ทั่วโลกผนึกกำลังต้านโลกร้อน
ที่ประชุมคณะกรรมการสากลว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (ไอพีซีซี) หน่วยงานในกำกับขององค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์จาก 120 ประเทศทั่วโลก มาระดมสมองกันในกรุงเทพฯ เพื่อถกเถียงหามาตรการจัดการวิกฤตโลกร้อน
ระหว่างประชุมก็มีการโจมตีกันไปมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศอุตสาหกรรม ในเรื่องบทบาทว่าประเทศฝ่ายใดควรเป็นผู้นำรับผิดชอบหาวิธีการแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายจีน มหาอำนาจแห่งประเทศโลกที่ 3 ซึ่งนำทีมอินเดีย และบราซิลเข้ากดดันที่ประชุม เพราะต้องการผลักไสปัญหาให้ประเทศร่ำรวยรับผิดชอบไป โทษฐานปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าประเทศอื่น
อย่างไรก็ดี แม้หลายฝ่ายจะเห็นว่าการเจรจาอาจยืดเยื้อ ในท้ายที่สุดแล้วที่ประชุมกลับสามารถเข็นมาตรการประหยัดและตีออกมาเป็นรายงานให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ โดยข้อใหญ่ใจความคือการพยายามควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มสูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส จากยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งการควบคุมอุณหภูมิเช่นนี้จะช่วยลดอันตรายจากผลกระทบที่รุนแรงเพราะโลกร้อนได้
วิธีการคือ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ที่ประชุมยังได้ข้อสรุปด้วยว่ามาตรการที่นำเสนอในรายงานเรื่องโลกร้อนเป็นฉบับที่ 3 ของปีในครั้งนี้จะชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเพียงปีละ 0.12% เท่านั้น อีกทั้งได้ผลักดันให้ทั่วโลกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 50-85 % ภายในปี 2593 ด้วย
ในสัปดาห์นี้ยังมีการประชุมนานาชาติวาระสำคัญเพื่อสร้างเสถียรภาพในอิรักให้ยั่งยืนด้วย โดยที่ประชุมว่าด้วยปัญหาในอิรักบรรลุข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการฟื้นฟูอิรักในทุกด้าน และได้เสนอให้สันนิบาตอาหรับเป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดประชุมเพื่อสร้างความสมานฉันท์ในอิรักต่อไป ขณะที่นักการทูตของสหรัฐและอิหร่านได้หารือกันนอกรอบเพื่อประสานรอยร้าวระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 2 ชาติ จะไม่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวก็ตาม
ส่วนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งจะจัดขึ้นในวันนี้ (6 พฤษภาคม) โพลล่าสุดระบุว่า นิโคลัส ซาร์โกซี ผู้แทนจากพรรคยูเอ็มพี ฝ่ายขวา มีคะแนนนำ เซโกลีน โรยัล ผู้แทนจากพรรคสังคมนิยมฝ่ายซ้าย โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งคู่ก่อวิวาทะตอบโต้กันไปมาเพื่อดิสเครดิตคู่แข่ง ทว่า โรยัล ก็ยังคงไม่สามารถดึงคะแนนนิยมให้เพิ่มขึ้นได้
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของหลายฝ่าย เริ่มที่การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่บรูไน ผู้แทนจากญี่ปุ่นแสดงจุดยืนต้องการผลักดันการเจรจาเอฟทีเอ กับอาเซียน โดยตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่อาเซียนได้บรรลุข้อตกลงเอฟทีเอกับเกาหลีใต้ไปแล้ว
นอกจากนี้ อาเซียนและญี่ปุ่นจะตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐ และเอกชน เพื่อศึกษาถึงผลกระทบจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก 16 ประเทศ และจะหารือกันอีกครั้งในการประชุมที่ญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม
ขณะเดียวกัน อาเซียนและอียูก็เห็นพ้องให้เปิดการเจรจาทำข้อตกลงค้าเสรีระหว่างกัน แต่ไม่ได้ระบุถึงกรอบเวลาที่แน่นอน
รัฐมนตรีเศรษฐกิจของจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่ญี่ปุ่น ได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งทุนสำรองต่างประเทศร่วมของชาติเอเชีย เพื่อช่วยเหลือธนาคารกลางชาติเอเชียในการปกครองอัตราแลกเปลี่ยนจากการโจมตีค่าเงิน
แวดวงธุรกิจโลก เริ่มที่สหรัฐและอียู ที่ล่าสุดจรดปากกาลงนามเปิดน่านฟ้าการบินได้แล้ว หลังจากที่ต้องใช้เวลาในการเจรจาหลายปี โดยข้อตกลงนี้จะช่วยเปิดโอกาสด้านการแข่งขันในเส้นทางการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้เพิ่มขึ้น
เป็นข่าวมานาน ในที่สุด อนันดา คริชแนน เศรษฐีนักธุรกิจชาวมาเลเซีย ควักเงินสด 4.79 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.56 แสนล้านบาท) กว๊านซื้อหุ้นส่วนบริหารในส่วนที่เหลือของแม็กซิส บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของมาเลเซีย ถือเป็นการซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของมาเลเซีย
เทกซัส อินสตรูเมนต์ส บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของโลกจากสหรัฐ ทุ่มเงิน 1พันล้านเหรียญ (ราว 3.26 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 10 ปีลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในฟิลิปปินส์ เพื่อกระตุ้นกำลังผลิต
ด้าน รอสเนฟต์ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลรัสเซียได้ทุ่มเงิน 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.23 แสนล้านบาท) ประมูลซื้อหุ้นของบริษัทในเครือยูโกส อดีตบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ร่วมชาติในไชบีเรีย เพื่อหวังผงาดขึ้นเป็นบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดในแดนหมีขาว
ปิดท้ายด้วยผลโหวตของเหล่านักศึกษาปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจกว่า 5 พันคนที่ยกให้กูเกิล อิงค์ เสิร์ชเอ็นจินชื่อดัง เป็นบริษัทในฝันที่ต้องการร่วมงานด้วยมากที่สุดในปีนี้ โค่นแชมป์เก่าอย่างแมคคินซีย์ แอนด์ โค ซึ่งครองอันดับ 1 มาตลอด 12 ปีได้
ต่างประเทศ : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 หน้า A9 |
|