ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ภาวะโลกร้อนรุก – ชีวภาพลด

มัชชาแห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 22 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันสากลแห่งความหลาหลายทางชีวภาพที่สำคัญหัวข้อที่จะทำให้ทั่วโลกตระหนักรู้ในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในปี 2550 เป็นสิ่งที่สังคมโลกกำลังตื่นตัว คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งวันนี้สัญญาณเตือนที่ชี้ให้เห็นถึงการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น

        อย่างเช่น การละลายของธารน้ำแข็งบนภูเขาคีรีมานจาโร บริเวณพรมแดนแทนซาเนีย และเคนยา ที่เป็นสัญลักษณ์ของผลกระทบที่ชัดเจนมากที่สุดแม้หิมะและน้ำแข็งที่ปกคลุมยอดเขาจะหดสั้นขึ้นเรื่อย ๆ มาเป็นระยะเวลา 150 ปีแล้วก็ตาม แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาพบว่ามีอัตราเร่งเร็วขึ้น สาเหตุมาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณหิมะที่ลดลง มีการคาดการณ์ว่าธารน้ำแข็งที่เหลืออยู่จะหายไปทั้งหมดภายในระยะเวลา 20 ปี ขณะที่บ้านเราหลายพื้นที่ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไป ถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตถูกทำลาย รวมทั้งปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่สร้างความตื่นตะหนกก็ส่อให้เห็นเค้ารางว่า ในอนาคตปัญหาโลกร้อนจะเป็นตัวผลักดันสำคัญ สร้างความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

        ในการประชุมเรื่อง “ความหลากหลายทางชีวภาพกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จัดขึ้นเนื่องในวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพที่ผ่านมา จะฉายภาพสถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่ตกอยู่ในอันตราย ทั้งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และประเทศไทย

        ดร.ยุวรี อินนา เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีประชากรร้อยละ 60 ของประชากรโลก ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของจีดีพีโลกและพบว่าอุบัติภัยเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ 80% และ 90% เสียชีวิตอยู่ที่ภูมิภาคนี้อีกด้วยนั่นหมายความว่า ภูมิภาคนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติทางความหลากหลายทางชีวภาพ จากสถิติพบว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 30% ในภูมิภาคนี้ โดยมาจากจีน อินเดีย ปากีสถาน เป็นหลัก คาดว่าปี 2573 อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 0.5-2 องศาเซลเซียส ปี 2613 เพิ่มขึ้น 1-7 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบให้เกิดปะการังฟอกขาว เกิดความสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลน 1-13% ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลายันจะละลายลดลงจาก 5แสน ตร.กม. เหลืออยู่ 1 แสน ตร.กม. ในระยะเวลา 30ปีข้างหน้า รวมถึงการมีฝนตกชุก พายุไซโคลนถี่ขึ้น

        หรืออุณหภูมิที่อุ่นขึ้นในภูมิภาคแปซิฟิก จะลดจำนวนของสัตว์ตัวผู้บางพวกอย่างประชากรเต่าก็ถูกคุกคาม เพราะเพศของการฟักตัวของเต่าทะเลขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ เมื่อโลกร้อนขึ้นทำให้จำนวนเต่าทะเลตัวเมียเพิ่มขึ้น ในอินโดนีเซียพบว่า มีสัตว์พันธุ์ต่าง ๆ นับร้อยชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เสือเอเชียก็เช่นกันพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เสืออาศัยอยู่ คือบริเวณป่าชายเลน ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้ถิ่นที่อยู่ของเสือหายไป ก็เป็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะมีผลกระทบต่อเนื่องทั้งนั้น

        พูดถึงประเด็นความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก ดร.ยุวรี กล่าวว่า ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นในอีก 100 ปีข้างหน้า กว่า 40 เซนติเมตร ซึ่งประชาการในภูมิภาคนี้ร้อยละ 10 ตั้งถิ่นฐานชายฝั่งทะเล ด้วยเหตุนี้ประมาณ 70% ประเทศในเอเซีย-แปซิฟิก มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาน้ำท่วมและไร้ที่อยู่อาศัย อีกทั้งเกาะจำพวกเกาะเล็ก ๆ จมใต้ทะเลเป็นผลให้คนประมาณ 200 ล้าน คนในภูมิภาคนี้ต้องหาที่อยู่ใหม่ ในอีกไม่เกิน 50 ปีข้างหน้า

