พิมพ์ อีเมล์
สบู่ดำ (Physic Nut) พืชพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ

         สบู่ ดำ หรือ Physic nut หรือ มะเยา (ภาษาอีสาน) มะหุ่งฮั้ว (ภาษาเหนือ) จัดเป็นหนึ่งในพืชพลังงานที่ถูกหมายตาว่าจะเป็นตัวเก็งในการนำมาพัฒนาน้ำมัน ไบโอดีเซลในประเทศไทยเช่นเดียวกับปาล์มน้ำมัน ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวด้านการให้น้ำมันของพืชชนิดนี้ที่มีอยู่ประกอบกับ เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็มีผลงานการวิจัยออกมายืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าคุณสมบัติดังกล่าวของ สบู่ดำสามารถนำไปพัฒนาไบโอดีเซลได้จริง นำไปสู่การคาดหมายกันว่าพืชชนิดนี้ ในอนาคตอันใกล้น่าจะมีอนาคตสดใสในแง่ของการเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการ รับรองดูแลจากรัฐบาลเช่นเดียวกับปาล์ม น้ำมัน
        สบู่ดำมีชื่อวิทยา ศาสตร์ว่า Jatropha curcas L. วงศ์ Euphorbiaceae เป็นพืชพื้นเมืองเก่าแก่ที่สามารถจะปลูกได้ในสภาพพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ในสมัยก่อนการปลูกสบู่ดำมีจุดประสงค์เพื่อเป็นแนวรั้วของสวนป้องกันสัตว์ที่ จะเข้าไปแทะเล็มหรือรบกวนในสวน เป็นไม้ยืนต้นซึ่งพบว่ามันสามารถมีอายุยืนนานได้กว่า 50 ปี มีลักษณะเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็ว ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตค่อนข้างเร็ว ในภาคอีสานชาวบ้านจะรู้ว่าพืชนี้เป็นพืชน้ำมัน ในสมัยก่อนเคยมีการนำเมล็ดของมันไปเสียบไม้สำหรับเป็นขี้ไต้ใช้จุดไฟได้
       ขณะที่เรื่องของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นพืชน้ำมันของสบู่ดำ นั้นได้เริ่มขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ 25-26 ปีมาแล้ว โดยทีมอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมกันทำการวิจัยในเรื่องนี้และ ถือว่าสบู่ดำเป็นพืชชนิดหนึ่งที่สามารถจะพัฒนาเป็นไบโอดีเซลหรือพลังงานทด แทนจากพืชได้ แต่ทว่างานวิจัยในขณะนั้นกลับไม่ได้รับการสนับสนุนหรือให้ความสำคัญจาก รัฐบาลสักเท่าใดนัก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าราคาน้ำมันดีเซลตอนนั้นยังถูกมากเพียงลิตรละ 3-5 บาท จึงไม่สร้างแรงจูงใจให้คนหันมาสนใจงานวิจัยดังกล่าวเท่าที่ควร
       “จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเรามองเห็นแล้วว่าน้ำมันจะแพงดีเซลก็ต้องแพงแน่นอน เพราะฉะนั้นทุกคนก็หันกลับมาดูในเรื่องของไบโอดีเซลแก๊สโซฮอล์ มาดูพลังงาน    ทดแทนจากพืช ซึ่งถ้าแยกเป็นแก๊สโซฮอล์ก็จะมองอ้อยและมันสำปะหลัง ขณะที่ไบโอดีเซลมีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการพัฒนาแล้วมาใช้ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เป็นต้น และก็เป็นที่ฮือฮากันมาเมื่อสัก 2-3 เดือนที่ผ่านมา คือการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันที่ใช้แล้วโดยนำน้ำมันที่ว่าไปผ่านกระบวนการ วิธีต่าง ๆ ก็จะได้เป็นดีเซลออกมา
        ทีนี้ก็กลับมาดูว่าพืชพื้นเมืองนอกจากปาล์มน้ำมันแล้วมันยังมีพืชอะไรอีก บ้างที่คิดว่ามีศักยภาพ ทุกคนก็วิ่งกลับมาศึกษาในเรื่องของสบู่ดำกันอีกครั้งก็อย่างที่ว่าด้วย ศักยภาพของตัวมันเองและก็ดูแล้วว่ามันเป็นน้ำมันที่ทดแทนไบโอดีเซลได้ 100% คือน้ำมันพอสกัดออกมาแล้วสามารถที่จะเอาไปใส่เครื่องดีเซลหมุนช้าได้ทันที เลย! เครื่องดีเซลหมุนช้าก็ยกตัวอย่างเช่น เครื่องสูบน้ำ รถไถนา รถแทรกเตอร์และก็รถอีแต๋น พวกนี้สามารถใช้ได้ทันทีเลย
