พิมพ์ อีเมล์

ปาล์มน้ำมัน อนาคตใหม่สำหรับชาวอีสาน

               ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชตระกูลปาล์ม ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอัฟริกา เป็นพืชที่ให้ผลผลิตน้ำมันต่อหน่วยพื้นที่สูงกว่าพืชน้ำมันทุกชนิด หรือประมาณ 640-800 กิโลกรัมน้ำมันต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ เป็นพืชน้ำมันที่มีการผลิตทั่วโลกเป็นอันดับสอง คือ ประมาณ 25% หรือคิดเป็นปริมาณผลิต 23.355 ล้านตันในปี 2544 รองจากน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 28% โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกคือ ราว 52% รองลงมาคือ อินโดนีเซีย ผลิตราว 32 % ส่วนประเทศไทยมีการผลิตเป็นอันดับที่ 4 ของโลก มีพื้นที่ปลูกถึงปี 2547ประมาณ 2.19 ล้านไร่ สามารถผลิตปาล์มน้ำมันได้ราว 0.68 ล้านตัน และผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ 775,000 ตัน

               โดยน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์และผลพลอยได้ คือ กรดไขมัน นี้ สามารถนำไปใช้ เพื่อการอุปโภคบริโภคได้อย่างมากมาย เช่น ทำเป็นน้ำมันปรุงอาหาร น้ำมันทอด ผลิตนมข้น ไอศกรีม เนยเทียม เนยขาว ใส้ขนมปังกรอบ เนยโกโก้ ครีมเทียม คอฟฟีเมท ไขมันทำขนมปัง สบู่ เทียนไข ผงซักฟอก ยาสีฟัน และใช้ในอุตสาหกรรมโอลิโอเคมิคัลอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญที่สุดในยุคน้ำมันปิโตรเลียมแพง ก็คือ ใช้เป็นวัตถุในการผลิตเมทิลเอสเตอร์ นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซล หรือที่เรียกว่า ไบโอดีเซล นั่นเอง

               สำหรับที่ จ.อุบลราชธานี แม้จะเป็นพื้นที่ราบสูงระดับน้ำใต้ดินน้อย หากเทียบกับภาคใต้ของประเทศ ซึ่งมีการปลูกปาล์มน้ำมันเป็นจำนวนมาก แต่ต่อไปพื้นที่แห่งนี้อนาคตอาจเป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันที่สำคัญแห่งใหม่ ของประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะปัจจุบัน หลังจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ได้เข้าไปส่งเสริมเกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันเป็นพืชพลังงานทดแทน เกษตรกรส่วนใหญ่ ก็ได้หันมาทำการเพาะปลูกและมีแนวโน้มประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เห็นได้จาก สุพล หอมหวน อดีตข้าราชครู ที่ปัจจุบันได้เกษียณอายุแล้ว วัย 63 ปี ชาว บ้านคำอุดม ต.โพนงาม อ.บุณฑริก นับเป็นเกษตรกรรายแรกของ อ.บุณฑริก ที่เป็นเกษตรกรหัวไว ใจถึง ที่ทุ่มเทกับการปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชพลังงานตัวใหม่ที่สำคัญของภูมิภาคนี้ซึ่งปัจจุบันผลผลิตที่เกิด ขึ้นจากการปลูกปาล์มน้ำมันมาเป็นระยะเวลาราว 2 ปี ครึ่ง ก็มีบริษัทผู้ผลิตน้ำมันปาล์มในแถบภาคตะวันออกและพ่อค้าโรงงานปาล์มน้ำมัน มาติดต่อเพื่อกว้านซื้อผลผลิตเป็นการล่วงหน้าแล้ว

               นายสุพล บอกว่า หลังจากที่ได้รับฟังกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงทิศทางของปาล์มน้ำมันว่า จะเป็นพืชพลังงานทดแทนน้ำมันที่สำคัญสำหรับชาติ ก็ได้เปลี่ยนวิธีการทำการเกษตร จากเดิมทำไร่ผลไม้ที่มีการปลูกกันอยู่ทั่วไป เช่น มะขาม มะม่วง มาเป็นปาล์มน้ำมันตั้งแต่ 2 ปี ที่แล้ว โดยระยะนั้นทางการโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด เริ่มเข้ามาส่งเสริมทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการปลูกปาล์มน้ำมัน ตลอดจนทางเกษตรอำเภอบุณฑริกซึ่งร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้พาไป ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการปลูกปาล์มในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ทำให้เกิดความคิดอยากปลูกเป็นทวีคูณเนื่องจากพื้นที่การเพาะปลูกปาล์มในแถบ ภาคตะวันออกแทบไม่แตกต่างจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