        “ขณะนี้ประเด็นปัญหาเฉพาะในเอเซีย-แปซิฟิกที่ UNEP ให้ความสำคัญก็คือ ปรากฏการณ์น้ำป่าไหลหลาก ผลจากการละลายของธารน้ำแข็ง พุ่งเป้าไปที่ภูเขาหิมาลัย ปัจจุบันกำลังมีปัญหาในเนปาล ภูฏาน อินเดียตอนบน โดย UNEP ร่วมมือกับองค์กรในภูมิภาคนี้ทำการมอนิเตอร์บริเวณใดเป็นพื้นที่วิกฤต สังเกตระดับน้ำในธารน้ำแข็ง อุณหภูมิเพิ่มขึ้นแค่ไหนที่จะเกิดน้ำป่า เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ทั้งยังมีการสร้างเขื่อนป้องกันชุมชนอีกด้วย” เจ้าหน้าที่คนเดิมเล่าให้ฟัง

        เธอยังบอกอีกว่า ปัญหาขาดแคลนน้ำจืดจะสร้างปัญหาให้กับคนราวพันล้านคนอีกด้วย นอกจากนี้ ภาวะน้ำท่วม แห้งแล้ง ยังทำให้เชื้อโรคแพร่ระบาดรวดเร็วขึ้น การแก้ปัญหาเหล่านี้เห็นว่า ประเทศในภูมิภาคนี้ต้องจับมือกัน มีการหารือประสานความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้หรือถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อปรับตัวสู้กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ รวมถึงแก้ไขได้ตรงจุด จากนั้นขยายความร่วมมือสู่ระดับอาเซียน

        อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ยังมีการเผยแพร่รายงานการประเมินระบบนิเวศแห่งสหัสวรรษ ฉบับที่ 2 ของสมัชชาภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขณะนี้ เป็นสาเหตุหลักของการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพของโลก อุณหภูมิที่สูงขึ้นนำมาซึ่งหายนะต่อมนุษย์ และความหลากหลายทางชีววิทยาตามธรรมชาติ โดยส่งผลกระทบต่อชนิดและการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจสูญพันธุ์ไป ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งคือ ภาวะโลกร้อนสามารถทำให้ 2 ใน 3 ของสายพันธุ์สัตว์และพืชเกือบสูญพันธุ์ได้ในระยะเวลา 50 ปีข้างหน้า

        “จากการประเมินระบบนิเวศแห่งสหัสวรรษดังกล่าว พบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นแรงผลักดันสำคัญตัวหนึ่งที่มีผลโดยตรงต่อระบบนิเวศ ต่อเนื่องต่อองค์ประกอบของชนิดพันธุ์ของความหลากหลายทางชีวภาพ มีผลต่อการแพร่กระจายพันธุ์ เป็นเหตุให้ช่วงเวลาในการสืบพันธุ์เปลี่ยนแปลง ระยะเวลาของฤดูกาลเจริญเติบโตของพืชเปลี่ยนไป และอัตราการสูญพันธุ์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานไอพีซีซี ที่เมืองบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งสรุปชัดเจนว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อระบบทางกายภาพและชีวภาพของโลก” ดร.ยุวรีกล่าว

        สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศในเขตร้อนเป็นรอยต่อระหว่างป่าดงดิบชื้นกับป่าผลัดใบในเขตร้อนของโลก จึงเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ทรงคุณค่ามากอีกแห่งหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง หรือพื้นที่วิกฤตต่อการสูญเสียทรัพยากรชีวภาพ เพราะมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงมาก คิดเป็นลำดับที่สองของทวีปเอเชีย ประกอบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งส่งผลให้สถานการณ์การสูญเสียทรัพยากรชีวภาพรุนแรงขึ้น สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศรวมถึงป่าไม้ ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในภาวะโลกร้อนขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่สัตว์และพืชหลายสายพันธุ์ในบ้านเราอาจลดลงและสูญพันธุ์ไป

        รองเลขาธิการ สผ.กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกฝ่าย เป็นเรื่องที่หน่วยงานไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สผ.กำลังยกร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเตรียมผลักดันเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยุทธศาสตร์เรื่องนี้เน้นการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ในส่วนของการพัฒนาองค์ความรู้ของไทย มีการประสานความร่วมมือกันระหว่างนักวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และนักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมการศึกษาวิจัยและหามาตรการรองรับการเปลี่ยนแปลงในภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำแบบจำลองภูมิอากาศเพื่อให้รู้ถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในไทยซึ่งทีมนักวิจัยมาจากหลายสถาบัน อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธรรมศาสตร์, รามคำแหง, พระจอมเกล้าธนบุรี และเชียงใหม่