        นักวิจัยก็เลยเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้นมีการศึกษามีการรวบรวมพันธุ์สบู่ดำมา จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อจะดูถึงเรื่องของการให้ผลผลิต ตอนนี้ในส่วนของผมการทำวิจัยมา 2 ปีมีจุดประสงค์ในการพัฒนาสบู่ดำให้เป็นพืชเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมซึ่งจะมุ่ง ไปที่เรื่องของการศึกษาวิจัย “เขตกรรม” เป็นหลัก เพราะถ้าเราบอกว่าศักยภาพการให้ผลผลิตของพืชแต่ละชนิดนั้นมันน่าจะอยู่ที่ การบริหารจัดการเป็นสำคัญ มีอะไรบ้างล่ะ เช่น เรื่องของการปลูก ระยะปลูก การจัดการด้านศัตรูพืช การจัดการน้ำ การตัดแต่งกิ่ง เพราะพวกนี้คือการดูแลรักษาหลังจากการปลูกแล้วมันจึงจะให้ผลผลิต”
        เริ่ม ต้นด้วยการทดลองปลูกในแปลงขนาด 6 ไร่ ที่คณะเกษตร กำแพงแสน โดยปลูกสบู่ดำ (สายพันธุ์จากแพร่ และโคราช) เมื่อเดือนกันยายน ปี 2546 ที่ผ่านมา ใช้ระยะปลูก 1x2 เมตร หรือประมาณไร่ละ 800 ต้น พร้อมการจัดการและการดูแลในทุก ๆ ขั้นตอนเป็นอย่างดีขณะที่ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นข้อมูลการวิจัยเพื่อการสรุปผลที่ได้สำหรับพัฒนาเป็นแนว ทางในการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด หลังการปลูกและดูแลอย่างดีผ่านไปเป็นเวลา 2 เดือน ต้นสบู่ดำในแปลงทดลองเริ่มออกดอก หลังจากนั้นอีก 2 เดือนต่อมาก็มีการติดผลและเริ่มที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ซึ่งก็พบว่าผลผลิต  ที่ได้เมื่อนำผลของสบู่ดำไปทำการกะเทาะเอาเปลือกออก เพื่อ  จะเก็บเฉพาะเมล็ดที่ใช้สำหรับการหีบน้ำมันจะได้เมล็ดสบู่ดำประมาณ 1 กิโลกรัม/ต้น หรือคิดเป็นผลผลิตต่อไร่ก็ 800 กิโลกรัม (เมล็ด) ต่อ 1 ไร่ และเมื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการสกัดเป็นน้ำมันออกมาก็พบว่าจะต้องใช้เมล็ดสบู่ ดำ 4 กิโลกรัม จึงจะได้เป็นน้ำมันไบโอดีเซลออกมา 1 ลิตร
        การศึกษาเพื่อจะหาวิธีเพิ่มผลผลิตต่อมาก็คือว่า หลังการเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลงขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับต้นในการจะให้ผล ผลิตครั้งต่อไป นั่นก็คือขั้นตอนของการตัดแต่งกิ่งเช่นเดียวกับพืชอื่น ๆ แล้วทีมวิจัยก็ได้พบกับความน่าทึ่งอีกครั้งว่าการตัดแต่งกิ่งโดยเฉพาะยิ่ง ตัดตรงช่วงข้อที่สั้นที่สุดก็จะพบว่าการแตกกิ่งขึ้นมาใหม่ยิ่งแตกได้ดีและ แตกมาก หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์ต่อมาก็พบว่าสบู่ดำเริ่มออกดอกอีกแล้ว 8 สัปดาห์มีการติดผล สรุปว่าหลังการตัดแต่งกิ่ง 2 เดือน สามารถที่จะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้อีกแล้ว
     ขั้นต่อมาการศึกษาจึง มุ่งเน้นความสนใจไปที่การจัดการเรื่องน้ำควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่ง จากเดิมนั้นสบู่ดำที่เกิดตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งพบว่าต้นสบู่ดำมักจะมีการ ทิ้งใบและหยุดให้ผลผลิตซึ่งก็ต้องรอจนกว่าจะมีฝนตกลงมาอีกครั้งต้นจึงจะมี การแตกใบและเริ่มที่จะให้ผลผลิตเพียงครั้งเดียวต่อปี ขณะที่แนวทางการพัฒนาเพื่อจะให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้นั้นคือจะต้องสามารถทำให้ มันมีผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี งานวิจัยจึงได้ทำแปลงทดลองเป็นสองลักษณะเพื่อจะเปรียบเทียบกันโดยแปลงหนึ่ง มีระบบการจัดการเรื่องน้ำเป็นอย่างดีควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่ง ในขณะที่อีกแปลงหนึ่งจะรอฝนที่จะตกลงมาอย่างเดียว พบว่าหากมีการจัดการเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่งต้น สบู่ดำก็สามารถที่จะให้ผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีได้เช่นเดียวกัน
