในเมล็ดถั่วเหลือง และถั่วลิสง ซึ่งเป็นพืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น โปรตีน กรดไขมันไม่อิ่มตัว และไฟเบอร์ เมล็ดสบู่ดำจึงมีประโยชน์ในด้านการทำปุ๋ยอินทรีย์ได้ ซึ่งจากการวิเคราะห์กากจากเมล็ดสบู่ดำมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชสูง หลายชนิด ได้แก่ ฟอสฟอรัส (0.61 % ) แคลเซียม (0.47%) แมกนีเซียม (0.42%) โซเดียม (0.04%) และโพแทสเซียม ( 1.03% ) ( Heller, 1996)

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคุณสมบัติของน้ำมันดีเซลจากสบู่ดำและค่ามาตรฐานของยุโรป

Parameter

Jatropha bio-diesel

European standard

Density (g cm -3 at 20 o C)

Flash point ( o C)

Cetane no. (ISO 5165)

Viscosity (mm 2 /s at 40 o C)

Sulphated ash

Carbon residue

0.879

191

57-62

4.20

0.014

0.025

0.860-0.900

>101

>51

3.5-5 .0 (40 o C)

<0.02

<0.3

ที่มา : ดัดแปลงจาก Gubitz และคณะ( 1999). Bioresource Technology 67 : 73-82.
อ้างโดย Becker and Francis (2000 )

ข้อได้เปรียบของสบู่ดำเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพลังงานชีวภาพอื่นๆ คือ
        1. เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและขยายพันธุ์ง่าย
        2. วิธีการสกัดเอาน้ำมันออกสามารถทำได้ง่าย
        3. ประสิทธิภาพของพลังงานเป็นที่น่าพอใจ
        4. สามารถหาได้ในชนบท
        5. ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์

           จากลักษณะธรรมชาติในการเจริญเติบโตของต้นสบู่ดำ และผลการนำน้ำมันมาใช้ประโยชน์นั้น ได้แสดงให้เห็นว่า ต้นสบู่ดำสามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ดีในสภาพพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ส่วนน้ำมันสบู่ดำสามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน่าจะเป็นน้ำมันที่ใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลได้เช่นเดียวกับพืชน้ำมันและพืชทด แทนพลังงานอื่น ๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ดังนั้นการใช้น้ำมันจากพืชนอกจากเป็นการลดมูลค่านำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และเป็นการลดต้นทุนให้กับเกษตรกรรวมถึงผู้บริโภคอื่น ๆ แล้ว ยังเป็นการใช้ประโยชน์จากพืชให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่สามารถผลิตได้ในประเทศ เพื่อทดแทนการขาดแคลนพลังงานในอนาคตได้ และหากประเทศไทยสามารถผลิตไว้ใช้อย่างเพียงพอ อาจนำไปสู่การส่งออกเพื่อจำหน่ายได้ เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีนโยบายรักษาสภาพแวดล้อม โดยให้ใช้พลังงานทดแทนจากพืชและสัตว์ เพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซล ไบโอแก๊ส และเอทานอล มาใช้กับเครื่องยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้ แทนการใช้น้ำมันปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดไปและมีมลภาวะต่อสภาพแวดล้อมสูงกว่า อย่างไรก็ตาม มีรายงานพบว่า ในน้ำมันดีเซลมีองค์ประกอบของ PCA หรือโพลีไซคลิก อะโรเมติกส์ ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง ฉะนั้นหากมีการนำน้ำมันสบู่ดำไปใช้ประโยชน์กันมากขึ้นในอนาคต จึงควรมีการศึกษาเพื่อความปลอดภัยต่อไป

การใช้ประโยชน์นอกจากน้ำมันเชื้อเพลิง

• ประโยชน์ของสบู่ดำ

ใบ ใบอ่อนสามารถนำมานึ่ง หรือต้มรับประทานได้อย่างปลอดภัย

เปลือกไม สามารถนำ มาสกัดเอาแทนนิน (Tannin) ใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังได้

ลำต้น   ตัดเป็นท่อนต้มน้ำให้เด็กกินแก้ซาง ตาลขโมย ตัดเเป็นท่อนแช่น้ำอาบแก้โรคพุพอง ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างและทำรั้วป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าทำลายผลผลิต ใช้เป็นฟืนและถ่าน