        หากพิจารณาตามเรื่องราวข้างต้นแล้ว ดูเหมือนว่าเรื่องของโลกร้อนจะทำให้มีปรากฏการณ์มากมายเกิดขึ้นในโลก ที่มีผลให้ระบบนิเวศน์ของโลกได้รับความกระทบกระเทือน จนในที่สุดย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อตัวมนุษย์เอง ซึ่งผลกระทบนั้นช้าบ้างเร็วบ้าง เห็นผลกระทบในชั่วอายุคนเดียวบ้างหรือในอีกหลายชั่วอายุคน การปรับตัวให้อยู่ได้ในสภาพโลกร้อน จะปรับตัวอย่างไร ตลอดจนการลดสาเหตุของโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดขนาดไหนจึงทำให้ระบบนิเวศปรับตัวได้และการพัฒนาเศรษฐกิจไม่เสียหาย แม้กระทั่งลดจากกิจกรรมใดและอย่างไร

        ดร.กัณฑรีย์ บุญประกอบ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีคำอธิบายในการประชุมครั้งนี้ โดยเล่าถึงการประชุมที่ปารีสปี 2550 ซึ่งสรุปมนุษย์เป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน และไนตรัสออกไซด์ มีความเข้มข้นสูงกว่าก่อนยุคอุตสาหกรรมมาก และอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเร็วกว่าในอดีต มีการคาดการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคตเพิ่มขึ้นต่ำสุด 1.6 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้นสูงสุด 4.0 องศาเซลเซียส

        เธอบอกว่า ภัยพิบัติและความเสียหายจากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นใน 50 ปีที่ผ่านมาของโลก โดยตั้งแต่ พ.ศ.2493 – 2541 จำนวนภัยพิบัติจากภูมิอากาศ เช่นภัยแล้ง, น้ำท่วม, พายุ เพิ่มขึ้น 5 เท่า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า ในไทยมูลค่าความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตรจากภัยพิบัติสืบเนื่องจากภูมิอากาศระหว่าง พ.ศ.2534- 2543 รวมแล้วกว่าหมื่นล้านบาท การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาของโลก เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ ซึ่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มีการเรียกร้องให้ภาคีอนุสัญญาฯ ควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้คงที่ เพื่อให้ระบบนิเวศน์สามารถปรับตัว ให้มีการผลิตอาหารที่มั่นคง และมีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การปรับตัวให้อยู่ได้ในสภาวะโลกร้อนต้องรู้สภาพอากาศในอนาคต ทำได้โดยสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ลอกเลียนการถ่ายทอดความร้อนในภาคส่วนต่าง ๆ ของโลก ซึ่งจะได้ตัวเลขปริมาณก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

        นักวิชาการคนเดิมกล่าวว่า จากการประชุมที่บรัสเซลส์ปีนี้ มีบทสรุปผลกระทบโลกร้อนต่อระบบนิเวศน์ โดยระบุว่าถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินกว่า 1.5 – 2.5 องศาเซลเซียส ประมาณ 20 – 30 % ของชนิดพันธุ์มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยกลับคืนไม่ได้ ถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินกว่า 4 องศาเซลเซียส ระบบนิเวศน์ปรับตัวไม่ทัน เรื่องการผลิตอาหารในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตรก็จะได้รับผลกระทบ ผลผลิตพืชอาจลดลง แม้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ส่วนผลผลิตพืชในโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นไม่เกิน 3 องศาเซลเซียส ถ้าเกินกว่านั้นจะลดลง การเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้น มีผลเสียหายต่อการผลิตพืชของท้องถิ่น ก็ต้องมีการปรับสายพันธุ์ที่ปลูก พื้นที่ปลูก ระยะเวลาปลูกที่เหมาะสม ยกตัวอย่าง อุณหภูมิเพิ่มขึ้นส่งผลต่อความสมบูรณ์ของเกสรข้าว ถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 32 องศาเซลเซียส มีความสมบูรณ์ 80% ถ้า 34 องศาเซลเซียส ลดเหลือ40% หากเพิ่มขึ้นถึง 38 องศาเซลเซียส ละอองเรณูใช้ไม่ได้เลย ผสมเกสรไม่ติด