               ดังนั้นภายหลังการศึกษาดูงานเสร็จแล้วจึงได้จัดการซื้อพันธุ์ปาล์มมาปลูก ทันที โดยไม่รอกล้ายางของทางการที่จะส่งมอบให้ โดยพื้นที่ของตนซึ่งเป็นพื้นที่สูงจำนวน 30 ไร่ ลงปาล์มประมาณ 600 ต้น โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี เป็นอาหารของปาล์ม ส่วนน้ำที่ใช้รดได้ทำการเจาะน้ำบาดาล และใช้ท่อแป๊บในให้น้ำปาล์มแต่ละต้นอย่างสม่ำเสมอ โดยช่วงปีแรกให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และดายหญ้าระหว่างลำต้น ส่วนการปลูกใช้สูตรการปลูกแบบทั่วไปคือห่างระหว่างต้นประมาณ 9x9 เมตร ซึ่งเมื่อปาล์มเติบโตใบแต่ละต้นก็จะจรดกันพอดี ทำให้วัชพืชไม่สามารถขึ้นได้ ยกเว้นช่วงแรกที่ยังต้องดายหญ้ารอบโคนต้นเนื่องจากใบปาล์มยังปกคลุมดินไม่ ทั่วถึงวัชพืชจึงรบกวนได้

               นายสุพล กล่าวว่า ปัจจุบันปาล์มที่ปลูก 30 ไร่ มีแนวโน้มที่จะให้ผลผลิตอย่างดีดูจาก 2 ปีแรก ปาล์มเริ่มติดผล และให้ช่อผลขนาดใหญ่ราว 10- 20 ก.ก.ต่อทลาย แต่เนื่องจากต้องการให้ต้นปาล์มสมบูรณ์สูงระยะแรกจึงตัดทลายปาล์มที่ติดผล ทิ้งจนกว่าจะอายุได้ 3 ปีขึ้นไป จึงจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างเต็มที่ซึ่งในช่วงดังกล่าวหากได้รับปุ๋ย และน้ำอย่างเพียงพอปาล์มจะให้ผลผลิตที่ดีมาก โดยสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้จนกว่าจะอายุ 25 ปีโดยประมาณ

               “ขณะนี้เริ่มเห็นแนวโน้มว่าจะมีอนาคตที่สดใสพอสมควรสำหรับพืชชนิดนี้ เพราะการดูแลรักษาอย่างดีทำให้ต้นปาล์มงอกงามและให้ผลค่อนข้างดี ดูได้จากทลายที่ออกเกือบทุกต้นให้ผลดีมาก แม้ระยะแรกจะตัดทิ้งเพื่อให้ลำต้นสมบูรณ์ แต่เท่าที่สังเกตแต่ละทลายที่ทดลองให้ออกดูก็มีน้ำหนักมาก และมีเนื้อปาล์มที่ดีไม่ต่างจากที่ไปศึกษาดูงานจากภาคตะวันออกหรือของภาคใต้ ซึ่งงบประมาณที่ลงไปประมาณ 2-3 แสนบาท ในช่วงแรก เชื่อว่าต่อไปคงให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ เนื่องจากขณะนี้มีนายหน้ารับซื้อปาล์มน้ำมัน มาติดต่อขอเหมาสวนไว้ล่วงหน้า และบางรายก็ขอเช่าต่อปีละ 2 แสนบาท ซึ่งก็ยังไม่ตัดสินใจอย่างไร เนื่องจากต้องรอช่วงที่ปาล์มให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ก่อน ส่วนปัญหาในการปลูกปาล์มน้ำมันในระยะแรกก็มีบ้าง โดยเฉพาะศัตรูปาล์มที่สำคัญคือ โรคยอดเน่า และ ด้วง ตลอดจนหนูที่มาแทะยอดปาล์ม แต่อัตราความเสียหายไม่ถึง 1% และจนถึงปัจจุบันเท่าที่ปลูกมาถือว่าปาล์มเป็นพืชที่ปลูกง่ายที่สุดในบรรดา พืชที่ตนเคยทดลองปลูก เชื่อว่าหากเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มในแถบภาคอีสานได้เอาจริงเอาจังกับการปลูกพืช ชนิดนี้เชื่อว่าจะมีอนาคตที่ดีไม่น้อย” นายสุพล กล่าว