ดอก เลี้ยงผึ้งเพื่อผลิตน้ำผึ้ง

เมล็ด ใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย กากเมล็ด ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือจากการหีบเอาน้ำมันไปใช้แล้ว จะนำมาอัดเป็นก้อน
ส่วนนี้จะมีเคอร์ซิน (curcin) ซึ่ง เป็นโปรตีนที่เป็นพิษ เหมือนกับไรซิน (ricin) ในละหุ่ง
ไม่เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงสัตว์ แต่เหมาะที่จะนำไป ทำปุ๋ย หรือนำไปทำเป็นเชื้อเพลิงให้กับ
เครื่องสตีมเทอร์ไบน์ (Steam turbine) สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ตารางเปรียบเทียบธาตุอาหารหลัก กากสบู่ดำกับวัสดุชนิดอื่น ๆ

ชนิดของปุ๋ย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรตัสเซียม
กากสบู่ดำ 4.44 2.09 1.68
มูลกระบือ 0.98 0.69 1.66
มูลไก่ 3.04 6.27 2.08
มูลเป็ด 2.37 2.10 1.09
ปุ๋ยหมักจากฟางข้าว 0.81 0.18 0.68
ปุ๋ยหมักจากผักตบชวา 1.43 0.46 0.48
ปุ๋ยหมักจากขยะ 1.25 0.25 0.65

        ใน เมล็ดสบู่ดำยังมีสารพิษรุนแรงและเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ คือ curcin, curcasin, phytosterols, resin และสารในกลุ่ม phorbol esters ทำให้มีผลต่อระบบทางเดินอาหารและการหายใจ จึงมีการสกัดสารจากเมล็ดไปใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสารชีวภาพกำจัดแมลงได้อย่าง มีประสิทธิภาพ เช่น การลดการเข้าทำลายของหนอนเจาะต้นข้าว

น้ำยาง จากก้านใบ รักษาโรคปากนกกระจอก ห้ามเลือด แก้ปวดฟัน แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว โดยผสมกับน้ำนมมารดา ป้ายลิ้น หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น เบื่อปลา หรือเป็นของเล่น โดยเป่าน้ำยางสีขาวให้กลายเป็นฟองคล้ายฟองสบู่