        นอกจากนี้ ผลสรุปจากการประชุมที่บรัสเซลส์ยังชี้ว่า ภายในกลางศตวรรษน้ำท่าและน้ำใช้เพิ่มขึ้น 10-40% ในละติจูดสูงและเขตร้อนชื้น ลดลง 10-30% ในเขตแล้ง ในเขตร้อนแล้งและละติจูดกลาง ขณะที่ในพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ต่ำปะการังอาจลดลงอย่างมาก เพราะปะการังฟอกขาวจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นป่าชายเลนและที่ลุ่มน้ำเค็มจะได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ประชากรนับล้านมีความอ่อนไหวต่อภัยน้ำท่วมและน้ำทะเลสูงขึ้น โดยเฉพาะในที่ที่ประชากรหนาแน่น รวมทั้งได้รับผลกระทบจากพายุเขตร้อนและพื้นที่ชายฝั่งยุบตัว

        ด้านผลกระทบโลกร้อนต่อทรัพยากรป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ ดร.กัณฑรีย์บอกว่า จะส่งผลให้โครงการสร้างป่าเปลี่ยนแปลงไป ผลผลิตป่าไม้ลดลง พืชและสัตว์สูญพันธุ์ แต่ความสูญเสียลดลงได้ถ้ามีการเชื่อมพื้นที่ป่าอนุรักษ์พันธุกรรมในและนอกที่อาศัยสร้างเส้นทางสัตว์อพยพ ส่วนเรื่องทรัพยากรชายฝั่งและการประมงที่ได้รับผลกระทบเช่นกันไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศชายฝั่งเสื่อมโทรม สูญเสียชุมชนชายฝั่ง ผลผลิตประมงลดลง ก็ต้องมีแนวทางปรับแผนเศรษฐกิจ สร้างแนวป้องชายฝั่งและก็เคลื่อนย้ายชุมชน

        “การคาดคะเนระดับน้ำทะเลในอนาคต พบว่าอุณหภูมิที่สูงเกินกว่ายุคอุตสาหกรรม 1.9-4.6 องศาเซลเซียส จะยังคงดำรงอยู่อีกนับร้อยปี และในที่สุดเมื่อน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายหมด จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 7 เมตร เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อ 125,000 ปีมาแล้ว”

        ดร.กัณฑรีย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายในการพูดคุยในเวทีนี้ว่า แม้สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยในโลกน้อยมากเพียง 0.6% ของทั้งโลก ไม่ได้หมายถึงประเทศไทยจะไม่ทำอะไร เพราะผลกระทบในโลกร้อนไทยได้รับเต็มร้อย ไม่ได้เทียบกับสัดส่วนการปล่อย เห็นว่าการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไทยต้องมีแผนบูรณาการเชิงรุก มีแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาต่าง ๆ ทั้งการผลิตพลังงาน การขนส่ง อาคาร อุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคเกษตร เพราะประมาณ 40% ของพื้นที่ในไทยเป็นการเกษตร หากมีการจัดการที่ดี สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในดินได้ การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ที่เคยมีอยู่ก็ลดน้อยลง

        “ภาคการเกษตรสามารถเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนฯ ในดิน โดยการปรับปรุงพืชและจัดการพื้นที่เลี้ยงสัตว์ การรักษาพื้นที่เพาะปลูกบริเวณป่าพรุและพื้นที่เสื่อม ปรับปรุงวิธีการปลูกข้าวและการจัดการมูลสัตว์เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน หรือปรับปรุงการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์พื้นที่ป่าก็สำคัญความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ที่นี่ และลดก๊าซเรือนกระจกได้มากเช่นกัน เทคโนโลยีและวิธีการลดก๊าซเรือนกระจก มีตั้งแต่ปลูกป่าทดแทนในพื้นที่เดิมที่ถูกทำลายในพื้นที่ที่ไม่เคยเป็นป่าไม้มาก่อน มีการจัดการป่าไม้ ลดการทำลายป่า บุรุกพื้นที่ป่าทำให้ป่าเสื่อมโทรม ใช้ผลผลิตจากป่าเป็นพลังงานชีวภาพเพื่อลดพลังงานฟอสซิลที่ทำให้โลกร้อนขึ้น”


หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550
หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้261
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9298
mod_vvisit_counterทั้งหมด631300