พิมพ์ อีเมล์

พลังงาน หรืออาหาร ศึกแย่งชิง...น้ำมันปาล์ม   

เรื่องจริงที่ปรากฏอยู่ในกระแสยุคนี้ ก็คงเป็นเรื่องของพลังงานโดยเฉพาะที่เราพูดกันว่า “บ่อน้ำมันบนดิน” ซึ่งความจริงแล้วก็มีกระแสสวนขึ้นมาว่า น้ำมันบนดินนี่แหละจะเป็นตัวแย่งอาหารทั้งคนและสัว์ อย่างน้อยๆก็คือ ทำให้เกิดราคาอาหารปั่นป่วนขึ้น ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็คงหนีไม่พ้นพืชที่เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำมากินและทำ น้ำมันได้ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่ามีผลผลิตออกจากฟาร์มแล้วสามารถนำ ไปใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งทางด้านอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ที่สำคัญก็คือ เรากำลังจะใช้น้ำมันชีวภาพที่มาจากพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม เมื่เร็วๆนี้ราคาน้ำมันพืชแพงขึ้น การทำพลังงานทดแทนจากน้ำมันปาล์มก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ ความจริงเป็นอย่างไรจะต้องทำการวิเคราะห์ อย่าดีแต่โทษกันไปโทษกันมา ทั้งนี้ก็เพื่อทำความเข้าใจในการวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศชาติต่อ ไป

การผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศไทย


ประเทศไทยอยู่ในเขต ที่มีความเหมาะสมในการปลูกปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปลูกกันมากว่า 40 ปี มีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้วเกือบ 3 ล้านไร่ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ปาล์มน้ำมันจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นพื้นที่ปลูกกับพื้นที่ให้ผลผลิตแล้วจึงมีส่วนต่างอยู่ส่วนหนึ่ง นั่นคือ ปาล์มน้ำมันที่ปลูกเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาพึ่งเริ่มให้ผลผลิต รายงานที่ว่าปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตเท่าไร 2-3 ตัน/ไร่นั้นจะเป็นการคิดคำนวณผลผลิตปาล์มน้ำมันในช่วงที่ให้ผลผลิตสูงสุด นั่นคือปีที่ 7-8 ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 3 ของโลกที่ปลูกปาล์มน้ำมัน รองลงมาจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ขอโทษที ประเทศที่ปลูกปาล์มน้ำมันอย่างประเทศไทยทำอย่างไรก็ไม่เห็นคุ้ม

การ ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้มีการขยายตัวในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ โดยที่เขาปลูกแทนยางพารา หลายคนคิดว่าปลูกยางพาราก็ดีอยู่แล้วไปโค่นทิ้งทำไม น่าจะเกิดจากการมองอีกมุมของภาครัฐในประเทศมาเลเซีย คือ ปัญหาแรงงาน ถึงแม้การปลูกยางพาราจะไม่ยากแต่การเก็บเกี่ยวจำเป็นจะต้องใช้แรงงานคน ซึ่งถ้าอยู่ในระบบก็จะเข้าไปกรีดยางในตอนเช้ามืดวันเว้นวัน โดยจำเป็นต้องใช้แรงงานที่มีฝีมือซึ่งเจ้าของสวนจำเป็นต้องจ่ายค่าแรง คิดเป็นสัดส่วนแล้ว 50/50 หรือ 60/40 ดังนั้น ผู้ประกอบการในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย จึงคิดว่าอาจประสบปัญหาในเรื่องการขาดแคลนแรงงานก็เลยสนใจที่จะปลูกปาล์ม น้ำมัน โดยที่สามารถลดปัญหาเรื่องแรงงานลงไปได้ ซึ่งโดยปกติแล้วสวนปาล์มน้ำมันจะใช้แรงงานเข้าไปทำสวนเดือนละ 2 ครั้ง พูดง่ายๆก็คือ เข้าไปเก็บเกี่ยวทุก 10 วันรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตก็น่าจะเป็นที่สนใจมากกว่ายางพารา เหตุผลดังกล่าวทำให้มาเลเซียมีการบูมเรื่องการปลูกปาล์มน้ำมันเป็นอย่างมาก เรียกว่าไปที่ไหนก็จะเห็นแต่ต้นปาล์มน้ำมันทั้งประเทศ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มก็มีอยู่ 20-30 โรง การผลิตปาล์มน้ำมันของมาเลเซียก็เป็นเพียงเพื่อการนำมาใช้อุปโภคบริโภคใน ประเทศเท่านั้น แต่เมื่อ2-3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียได้ให้ความสนใจในการทำพลังงานทดแทน ที่เรียกว่า ไบโอดีเซล สำหรับประเทศไทยแล้วพูดง่ายๆ ก็คือ กล้าๆกลัวๆ โดยเฉพาะการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ปลูกใหม่นอกเขตพื้นที่ภาคใต้ บางหน่วยงานก็บอกว่าได้ บางหน่วยงานก็บอกว่าปลูกไม่ได้ เลย”ไม่ปลูก” การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยที่ผ่านมาก็อืดอาด เพราะจากการที่น้ำมันปาล์มตามข้อมูลทั่วไปที่ปรากฏในรายงานก็บอกว่า ในแต่ละปีนั้นเกินความต้องการภายในประเทศไทยปีละ 200,000 ตัน หากจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีกจะทำให้เกิดภาวะล้นตลาด คนฟังก็เลยหันไปปลูกยางพารากัน และเมื่อเร็วๆนี้ราคาน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างยั้งไม่ อยู่ จนทำให้ทุกคนในประเทศหวนกลับมาคิดว่าเราต้องผลิตน้ำมันบนดินขึ้นโดยเฉพาะ น้ำมันปาล์ม การผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่แล้วเข้าสู่ตลาดอุปโภคเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันพืช และเมื่อมีแนวคิดที่จะทำเป็น B2 หรือ B5 ขึ้น ก็เหลือพระเอกอยู่ นั่นคือ น้ำมันปาล์ม การใช้น้ำมันปาล์มก็ถูกเปลี่ยนตลาดไปบางส่วน จะว่าไปแล้วน้ำมันปาล์มมีคุณสมบัติพิเศษอย่างมากที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในชีวิตประจำวัน แต่เอาล่ะถ้ามองในระดับนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากน้ำมันปาล์มได้ แต่อย่าลืมว่า น้ำมันปาล์มยังมีโอกาสที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งก็คือ การนำไปใส่รถยนต์

การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทย การคิดคำตอบจากโจทย์ในเรื่องของปาล์มน้ำมัน ดูจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอยู่ในขณะนี้ เพราะราคาน้ำมันดีเซลที่แพงขึ้นเกินลิตรละ 30 บาท ทำให้ทุกคนหันมามองน้ำมันบนดินจากปาล์มน้ำมันกันอย่างมาก ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศไทยมีถึงวันละ 30 ล้านลิตร ถ้ามีน้ำมันปาล์มผสมอยู่บางส่วนซัก 5% ก็จะถือว่าลดปริมาณน้ำมันดีเซลที่ผสมอยู่ได้มหาศาล รวมถึงลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้อีกมากโข ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาน้ำมันสำรองในสต็อตก็แทบจะไม่เหลือแล้ว ทำให้ภาครัฐหันมาขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันกันมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายปลูกในพื้นที่ใหม่ที่ไม่ใช่ภาคใต้ นั่นคือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือแม้แต่ในภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพสามารถปลูกได้ แต่ปาล์มน้ำมันมิใช่พืชที่วันนี้นึกอยากจะปลูกก็ปลูกได้ จำเป็นต้องมีการเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า เตรียมพื้นที่ และที่สำคัญก็คือ เตรียมเงิน ซึ่งต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ถึงแม้ว่าจะปลูกได้ในวันนี้ พรุ่งนี้แต่ต้องรอเวลาจากการให้ผลผลิตอีกอย่างน้อย 3 ปี จึงจะให้ผลผลิตเบื้องต้นในระยะแรก รัฐบาลมีแผนว่าในปี 2551 จะสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้อีก 500,000 ไร่ ในพื้นที่ภาคใต้ และภาคอื่น โดยจะให้เกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่ปลูกเพื่อป้อนอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆแล้วจะทำได้หรือเปล่า ต้นกล้าที่มีในประเทศไทยมีเพียงพอกับความต้องการหรือไม่ แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ คุณภาพขของพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างไร ราคาการซื้อ-ขาย ก็คงจะดีดตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน ในกรณีนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปลูกปาล์มน้ำมันโดยเกษตรกรมือใหม่ ในพื้นที่ปลูกใหม่ จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องปาล์มน้ำมันมากน้อยเพียงใด ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ปลูกง่ายก็จริง แต่การจะให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอจำเป็นต้องมีเทคนิคพิเศษ

การขยาย พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทย โดยปกติแล้วจะมีการวางแผนให้เป็นระบบ มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของดิน น้ำ อากาศ และประมาณการณ์ว่าจะปลูกได้ที่ไหน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การวางแผนใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจะสามารถวิเคราะห์ เจาะลึกถึงความพึงพอใจของเกษตรกร พูดง่ายๆก็คือ ไม่สามารถเข้าใจความคิดของเกษตกรได้ เพราะฉะนั้นผลของการกำหนดที่จะขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ก็อาจพลาดเป้าและไม่ได้ตรงตามแผน ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การวางระบบการปลูกในประเทศไทยคงจะต้องเปลี่ยนไป ถ้าหากมีการปลูกในพื้นที่ปลูกใหม่ โรงงานหีบน้ำมันปาลืมขนาด 20 ตัน/ชั่วโมงไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก เพราะพื้นที่ปลูกใหม่คงไม่มีการปลูกเป็นผืนใหญ่ขนาด 50,000-60,000 ไร่นั่นเอง

