สบู่ดำจากกลุ่มผู้ปลูก..สู่พลังงานทดแทนชุมชน
ถึงแม้ว่าสบู่ดำได้ถูกหยิบยกขึ้นมา พูดค่อนข้างจะเป็นเรื่องเป็นราว และจริงจังมาโดยกระทรวงเกษตรฯเมื่อสามปีที่แล้วก็ตาม จนถึงปัจจุบันก็ยังแทบมองไม่เห็นเลยว่าจะมีหน่วยงานใดทำเรื่องสบู่ดำให้เป็น เรื่องเป็นราวขึ้นมา ในทางกลับกันเจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯก็คิดและพูดออกมาในทางลบด้วยซ้ำไปว่า สบู่ดำไปไม่รอด โดยจะไม่มีการกระทำหรือส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เพราะกลัวเรื่องการร้องเรียนจากชาวบ้านที่ว่า ปลูกแล้วไม่มีใครรับซื้อ และถึงแม้มีคนรับซื้อก็ไม่เกิดทำให้เกษตรกรมีอาชีพเป็นเรื่องเป็นราวได้ เพราะเพียงการคำนวณผลผลิตที่มักจะคำนวณเป็นกี่กิโลกรัมต่อไร่ แล้วคูณด้วยราคาขาย ผลลัพธ์ออกมาก็เลยทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและมีบทบาทต่อการเกษตรคิดว่าไม่คุ้ม อย่างแน่นอน การคิดคำนวณว่าคุ้มหรือไม่คุ้มนี้ก็เกิดจากนักวิชาการที่นำเอาตัวเลขมาบวก ลบ คูณ หาร แล้วก็ตั้งเกมผลประโยชน์ที่จะตอบแทนแก่เกษตรกรต่อกิโลกรัมต่อไร่ต่อครอบครัว เรื่องเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้สบู่ดำต้องเดินถอยหลังกลับไปสู่ เมื่อ 300 ปีที่แล้วก็คือ นอนหลับต่อไป การนำน้ำมันจากสบู่ดำก็สะดุดทั้งๆที่พืชชนิดนี้ เคยได้รับความสนใจและถูกพูดกันมากเมื่อ 3 ปีที่แล้วก็ตาม
สบู่ดำคุ้ม...หรือไม่คุ้ม
คำถามแรกที่มักจะถูกตั้งเป็นประเด็นหรือเป็นด่านแรกที่ทำให้เรื่องของสบู่ดำ สะดุดลงก็คือการที่จะให้เกษตรปลูกสบู่ดำแล้วมีความคุ้มทุนมากน้อยเพียงใด ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นคำถามย้อนกลับ เมื่อมีหน่วยงานอื่นหรือโครงการไปส่งเสริมและแนะนำแก่เกษตรกร คำว่าคุ้มทุนหรือไม่คุ้มนั้นถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะการทำการเกษตรจำเป็นจะต้องมีข้อมูลให้กับตัวชาวไร่ชาวนาเอง ที่ว่าเมื่อทำไปแล้วจะเพียงพอในการประกอบสัมมาอาชีพ หรือพูดง่ายๆก็คือ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้มาก-น้อยเพียงใด มีตัวอย่างของพืชหลายชนิดที่สามารถระบุได้ว่าทำไปแล้วจะมีต้นทุนและรายได้ เท่าไหร่ แต่ถ้าจะเจาะลึกกันจริงๆก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างจะวูบวาบไม่ตรงตามความเป็น จริง ทั้งนี้เกิดจากภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือวัสดุปลูกและปัจจัยการผลิต ที่มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยา หรือแม้แต่แรงงาน ส่วนเรื่องของการให้ผลผลิตนั้นส่วนใหญ่ก็ยังไม่ถูกต้องตามตามความเป็นจริง เพราะผลผลิตของพืชชนิดหนึ่งชนิดใดนั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดก็คือ ดินฟ้าอากาศ ประเด็นสำคัญที่ทำให้การคำนวณรายได้หรือการคุ้มค่าคุ้มทุนไม่ถูกต้องตามความ เป็นจริง ก็คือ ราคาผลผลิตที่เกษตรกรจะขายได้ จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 ประเด็นนี้ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการทำแผนหรือการแนะนำแก่เกษตรกร พืชหลายชนิดที่ถูกระบุออกมาอย่างมั่นใจของหน่วยงานภาครัฐ ว่าปลูกแล้วจะได้กำไรสุทธิเท่าไรนั้น ก็คงไม่เป็นความจริงเช่นกัน การคำนวณหรือคิดเป็นต้นทุนเท่าไรนั้น จริงอยู่ถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่จะต้องให้เกษตรกรรู้เพื่อที่จะคำนวณและการ วางแผนหรือแม้แต่การตัดสินใจของเกษตรกร แต่เมื่อมีความคลาดเคลื่อนอย่างนี้ก็เท่ากับว่าไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไม
เรื่องการคำนวณหรือบ่งชี้ว่าการปลูกสบู่ดำจะเหลือกำไรสุทธิให้เกษตรกรเป็น จำนวนเงินเท่าไรก็เจอปัญหาเช่นเดียวกันตรงที่ต้นทุนการให้ผลผลิตและราคาผล ผลิตที่ไม่คงที่ ประเด็นแรกที่ว่า จะลงทุนเท่าไหร่นั้น เรื่องของสบู่ดำจะมีความหลากหลายหรือแตกต่างกันอย่างไร ขึ้นอยู่กับตัวของเกษตรกรเอง แต่ต้องอย่าลืมว่าสบู่ดำนั้นเป็นพืชที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย การดูแลรักษาก็ไม่มาก เรื่องของต้นทุนการผลิตที่มีคนไปคำนวณ คือเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นน้ำ ปุ๋ย หรือการจัดการนั้นต้องคิดให้ดี เพราะสบู่ดำไม่ใช้เป็นพืชปลูกเหมือนพืชชนิดอื่นที่ต้องทุ่มเทปัจจัยการผลิต มากมาย สบู่ดำเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวแล้วสามารถมีอายุยืนยาวอีกหลายสิบปี เพราะฉะนั้นเรื่องการหาเมล็ดปลูกก็เท่ากับเป็นการทำครั้งเดียวแล้วเก็บผล ผลิตได้ตลอด การคำนวณเรื่องแรงงานที่ต้องใช้ในสบู่ดำนั้นจะต้องคำนวณให้ยุติธรรม ซึ่งโดยปกติแล้วจะน้อยมาก อันเนื่องมาจากคุณสมบัติประจำตัวของสบู่ดำ ซึ่งเป็นพืชที่ไม่ต้องพึ่งพาการดูแลรักษามากมาย ในเรื่องนี้ถึงกับว่ามีโครงการบางโครงการที่จะทำการส่งเสริมให้แก่เกษตรกรใน ประเทศไทย มีการคำนวณตีเป็นแรงงานต่อไร่ต่อปี ซึ่งใครพบเห็นข้อมูลดังกล่าวก็เป็นอันเลิกรากันทันที เรื่องนี้จะต้องทำความเข้าใจก่อนที่นักวิชาการจะทำการเผยแพร่หรือบอกกล่าว แก่เกษตรกร สบู่ดำนั้นถ้าพูดถึงว่าจะมีการใช้แรงงานในการปฏิบัติงานในไร่ ก็คงตอบได้ว่ามีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย จึงจะสรุปได้ว่า ต้นทุนในเรื่องแรงงานนั้นก็น่าจะมีเพียงค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิตของ สบู่ดำ
เรื่องของการให้ผลผลิตจนถึงปัจจุบันนั้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าปลูกสบู่ ดำจะให้ผลผลิตกี่กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ในเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง เกี่ยวกับต้นสบู่ดำนั้นตอนขึ้นมาใหม่ๆก็คล้ายถั่วที่เราปลูกทั่วไป แต่เมื่อเข้าปีที่ 2-3 แล้วก็จะมีสภาพคล้ายพืชยืนต้นชนิดอื่น ซึ่งสามารถมีอายุการดำเนินชีวิตอยู่ได้หลายสิบปี ทีนี้เราลองนึกภาพดูว่าสบู่ดำส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นนั้นจะมีขนาดเท่าไร กิ่งก้านสาขามาก-น้อยเพียงใด และที่สำคัญที่สุดก็คือ จะปลูกสบู่ดำมาก-น้อยเพียงใด การคำนวณหาผลผลิตสบู่ดำต่อไร่นั้นบางครั้งก็มีความจำเป็นที่ต้องโชว์ตัวเลข ให้เกษตรกรรับรู้ แต่อยากถามสักคำหนึ่งว่า ผลผลิตที่ได้นั้นเป็นผลผลิตในอายุของสบู่ดำปีไหน ปีแรกๆการให้ผลผลิตแต่ละต้นก็คงไม่มากมาย เพราะต้นยังเล็กอยู่ แต่ถ้าลองนึกภาพว่าสบู่ดำอายุมากขึ้นๆแล้วแต่ละต้นจะมีลูกสบู่ดำมากเพียงใด การคิดผลผลิตโดยทั่วไปแล้วมักเป็นการคำนวณเป็นผลผลิตต่อไร่ ในเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ไม่แน่นอนที่ว่าแล้วจะปลูกกันในระยะปลูกเท่าไร