ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
"อภิรักษ์" หอบโมเดลแก้ "โลกร้อน"
โชว์บนเวที Climate Summit "C-40 last 60"

ารประชุม Climate Summit "C-40 last 60" ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม ซึ่งจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 14-17 พฤษภาคม เป็นเวทีสากลแห่งแรกของโลกที่จะถกปัญหา “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) อย่างกว้างขวาง โดยมี 40 ผู้นำเมืองทั่วโลกเข้าร่วมประชุมอาทิ ผู้ว่าการกรุงนิวยอร์ก นายกเทศมนตรี กรุงลอนดอน นายกเทศมนตรี กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี นายกเทศมนตรี กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ นายกเทศมนตรี กรุงซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดา เป็นต้น

        รวมถึง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และคณะผู้บริหาร กทม.ที่จะนำโมเดลข้อมูลภาพรวมของปัญหามลภาวะต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ที่เป็นตัวการทำให้โลกร้อน ร่วมนั่งโต๊ะถกปัญหากับผู้นำเมืองทั่วโลก

        ข้อมูลที่ผู้ว่าฯอภิรักษ์จะนำไปโชว์ในเวทีการประชุม จะเน้นที่บทบาทของผู้นำเมืองหลวงของประเทศไทย อย่างกรุงเทพฯ ที่ให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน ที่ผ่านมา มีการออกมาตรการเร่งรณรงค์ลดปัญหามลภาวะเป็นพิษที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนเกิดขึ้น

        โดยเฉพาะการรณรงค์ลดภวะโลกร้อนครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่ง กทม.เป็นเจ้าภาพในการจัดงานร่วมกับอีก 22 หน่วยงาน มีการประกาศ “ปฏิญญากรุงเทพฯว่าด้วยความร่วมมือลดปัญหาภาวะโลกร้อน” และกิจกรรมปิดไฟฟ้าเพื่อประหยัดพลังงาน “หยุด 15 นาที...เพื่อกรุงเทพฯของเรา” ที่ถือว่าประสบความสำเร็จพอควร ประชาชนให้ความร่วมมือช่วยปิดไฟฟ้าเพียง 15 นาที แต่ช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าได้มากถึง 30 กิโลวัตต์ และตลอดทั้งวันใช้ไฟฟ้าลดลงถึง 530 กิโลวัตต์

        “ภาวะโลกร้อน” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) ที่มากเกินสมดุลของธรรมชาติ ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลกทำให้โลกไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ จึงทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) และก๊าซคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCs) ที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ

        กิจกรรมที่ปล่อยก๊าซพิษหลักมี 4 ด้าน คือ
        1. การเผาไหม้เชื้อเพลิง ได้แก่ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า โรงงานถลุงเหล็กที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน
        2. การใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตและการขนส่ง
        3. ภาคอุตสาหกรรม การใช้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมันในการผลิต และการใช้สาร (CFCs) ในเครื่องทำความเย็นและ
        4. ภาคเกษตรกรรม ที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าไม้ การใช้ไม้ฟืน

        “กรุงเทพฯ เป็นฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมาจาก 3 กิจกรรมหลัก คือ 1.การใช้ไฟฟ้า มากถึง 36% ของประเทศ ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯปีละ 20,922,768 ตัน 2.การขนส่ง มากถึง 40% ของประเทศ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปีละ 17,300,480 ตัน และ 3.ภาคอุตสาหกรรม ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปีละ 33,790,000 ตัน”

        หประชาชาติ (UN) ประมาณการว่า อีก 10-50 ปีข้างหน้าอุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 2-4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 20-50 ซม. ขณะที่ข้อมูลของกรุงเทพฯพบว่า ตั้งแต่ปี 2499-2540 อุณหภูมิต่ำสุดของกรุงเทพฯเพิ่มสูงขึ้น 2 องศา

        สำหรับบทบาทของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต่อการรับมือกับปัญหาภาวะโลกร้อนได้กำหนดมาตรการ 3 ด้านหลัก คือ         1.การส้างมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานของ กทม.
        2.มาตรการลดภาวะโลกร้อน และ
        3.การรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยจัดปฏิทินกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องทุกเดือนต่อไปอีก 6 เดือน และกำหนดวันที่ 9 ของทุกเดือนเป็นวันเริ่มต้นการรณรงค์ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน

        เริ่มจากเดือนพฤษภาคมเน้นรณรงค์ “ปิดไฟ” สำหรับอาคาร สำนักงาน ให้ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศในเวลาพักกลางวัน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทุกวัน หากปิดเครื่องปรับอากาศ 1 ชั่วโมงต่อ 1 เครื่อง เป็นเวลา 1 ปี จะลดค่าไฟฟ้าได้ 428 หน่วย ประหยัดเงินได้ 3,900 บาท และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 234 ตัน

        เดือนมิถุนายนรณรงค์ “ใช้หลอดตะเกียบ” จากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์รุ่นเก่าเปลี่ยนเป็นหลอดตะเกียบแบบประหยัดไฟ 18 วัตต์ หลอดตะเกียบ 1 ดวง ให้แสงสว่างได้ 100 วัตต์ แต่สามารถประหยัดไฟได้ 82 วัตต์ ปกติเราใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง ก็จะประหยัดไฟได้ 300 หน่วย ๆ ละ 2.99 บาท จะเท่ากับประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละ 900 บาท และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ปีละ 0.2 ตัน นอกจากนี้ในระหว่าง 2 เดือนแรกของการรณรงค์จะมีการประกวดและชิงรางวัล “บ้านประหยัดพลังงานลดค่าใช้ไฟฟ้าได้ 10%” อีกด้วย

        เดือนกรกฎาคมรณรงค์ “ดับเครื่องยนต์ขณะจอดรถ” และลดการใช้รถยนต์ โดยการใช้รถยนต์ร่วมกัน การประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์หรือการใช้อี-เมล ส่งเอกสารแทนการเดินทาง ฯลฯ เพราะรถยนต์ 1 คัน หากดับเครื่องยนต์นาน 5 นาที ลดการใช้น้ำมันลง 0.125 ลิตร ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.00003 ตัน แต่ถ้าจอดรถไว้ 1 วัน ลดการใช้น้ำมันลงได้ 36 ลิตร ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.01 ตันเลยทีเดียว

        เดือนสิงหาคมรณรงค์ "แจกต้นไม้ 1 ล้านต้น" เพราะตลอดชั่วชีวิตต้นไม้ 1 ต้น จะสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ซึ่งปีนี้ กทม.รณรงค์ปลูกต้นไม้เป็นปีที่ 3 และเริ่มเข้าสู่ล้านที่ 4 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 12 สิงหาคม

        เดือนกันยายนรณรงค์ “ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก” เพื่อนำไปสู่การรณรงค์หลักในเดือนถัดนี้ไปคือ เดือนตุลาคมจะมีการรณรงค์ “การลดปริมาณขยะ” โดยส่งเสริม 3 R (Reduce Reuse Recycle) เพราะในพื้นที่กรุงเทพฯมีบ้านเรือนประมาณ 2 ล้านหลังคาเรือน

        ถ้าลดปริมาณขยะลงได้วันละ 1 กิโลกรัม จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากกระบวนการเผาไหม้ขยะลงได้ปีละ 3,600 ล้านตัน

        ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปโชว์ให้เห็นว่าประเทศไทยมีส่วนร่วมในการช่วยลดภาวะโลกร้อนมากเพียงใด และถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้รับฟังกิจกรรมของประเทศต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้

        แต่คงสูญเปล่าถ้ากิจกรรมเหล่านั้นไม่ถูกนำมาลงมือทำอย่างจริงจัง ทั้งภาครัฐและประชาชน เพราะโลกเป็นของเราทุกคน

        ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้คงสายเกินไป


ชลธิดา ภู่ระหงษ์
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันอังคารที่ 15พฤษภาคม พุทธศักราช 2550
หน้า 10
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้261
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9298
mod_vvisit_counterทั้งหมด631300