      นอกจากเมล็ดสกัดเป็นน้ำมันแล้ว ส่วนประกอบ  อื่น ๆ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 75% จากสบู่ดำ เช่น ต้น ใบ และผลของมันยังสามารถที่จะนำไปพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์ในแง่ อื่น ๆ ที่ควบคู่ไปด้วยกันได้ ส่วนของขั้นตอนต่อไปรัฐบาลจะต้องกำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ขึ้นมาควบคุมเพื่อจะสร้างความแตกต่างไปจากพืชเศรษฐกิจตัวอื่น เช่นที่แล้วมาที่ให้การส่งเสริมมาก่อนหน้านี้ และพบว่ามักมีปัญหาด้านการตลาดตามมาภายหลัง กล่าวคือ รัฐบาลจะต้องหาหรือกำหนดตลาดในการรองรับขึ้นมาให้เห็นชัดเจนก่อนแล้วค่อยมี การส่งเสริมเกษตรกรปลูกเพื่อสร้างผลผลิตป้อนให้กับตลาดซึ่งเป็นวิธีที่จะ ช่วยให้สบู่ดำกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ มิฉะนั้นแล้วรัฐให้การส่งเสริมภายใต้การดำเนินนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกร ยังเป็นไปตามรูปเดิมอยู่ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอยอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะคิดจะพัฒนาอะไรขึ้นมาได้แต่สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบตามวังวนเดิม ๆ
      เมื่อไหร่ก็ตามที่สบู่ดำได้รับการยอมรับให้เป็นพืชเศรษฐกิจโดยรัฐบาล การดำเนินนโยบายการตลาดนำการ    ผลิตควรจะเริ่มต้นจากการมองตลาดในชุมชน เพื่อการรองรับ   ไว้เป็นอันดับแรกอาจจะต้องเริ่มต้นที่ชุมชนใดชุมชนหนึ่งก่อนเพื่อจะสร้างต้น แบบ จากนั้นก็เริ่มด้วยการเก็บข้อมูลในเรื่อง  ของความต้องการใช้ปริมาณน้ำมัน ดีเซลต่อวันว่าคนในชุมชน    มีความต้องการใช้กันวันละเท่าไหร่ เสร็จแล้วรัฐบาลถึงเริ่มเข้า   ไปในขั้นตอนของการสนับสนุนดูแลในลักษณะของการจัดตั้ง  โรงงานสกัดน้ำมันควบ คู่ไปกับโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลให้ โดยทั้งสองภาคการผลิตจะมีน้ำมันจากภาคการเกษตรให้ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง แล้วต่อจากนั้นจึงเริ่มที่จะสนับสนุนให้มีการ   ปลูกเพื่อสร้างวัตถุดิบเพราะถึงจะปลูกทีหลังแต่ก็อย่าลืมว่า    พืชนี้มันโต ไวประกอบกับที่มีแนวทางในเรื่องของเทคโนโลยี   ในการผลิตให้อยู่แล้วดังที่ได้กล่าวถึงผลการวิจัยที่ผ่านมาให้ได้ทราบกันไป แล้วจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาเรื่องวัตถุดิบไม่เกิดขึ้นแน่นอน โดยแนวทางที่เสนอแนะมานี้สุดท้ายจะนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมชุมชนขึ้น
       ปัจจุบันการพัฒนาพลังงานทดแทนจากพืชในการเป็นทางเลือกท่ามกลางสถานการณ์ราคา น้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างแพงลิบลิ่วและไม่มีท่าทีว่าจะต่ำลงมาได้นั้นมี หลายประเทศที่  ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลาย ๆ ประเทศที่เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวและหันมาทำการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังโดย เฉพาะในแง่ของการพัฒนาไบโอดีเซลจากพืชน้ำมันอย่างสบู่ดำ ตัวอย่างของประเทศในเอเชียที่ประสบความสำเร็จในเรื่องไบโอดีเซลจากสบู่ดำจน ถึงขั้นมีการใช้กันอย่างจริงจังแล้วที่เห็นเด่นชัดคือประเทศอินเดียแต่ในขณะ ที่ญี่ปุ่นก็ได้มีการพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์จากน้ำมันของสบู่ดำให้เกิด ความหลากหลายมากขึ้น แต่ตอนนี้สำหรับที่ประเทศไทยเราแม้ว่าความก้าวหน้าด้านวิชาการและเทคโนโลยี ต่าง ๆ เราไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาแล้วก็ตาม แต่ก็คงต้องอดใจรอกันอีกสักนิดเพื่อให้รัฐบาลให้การยอมรับและบรรจุสบู่ดำ เข้าไว้ในกลุ่มของพืชน้ำมันไบโอดีเซลให้อย่างถูกต้องเหมือน ๆ กับปาล์มน้ำมันเสียก่อนซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตเมื่อมีการเปรียบเทียบกัน ระหว่างพืชทั้งสองชนิดนี้แล้ว และพบว่าตัวหนึ่งตัวใดให้ความคุ้มค่ามากกว่าก็อาจจะต้องเลือกหรือไม่ถ้ามัน ดีเหมือนกันก็อาจจะต้องมีการส่งเสริมให้ทำควบคู่กันไป ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไป.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับประจำวันที่ 25 กรกฎาคม พุทธศักราช 2548

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้768
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4549
mod_vvisit_counterทั้งหมด558664