การปลูกในระยะถี่ก็จะได้จำนวนต้นมากขึ้นแต่เมื่อมีอายุมากขึ้น การปลูกระยะถี่นั้นก็จะทำให้ต้นเบียดบังกัน การใช้ระยะปลูกที่ห่างขึ้นนั้น สบู่ดำในปีแรกก็อาจจะน้อยแต่ถ้าลองคิดถึงผลผลิตในระยะยาวก็ต้องนำมาคำนวณกัน ใหม่ เรื่องการให้ผลผลิตของสบู่ดำจะขึ้นอยู่กับอายุและระยะปลูกของสบู่ดำเป็นหลัก โดยจะมีปัจจัยอันควบคู่ไปนั่นคือ สิ่งแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ จึงอาจกล่าวได้ว่า เรื่องของการให้ผลผลิตสบู่ดำนั้นอย่าพึ่งไปด่วนสรุปว่าได้ผลผลิตกี่กิโลกรัม ต่อไร่ต่อปี เพราะสบู่ดำไม่ใช่พืชล้มลุกแต่สบู่ดำเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุการผลิตยาวนาน เราคงต้องนั่งคิดว่าการให้ผลผลิตของสบู่ดำเป็นการให้ผลผลิตในช่วงอายุเท่าไร ด้วย
ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ราคาผลผลิต โดยปกติแล้วราคาผลผลิตสบู่ดำนั้นจะต้องไปอ้างอิงในเรื่องของน้ำมันดีเซลจาก ปั๊ม เพราะคงต้องคำนวณย้อนกลับไปในเรื่องของการหีบและการทำไบโอดีเซลเพื่อให้ได้ ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็น B100 และราคาไม่สูงกว่าดีเซล ยึดราคาหีบน้ำมันจากเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพดีก็จะพบในสัดส่วน 4: 1 หมายความว่า เมล็ดสบู่ดำแห้ง 4 กิโลกรัม สามารถหีบน้ำมันได้ 1 ลิตร ซึ่งสามารถคำนวณเป็นราคาซื้อ-ขาย โดยการจำหน่ายผลผลิตนั้นต้องมีมาตรฐานความชื้นในเมล็ดด้วย โดยมาตรฐานแล้วจะต้องมีความชื้นในเมล็ดประมาณ 10-12% หรือพูดง่ายๆก็คือ ตากแดดมาประมาณ 2 วัน ราคาที่เกษตรกรขายได้นั้นก็จะมีความเคลื่อนไหวอยู่พอสมควร เพราะเป็นราคาที่ถูกคิดคำนึงกับราคาน้ำมันดีเซลในท้องตลาดที่มีราคาขึ้นๆลงๆ แตกต่างกันไปในแต่ละวัน
จาก 3 ประเด็นที่ได้กล่าวมานี้เห็นได้ว่ามีใครบ้างไหมที่จะกล้าฟันธงว่าเกษตรกรจะ มีเงินเหลือหรือกำไรต่อไร่ต่อปีเท่าไร เรื่องของความคุ้มค่าคุ้มทุนจึงเป็นเรื่องที่ถูกพูดขึ้นแล้วก็ปิดฉากใน เรื่องของสบู่ดำทันที เรื่องนี้ต้องคิดให้ถูกต้องเพราะในความเป็นจริงแล้วตัวแปรที่เกิดขึ้นยังมี อีกมากมายหลายอย่างทีสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับพืชที่อยู่ในท้องที่เดิม ซึ่งเมื่อดูกันแล้วจะมีพืชอีกหลายชนิดที่ดีกว่าในเรื่องของราคาขายผลผลิต แต่ต้องอย่าลืมว่าพืชหลายชนิดที่มีราคาผลผลิตดีนั้น การลงทุนลงแรงตลอดระยะการปลูกก็อาจมีมาก อย่ารู้เพียงแต่ราคาที่เกษตรกรขายได้เพียงอย่างเดียว การเปรียบเทียบกับพืชในท้องที่นั้นก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้เกิดการตัดสิน ใจในการปลูกสบู่ดำจะรุ่งหรือจะร่วงถ้าหากจะพูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ สบู่ดำมิบังอาจจะไปแข่งขันกับพืชอื่นๆ ที่มีการปลูกกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน การปลูกสบู่ดำคงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ไม่ทำอะไรว่างเปล่า จึงเท่ากับว่าได้ผลผลิตเท่าไร ขายได้เท่าไร เป็นกำไรเท่านั้น เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นข้อดีของสบู่ดำ ที่เพียงพอที่จะมีการทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องพืชพลังงานทดแทนในชุมชนต่อไป ได้
สบู่ดำทำเป็นกลุ่ม..เพื่อพลังงานทดแทนในชุมชน