น้ำมันปาล์มเพื่ออาหาร หรือ น้ำมันปาล์มเพื่อพลังงาน

สงคราม น้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็คือผลผลิตเกษตรที่จะเอาไปกินหรือผลผลิต เกษตรเพื่อจะเอาไปใส่รถยนต์ ปาล์มน้ำมันเป็นพืช 2 แพ่ง ที่สามารถใช้ได้ทั้งการบริโภคทั่วไป และใช้เป็นพลังงานทดแทน การแย่งชิงน้ำมันยังไงก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้อย่างเห็นชอบ เพราะแหล่งที่มาของน้ำมันมาจากสิ่งเดียวกัน นั่นคือ น้ำมันปาล์มดิบ จุดเริ่มต้นขของวัตถุดิบที่เป็นน้ำมันปาล์มดิบจะถูกนำไปใช้ในการบริโภคในสัด ส่วนที่มากที่สุด โดยเฉพาะการใช้เป็นน้ำมันพืช แต่เมื่อมีความต้องการใช้เป็นพลังงานทดแทนในรูปไบโอดีเซล ก็จะต้องมีส่วนแบ่งเกิดขึ้น ซึ่งในระยะแรกคงเป็นการนำเอาน้ำมันจากส่วนเหลือมาผลิตเป็นไบโอดีเซล แต่เมื่อความต้องการมีมากขึ้นคงต้องมายื้อแย่งการใช้ประโยชน์ในตลาดน้ำมัน พืช การบริหารจัดการจึงนับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำให้เกิดความยุติธรรมและ ความมั่นคงในตลาด แต่ใครล่ะจะเป็นผู้ที่กำหนดชะตากรรม รถยนต์อยากได้น้ำมัน คนอยากได้อาหาร ปล์มน้ำมันจึงเป็นศึกแย่งชิงผลผลิตจากน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคเข้าสู่ระบบ การผลิตพลังงานทดแทน เป็นการแย่งชิงจากผลผลิตเดียวกัน

การแย่งชิง อาหารเพื่อทำเป็นพลังงานทดแทนนั้น อาจเกิดขึ้นอีกกรณีหนึ่งในการทำปาล์มน้ำมัน นั่นคือ การแย่งชิงพื้นที่ ซึ่งการปลูกปาล์มน้ำมันที่จะขยายพื้นที่ปลูกใหม่ก็อาจจะไปเบียดบังหรือแย่ง ชิงพื้นที่จากพื้นที่เดิม ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ที่ปลูกเพื่อผลิตเป็นอาหารมนุษย์ เช่น ข้าว ข้าวโพด หรือผลไม้ทั่วไป ในกรณีนี้จะทำให้พื้นที่การปลูกพืชอาหารลดลง ผลผลิตพืชอาหารก็ลดลงเป็นเงาตามตัว จึงเป็นการแย่งชิงอาหารโดยอุตสาหกรรมอีกกรณีหนึ่ง ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่หากมีการตัดสินใจปลูกแล้วก็จำเป็นต้องตั้งหลักให้ดี เพราะอายุการปลูกและการผลิตนั้นจะใช้เวลายาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งการตัดสินใจปลูกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการแย่งพื้นที่ ในระยะยาว ไม่เหมือนการตัดสินใจปลูกพิชล้มลุกชนิดอื่น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าถ้าปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ปลูกอาหารก็คงต้องแย่ง พื้นที่และผลผลิตที่ทำเป็นอาหารระยะยาว(25 ปี)

การทำผลผลิตน้ำมัน ปาล์มไปใช้เป็นพลังงานทดแทนและการปลูกปาล์มน้ำมันจากการ แย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหารน่าจะมองว่าเป็นการแย่งอาหารจากมนุษย์ก็ถูก แต่อย่าลืมว่าทั้ง 2 สิ่งนั้นเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ พูดง่ายๆก็คือ สำคัญทั้งคู่ คนก็ต้องมีอาหหารกิน รถก็ต้องใช้น้ำมัน ถ้าจะกล่าวหากันว่าปาล์มน้ำมันเพื่อพลังงานทดแทนนั้นไปแย่งอาหารมนุษย์ก็คง จะไม่แฟร์ไปทั้งหมด เพียงแต่ว่าจะต้องมีการจัดการเป็นระบบให้ดี โดยเฉพาะเรื่องการตลาดและเรื่องราคา แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ราคาที่แพงขึ้นนั้นขอให้เกษตรกรมีส่วนได้รับผลกำไรในสัดส่วนที่เหมาะสมมิใช่ ตกอยู่กับโรงหีบหรืออุตสาหกรรมแปรรูปเพียงพวกเดียว พูดง่ายๆก็คือ แบ่งปันกำไรให้ชุมชนเพื่อความยั่งยืนและเสถียรภาพของความเป็นอยู่ของคนไทย ทั่วไป ผู้บริโภคอยู่ได้ มีพลังงานทดแทนใช้ ต้องให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์จึงจะยุติธรรม

ที่มา : http://www.kasetcity.com/Thaibioenergy/Story/QAview.asp?id=149

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้845
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้836
mod_vvisit_counterรายเดือน4556
mod_vvisit_counterทั้งหมด144305