               ด้าน นายกันยา คงพลปาน เกษตรอำเภอบุณฑริก กล่าวว่า จากการส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกปาล์มน้ำมันช่วงแรกในพื้นที่ ยังคงมีความลังเลใจว่าจะสามารถปลูกได้หรือไม่เนื่องจากปาล์มเป็นพืชที่ชอบ น้ำ ขณะที่ภาคอีสานมีปริมาณน้ำแตกต่างจากภาคใต้ ซึ่งชุ่มน้ำเกือบตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงมีเกษตรกรทำปาล์มน้ำมันไม่มากนัก มีเพียง 125 ราย ในปีแรกที่ อบจ.อุบลฯ ทำการส่งเสริม แต่หลังจากที่มีตัวอย่างเกษตรกรที่เข้าโครงการและมีแนวโน้มประสบความสำเร็จ จากากรปลูกทำให้เกษตรกรในพื้นที่เริ่มเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น โดยมีการสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันของ อบจ.กว่า 600 ราย โดยขณะนี้รอการสนับสนุนเรื่องกล้าพันธุ์ปาล์มและการอบรมอยู่

               ส่วนรายที่ได้รับกล้าปาล์มไปในปีแรกแล้วนั้นนำไปปลูกก็มีการเจริญเติบโตที่ ดี เนื่องจากปาล์มที่ได้รับการสนับสนุนกล้าพันธุ์จาก อบจ.อุบลฯ ได้แก่ พันธุ์เทนาร่า เป็นพันธุ์ที่เหมาะต่อการปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากดูแลรักษาดีจะให้ผลผลิตดีแม้จะต่างจากที่ปลูกในภาคใต้ก็ตาม ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกษตรกรส่วนหนึ่งหวั่นว่า หากปลูกปาล์มจะไม่ให้ผลผลิตเนื่องจากน้ำน้อยนั้น เรื่องนี้หากเทียบปริมาณน้ำใต้ดินระหว่างภาคใต้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้ว ภาคใต้แม้จะมีความชุ่มชื้นสูง แต่ก็เพราะมีปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีสูง ขณะที่น้ำใต้ดินของน้อย ต่างจากภาคอีสานแม้ฝนจะไม่ชุกแต่ปริมาณน้ำใต้ดินจะตื้นกว่าซึ่งสามารถสูบ ขึ้นมาใช้กับสวนปาล์มได้ง่ายทำให้ความอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลน หากได้รับการเอาใจใส่จากเจ้าของสวนที่เอาจริงเอาจัง

               ที่สำคัญจากการสำรวจของหน่วยงานที่เข้ามาส่งเสริมและภาคเอกชนที่เข้ามาสำรวจ พบว่า อ.บุณฑริก อ.น้ำยืน และ อ.นาจะหลวย ของ จ.อุบลฯ สามารถปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตเป็นอย่างดีหากเกษตรกรจริงจังในการเพาะ ปลูกซึ่งจะเป็นอนาคตที่สดใสสำหรับเกษตรกรที่สนใจเรื่องนี้โดยเฉพาะ

               ด้าน นายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า อบจ.อุบลฯ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเพื่อให้ จ.อุบลฯ เป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ เพื่อเป็นการพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นกับคนของจังหวัด และภูมิภาคนี้ ซึ่งที่ผ่านมาจากการส่งเสริมมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั่วจังหวัดนำ พื้นที่ปลูกปาล์มเข้าโครงการประมาณ 10,000 ไร่ อนาคตหากเกษตรกรปลูกปาล์มจนสามารถออกสู่ตลาดได้แล้ว คาดว่าจะมีโรงงานบีบน้ำมันปาล์มเกิดขึ้น โดยขณะนี้มีภาคเอกชนเตรียมยื่นมือเข้ามาดำเนินการเรื่องนี้แล้ว อันจะทำให้เกษตรกร จ.อุบลฯ มีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน และยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้นอกเหนือจากการทำการเกษตรอย่างอื่น

ที่มา : http://guideubon.com/news/view.php?t=92&s_id=620&d_id=620

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้687
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1000
mod_vvisit_counterรายเดือน7265
mod_vvisit_counterทั้งหมด147014