การปลูกสบู่ดำในเมืองไทยมีข้อขัดข้องหลายเรื่องจนทำให้บางคนดูแล้วเข้า เกียร์ถอยหรือหาเตียงนอนเพื่อจะหลับและยุติการทำสบู่ดำ เพราะในเมื่อมีการคิดเบื้องต้นว่าไม่น่าคุ้มกับเกษตรกรเพื่อที่จะให้เกษตรกร มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ ในเรื่องนี้มีสิ่งสำคัญที่อยากจะบอกกล่าวว่า ปัจจุบันนี้ในประเทศไทยมีการลงทุนจากบริษัทและองค์กรของต่างประเทศมาทำกัน บ้างแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฝรั่งคิดว่าคุ้ม และตัดสินใจลงทุนลงแรงที่จะปลูกสบู่ดำ เพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซลต่อไป การคิดว่าคุ้มหรือไม่คุ้มเป็นด่านแรกของกระบวนการทำยุทธศาสตร์สบู่ดำใน ประเทศไทย
สบู่ดำเป็นพืชที่จะว่าไปแล้วก็มีความเด่นอยู่ในตัวหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นใน เรื่องของความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม แต่มีข้อเสียตรงที่การให้ผลผลิตในรอบปียังอาจไม่มากมายฮือฮา หวือหวา มากนัก การปลูกสบู่ดำเป็นรายเดี่ยวคงทำได้ยาก ยกเว้นกรณีที่เกษตรกรมีพื้นที่เป็นร้อยไร่ แต่นั่นแหละเรื่องนี้ก็คงจะลำบาก เพราะว่าช่วงเก็บเกี่ยวจะมีปัญหาเรื่องน้ำ ดังนั้นการปลูกสบู่ดำคงเป็นรูปแบบของการจัดองค์กรชุมชน เช่น จัดทำเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือเป็นโครงการร่วมกับอบต. การทำเป็นกลุ่มนี้จะสามารถทำให้ช้าหรือผลผลิตเพียงพอที่จะป้อนเข้าสู่โรงงาน การหีบน้ำมันและการทำเป็นไบโอดีเซลจึงอาจมีโครงสร้างขององค์กรขึ้นมาในชุมชน โดยใช้เครื่องหีบเดียวกัน เครื่องทำไบโอดีเซลเดียวกัน และสุดท้ายก็คือ ซื้อ-ขายในชุมชนที่ผลิตสบู่ดำขึ้นเอง การรวมกลุ่มกันทำนี้จะสามารถทำให้เกิดระบบที่มีการผลิตอย่างถูกต้องและที่ สำคัญที่สุดก็คือ การจำหน่ายหรือการซื้อ-ขายน้ำมัน ก็อาจอยู่ในชุมชนเป็นหลัก การทำเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือการรวมกลุ่มกับอบต.ก็น่าจะเป็นทางออกที่จะทำให้ เกิดการทำสบู่ดำในชุมชนอย่างครบวงจร ซึ่งนอกเหนือจากน้ำมันที่ผลิตได้ ก็ยังมีกิจกรรมการทำปุ๋ยจากกากหลังการหีบ หรือแม้แต่การทำเชื้อเพลิงจากต้นของสบู่ดำภายหลังจากการตัดแต่งกิ่งในแต่ละ ปี เมื่อต้นมีขนาดใหญ่ ชุมชน อบต. หรือวิสาหกิจชุมชนในประเทศไทยมีโอกาสเกิดขึ้นได้ อยู่ที่ความร่วมมือและการสร้างความเข้าใจ รวมทั้งการจัดระบบตั้งแต่การปลูก การซื้อ-ขายเมล็ดพันธุ์ และการซื้อ-ขายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เรียกว่า น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพจากสบู่ดำ เรื่องของสบู่ดำคงจะต้องพูดกันต่อไป เพราะถ้าหยุดจะทำให้วงกลมนี้ไม่ประสบความสำเร็จ รายละเอียดเกี่ยวกับสบู่ดำนั้นหากมีผู้สนใจสามารรถดูได้จากชุมชนหลายชุมชนใน ประเทศไทยที่ได้เริ่มทำกันไปบ้างแล้ว โครงการวิจัยสบู่ดำยังมีสถานที่ให้เข้าเยี่ยมชมได้ตลอดเวลาที่มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ภายใต้โครงการชื่อ “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการปลูกพืชน้ำมัน และพัฒนารูปแบบการผลิตพลังงานจากพืชแบบครบวงจร ในพื้นที่ตัวอย่างเขตภาคเหนือ” โดยการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ที่มา : http://www.kasetcity.com/worldag/view.asp?id=360 |
|