ราก ใช้เป็นยาขับถ่ายพยาธิ

       น้ำมันเมล็ดของสบู่ดำ ประกอบไปด้วยน้ำมันประมาณ 35 – 40% เนื้อใน (kernels) ประมาณ 55 – 60% ดังนั้น “น้ำมัน” จึงเป็นผลผลิตที่สำคัญของสบู่ดำ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายประการ ดังนี้
- ทำเครื่องสำอาง และถนอมผิว น้ำมันจากเมล็ดสามารถนำมาใช้ทาแก้โรคผิวหนัง หรือผิวหนังอักเสบรวมทั้งสามารถบรรเทาอาการปวดข้ออันเนื่องมาจากรูมาตอยด์ ได้ด้วยกรดไลโนอิคในน้ำมันเมล็ดในของสบู่ดำซึ่งมีอยู่ประมาณ 36% มีความน่าสนใจในการนำไปทำเป็นครีมถนอมผิว
- สารเคมีกำจัดศัตรูพืช น้ำมัน และสารสกัดจากน้ำมันของสบู่ดำ สามารถนำมาใช้กำจัดศัตรูพืชได้ โดยมีตัวอย่างในการนำไปใช้ควบคุมแมลงศัตรูฝ้าย โดยเฉพาะหนอนเจาะสมอฝ้าย ศัตรูผัก มันฝรั่ง และข้าวโพด สารสกัดเมธานอล (Methanol extracts) จากสบู่ดำ ซึ่งประกอบด้วยสารพิษบางชนิด มีการทดลองนำมาใช้ในการควบคุมพยาธิในหอยที่นำมาบริโภค
- สบู่ กลีเซอรีน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากไบโอดีเซล สามารถนำมาทำสบู่ได้ ขณะเดียวกันน้ำมันจากสบู่ดำ ล้วน ๆ ก็นำมาทำสบู่ได้เช่นกัน โดยมีการผลิตเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรืออุตสาหกรรมในครัวเรือน ในหนังสือ Wphysic nutW เขียนโดย Joachim Heller ที่พิมพ์เผยแพร่โดย IPGRI เมื่อปี ค.ศ. 1996 ได้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากสบู่ดำ ไว้ในทำนองเดียวกัน ดังนี้
- ใช้ทำยา ในหนังสือดังกล่าวระบุว่าทุกส่วนของต้นสบู่ดำ รวมทั้งเมล็ด ใบ และเปลือกไม้ ทั้งสดและ นำมาสกัดหรือต้ม สามารถนำมาทำยาพื้นบ้าน และยารักษาสัตว์ได้ โดยน้ำมันของ สบู่ดำมีฤทธิ์เป็น ยาระบาย และโดยทั่วไปนิยมนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง รวมทั้งใช้ ทาแก้ปวดในคนที่เป็นโรค รูมาติสซั่ม ใบนำมาต้มน้ำดื่มแก้ไอ และใช้ฆ่าเชื้อโรคภายหลัง การคลอด น้ำในเนื้อเยื่อของต้นสบู่ดำ นำมาใช้ห้ามเลือด
-ใช้เป็นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช และพาราสิตของหอย สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของต้นสบู่ดำมีศักยภาพ ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะน้ำมันจากเมล็ด สารสกัดจากเมล็ด และฟอร์บอล เอสเตอร์ (Phorbol ester) จากน้ำมันสามารถนำมาควบคุมศัตรูพืชหลายชนิด ในหลายกรณีอย่างได้ผลดียิ่ง ทั้งในฝ้าย มันฝรั่ง พืชผัก ถั่วเขียว ข้าวโพด และข้าวฟ่าง น้ำที่สกัดจากใบของสบู่ดำ มีฤทธิ์ในการควบคุมเชื้อราที่เป็นพาหะนำโรคของพืชบางชนิด และมีผการทดลองจากห้องปฏิบัติการระบุว่าเมล็ดสบู่ดำที่บดเป็นผงสามารถทำให้หอยมีปฏิกิริยา ต่อต้านการอาศัยของพยาธิใบไม้ได้ อย่างไรก็ตามมีข้อมูลระบุว่า ในออสเตรเลียจัดให้สบู่ดำเป็น วัชพืช เนื่องจากมีการแพร่ขยายอย่างกว้างขวางทั่วโลก และเป็นพืชที่เมล็ดมีพิษ ซึ่งต้องมีการ ควบคุมการปลูก ทำสบู่
       ในสมัยก่อน ใช้น้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำในการผลิตสบู่เนื่องจากมีการปลูกและสกัดน้ำมัน จากเมล็ดเป็นจำนวนมากในแหลม Verde ปัจจุบันในประเทศมาลี ก็มีการผลิตสบู่ จากน้ำมันสบู่ดำใช้กันอย่างแพร่หลายในท้องถิ่น โดยการนำน้ำมันมาต้ม กับโซดา
        มีการทดลองในห้องปฏิบัติการของบริษัท ตาตา ออยล์ มิลล์ จำกัด (Tata oil Mills Co.Ltd.,) ในเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย โดยการนำส่วนผสมที่ประกอบด้วยน้ำมันสบู่ดำที่มีส่วนผสม ของไฮโดรเจน (Hydrogenated Physic nut) 75% น้ำมันสบู่ดำบริสุทธิ์ 15% และ น้ำมะพร้าว 10% ผลิตเป็นสบู่ที่มีฟองมีค่าความเป็นกลางใช้สำหรับทำความสะอาดร่างกาย

การทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้วยน้ำมันสบู่ดำ

          ผลการทดสอบโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซลด้วยน้ำมันสบู่ดำในเครื่องยนต์ 4 จังหวะ หลังเดินเครื่องครบ 1 , 000 ชั่วโมง พบว่า เครื่องยนต์ติดง่าย ปริมาณการใช้น้ำมันสบู่ดำเฉลี่ย 634 ซีซี/ชั่วโมง และน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 653 ซีซี/ชั่วโมง ความสึกหรอของเสื้อสูบ ลูกสูบ แหวน ลิ้นหัวฉีดยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทดแทนน้ำมันออโต้ลูปในเครื่องยนต์ 2 จังหวะได้อีกด้วย หากผสมในอัตราส่วนน้ำมันออโต้ลูปและน้ำมันสบู่ดำไม่เกิน 20:1 ส่วนค่าควันดำของเครื่องยนต์ ในน้ำมันสบู่ดำเฉลี่ย 13.42% และน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 13.67% ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 40% เช่นเดียวกับปริมาณคาร์บอนมอนนอกไซด์ เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันสบู่ดำเฉลี่ย 587 ppm และน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 583 ppm ซึ่งทั้ง 2 ชนิดมีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6% หรือ 60,000 ppm ทั้งนี้ขึ้นกับแรงม้าและจำนวนรอบของเครื่องยนต์ด้วย

ผลการทดสอบปริมาณไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้น้ำมันสบู่ดำและน้ำมันดีเซล

เครื่องยนต์

จำนวนรอบ/นาที

น้ำมันสบู่ดำ

น้ำมันดีเซล

   
ควันดำ(%)
คาร์บอนมอนดอกไซด์(ppm)
ควันดำ(%)
คาร์บอนมอนดอกไซด์(ppm)

คูโบต้า

840

12.0

550

10.5

650

7 แรงม้า

2,160

13.0

450

14.5

750

 

2,600

12.0

725

12.5

500

ยันม่าร์

1,000

11.5

500

10.0

500

18 แรงม้า

1,600

14.5

650

15.5

500

 

2,200

18.5

650

19.0

600

เฉลี่ย

1,733

13.42

587

13.67

583

           

ที่มา : ระพีพันธ์ และคณะ (2525)

การสกัดน้ำมันสบู่ดำ

ผลสบู่ดำ

ที่มา: ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมา

          ในเมล็ดสบู่ดำที่เก็บผลผลิตมาประมาณ 4 กิโลกรัม จะสกัดน้ำมันได้ 1 ลิตร หรือประมาณ 25-30% ของผลผลิต การสกัดน้ำมันอาจทำได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะให้ปริมาณน้ำมันแตกต่างกัน เช่น ในห้องปฏิบัติการ ใช้วิธีบดให้ละเอียด แล้วสกัดด้วยตัวทำละลาย ปิโตรเลียมอีเทอร์ จะได้น้ำมัน 34.96% จากเมล็ดรวมเปลือก และ 54.68% จากเนื้อเมล็ด ส่วนการสกัดด้วยระบบไฮดรอริคและระบบอัดเกลียว จะได้น้ำมันใกล้เคียงกัน คือ ประมาณ 25-30% และมีน้ำมันตกค้างในกาก 10-15% ในการสกัดต้องใช้ผลสบู่ดำแห้ง (ผลสีเหลืองถึงสีดำ) ที่แก่จากต้น นำมากะเทาะเปลือกออกให้เหลือเฉพาะเมล็ด นำไปล้างน้ำทำความสะอาดและผึ่งลมให้เมล็ดแห้ง ก่อนการสกัดน้ำมันด้วยระบบไฮดรอริกและระบบอัดเกลียว จะต้องนำเมล็ดมาทุบให้แตกหรือบดหยาบ แล้วนำไปเพิ่มความร้อน โดยการนำไปตากแดด หรือนึ่ง หรือนำเข้าตู้อบก่อนนำเข้าเครื่องสกัด เพื่อให้การสกัดน้ำมันกระทำได้งายขึ้น ทั้งนี้ น้ำมันที่ได้จากการสกัดจะต้องกรองสิ่งสกปรกออก หรือทิ้งให้ตกตะกอนก่อนนำไปใช้งาน และสามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลโดยไม่ต้องใช้น้ำมันชนิดอื่นผสมอีก ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของน้ำมันสบู่ดำ ทำให้เกษตรกรใช้งานได้สะดวกและไม่มีความยุ่งยาก

การคั้นน้ำมันด้วยระบบไฮดรอลิกและอัดเกลียวลักษณะน้ำมันสบู่ดำที่สกัดได้สำหรับใส่เครื่องยนต์

ที่มา : สมบัติ,2548

ความเป็นพิษ

         ในทุกส่วนของสบู่ดำมีสารพิษที่เป็นอันตราย เช่น ลำต้น ใบ และ ผล มีสารไฮโดรไซยานิก (hydrocyanic) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ชัก หอบ หายใจขัด และอาจตายได้ ในเมล็ดสบู่ดำมีสารพิษที่เรียกว่า curcin หรือ cureacin และสารพวก resin เจือปนอยู่ หากบริโภคแล้วจะทำให้ท้องเดินมีฤทธิ์คล้ายสลอดและถ้าบริโภคในปริมาณมากอาจทำ ให้เสียชีวิตได้ ในน้ำมันมีสารฟอร์บอล เอสเทอร์ (phorbol ester) ซึ่งมีฤทธิ์ในการกระตุ้นให้เซลล์ที่มียีนผิดปกติแบ่งตัวและอาจพัฒนาเป็น เซลล์มะเร็งได้

ที่มา : ศูนย์สารสนเทศ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ลิงค์ : http://210.246.186.28/power_oil/soap/index.htm

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้847
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้836
mod_vvisit_counterรายเดือน4558
mod_vvisit_counterทั้งหมด144307