|
|
|
อ้อย (ตอนที่4) 3. การให้น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อย น้ำ เป็นปัจจัยการผลิตหลักที่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิตอ้อย หากอ้อยได้รับน้ำอย่างเพียงพอตลอดช่วงการเจริญเติบโต ผลผลิตอ้อยจะได้ไม่ต่ำกว่า 15 ตันต่อไร่ อ้อยต้องการน้ำเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างน้ำตาล อ้อยที่ขาดน้ำจะเจริญเติบโตช้า ผลผลิตต่ำ และให้ความหวานต่ำ ความต้องการน้ำและการตอบสนองต่อการให้น้ำของอ้อย |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ช่วงการเจริญเติบโต | ความต้องการน้ำ | |
มม./วัน | มม. | |
| ระยะตั้งตัว (30 วัน) | 4 | 120 |
| ระยะเติบโตทางลำต้น (140 วัน) | 4.5 | 630 |
| ระยะสร้างน้ำตาล (125 วัน) | 5 | 625 |
| ระยะแก่ (35 วัน) | 4 | 140 |
| รวม (330 วัน) | - | 1,515 |
ข้อพิจารณาในการให้น้ำแก่อ้อย
การพิจารณาว่าเมื่อใดควรจะถึงเวลาให้น้ำแก่อ้อย และจะให้น้ำครั้งละปริมาณเท่าใด มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ
@ระยะการเจริญเติบโต ความต้องการน้ำของอ้อย ปริมาณน้ำที่ให้แก่อ้อยจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับระยะการเจริญเติบโต อัตราความต้องการใช้น้ำ ความลึกที่รากหยั่งลงไปถึง อ้อยจะเจริญเติบโตได้ดีก็ต่อเมื่อความชื้นในดินเหมาะสม ถ้ามีความชื้นในดินสูงหรือต่ำมากเกินไป อ้อยจะเจริญเติบโตผิดปกติ เมื่อดินมีน้ำมากจะทำให้ขาดออกซิเจน โดยทั่วไปถ้าในดินมีอากาศอยู่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ รากอ้อยจะชะงักการดูดธาตุอาหาร น้ำและออกซิเจน เป็นเหตุให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ถ้าขาดน้ำใบจะห่อในเวลากลางวัน
@คุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ความสามารถของดินในการซับน้ำ ดินต่างชนิดกันย่อมมีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ไม่เหมือนกันสำหรับดินที่สามารถ ซับน้ำไว้ได้มากไม่จำเป็นต้องให้น้ำบ่อยครั้งเหมือนดินที่มีเนื้อหยาบและซับ น้ำได้น้อย ดินเหนียวจะมีความชื้นอยู่มากกว่าดินทราย ดังนั้น หลักการให้น้ำแก่อ้อยที่ถูกต้อง คือ ให้น้ำตามที่อ้อยต้องการ ส่วนปริมาณน้ำที่จะให้แต่ละครั้งมากน้อยเท่าไร และใช้เวลานานเท่าใด ย่อมขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางกายภาพของดินซึ่งไม่เหมือนกัน
@สภาพลมฟ้าอากาศ อุณหภูมิ ของอากาศ การพิจารณาการให้น้ำแก่อ้อยจะต้องพิจารณาถึง อุณหภูมิและสภาพลมฟ้าอากาศด้วย ในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงอ้อยจะคายน้ำมาก ความต้องการน้ำจะมากตามไปด้วย จำเป็นต้องให้น้ำบ่อยขึ้น ในช่วงที่มีฝนตกควรงดให้น้ำ และหาทางระบายน้ำแทน เพื่อให้ดินมีความชื้นและอากาศในดินเหมาะสม ในช่วงฝนทิ้งช่วงควรให้น้ำช่วยจะทำให้การเจริญเติบโตของอ้อยดีขึ้น
ระบบการให้น้ำอ้อย
การ เลือกระบบการให้น้ำอ้อยที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของดิน ความลาดเอียงของพื้นที่ ต้นทุน และความพร้อมในการนำน้ำมาใช้ รวมทั้งความพร้อมในด้านแรงงาน และอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ในการให้น้ำ ระบบการให้น้ำอ้อยในปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ทั้งในและต่างประเทศมีดังนี้
1. การให้น้ำแบบร่อง (Furrow irrigation)
เป็นระบบการให้น้ำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่าง ประเทศ เพราะเป็นระบบที่ใช้ต้นทุนต่ำ สะดวกและง่ายในการปฏิบัติ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ที่แปลงปลูกอ้อยจะต้องค่อนข้างราบเรียบ โดยมีความลาดชัน ไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ ประสิทธิภาพของการให้น้ำแบบร่องจะผันแปรอยู่ระหว่าง 30-90 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การให้น้ำได้โดยการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม
โดยปกติการให้น้ำระบบนี้จะมีร่องน้ำที่หัวแปลงหรืออาจใช้ ท่อหรือสายยางที่มีช่องเปิดให้น้ำไหลเข้าร่องอ้อยแต่ละร่อง เมื่อน้ำไหลไปจนสุดร่องแล้ว อาจยังคงปล่อยน้ำต่อไปอีกเพื่อให้น้ำซึมลงในดินมากขึ้นน้ำที่ท้ายแปลงอาจ ระบายออกหรือเก็บรวบรวมไว้ในบ่อพักเพื่อนำกลับมาใช้อีก ในแปลงอ้อยที่มีความลาดชันน้อยมาก (ใกล้ 0 เปอร์เซ็นต์) สามารถจัดการให้น้ำโดยไม่มีน้ำเหลือทิ้งท้ายแปลงได้ โดยปรับสภาพพื้นที่ให้มีความลาดชันน้อยที่สุด หรือเป็นศูนย์และทำคันกั้นน้ำตลอดท้ายแปลง น้ำที่ให้ไปสุดท้ายแปลงจะถูกดักไว้โดยคันกั้นน้ำ ทำให้น้ำมีเวลาซึมลงในดินมากขึ้น วิธีนี้จะเหมาะกับดินที่มีการซึมน้ำช้า และน้ำที่จะให้มีจำกัด
แม้ ว่าการให้น้ำระบบร่องจะใช้ได้กับพื้นที่มีความลาดเอียงไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กับพื้นที่ที่มีความลาดเอียงไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ สำหรับความยาวร่องที่ใช้มีตั้งแต่ 25 เมตร ถึง 1,000 เมตร รูปร่าง ของร่องและอัตราการไหลของน้ำ ขึ้นกับชนิดของดินและความลาดชันของพื้นที่ สำหรับดินที่มีความสามารถ ในการซึมน้ำได้ดี ควรใช้ร่องปลูกรูปตัว ‘V' และมีสันร่องกลาง เพื่อให้น้ำไหลได้เร็วและลดการสูญเสียน้ำ จากการซึมลึกในแนวดิ่ง ในทางกลับกันสำหรับดินที่มีการซึมน้ำเลว ควรใช้ร่องที่มีก้นร่องกว้างและสันร่องแคบ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของดินกับน้ำ ทำให้น้ำซึมลงดินได้ทั่วถึง
2. การให้น้ำแบบพ่นฝอย (Sprinkler irrigation)
การให้น้ำแบบนี้ใช้ได้กับทุกสภาพพื้นที่และทุกชนิดดิน ประสิทธิภาพในการใช้น้ำอาจเกิน 75 เปอร์เซ็นต์ ได้ ถ้ามีการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม การให้น้ำแบบนี้มีหลายรูปแบบ เช่น
- สปริงเกอร์หัวใหญ่ ต้องใช้ปั๊มน้ำแรงดันสูงและมีทางวิ่งถาวรในแปลงอ้อย
- สปริงเกอร์แบบหัวเล็กเคลื่อนย้ายได้ ใช้สำหรับอ้อยปลูกหรืออ้อยตออายุน้อย และปริมาณน้ำที่ให้มีจำกัด มีข้อเสียคือ ต้องใช้แรงงานมากในการเคลื่อนย้าย และไม่สามารถใช้กับอ้อยสูงได้
- สปริงเกอร์แบบหัวเล็กบนแขนระนาบ (Lateral move irrigators) ข้อดีคือสามารถให้น้ำในพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพและใช้แรงงานน้อย แต่มีข้อเสียคือใช้ต้นทุนสูงสำหรับอุปกรณ์และเครื่องมือ
- สปริงเกอร์แบบหัวเล็กขนแขนที่เคลื่อนเป็นวงกลมรอบจุดศูนย์กลาง (Centre-pivot irrigators)
3. การให้น้ำแบบน้ำหยด (Drip irrigation)
เป็นวิธีการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพในการให้น้ำสูงสุด โดยสามารถให้น้ำเฉพาะรอบ ๆ รากพืช และสามารถให้ปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชไปพร้อมกับน้ำได้เลย ปัจจุบันมีใช้กันอยู่ 2 แบบ คือ
- ระบบน้ำหยดบนผิวดิน (Surface system) ระบบนี้จะวางสายให้น้ำบนผิวดินในแนวกึ่งกลางร่อง หรือข้าร่อง อาจวางทุกร่องหรือร่องเว้นร่อง
- ระบบน้ำหยดใต้ผิวดิน (Subsurface system) ระบบนี้จะต้องวางสายให้น้ำก่อนปลูก โดยปกติจะฝังลึกประมาณ 25-30 ซม. และสายให้น้ำจะอยู่ใต้ท่อนพันธุ์อ้อยประมาณ 10 ซม.
4. การควบคุมวัชพืชในไร่อ้อย
วัชพืช เป็นศัตรูอ้อยที่สำคัญที่ทำความเสียหายแก่ผลผลิตอ้อยมากที่สุดหลังจากปลูก อ้อยแล้ว ถ้าไม่มีการป้องกันกำจัดวัชพืช จะทำให้ผลผลิตอ้อยลดลงถึง 80% หรือมากกว่านั้น ความเสียหายขึ้นอยู่กับปริมาณวัชพืชที่ขึ้นเบียดบังอ้อย ว่ามีมากน้อยเพียงไร และความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืชของอ้อยแต่ละพันธุ์ วัชพืชจะแก่งแย่งธาตุอาหารในดิน ความชื้น และแสงแดดที่อ้อยควรจะได้รับ ทำให้อ้อยมีการแตกกอและความยาวของลำอ้อยลดลง อีกทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูอ้อยชนิดอื่น ได้แก่ โรคที่เกิดจากทั้งไวรัส และไฟโตพลาสมา แมลงพาหะนำโรค แมลงศัตรูอ้อย และหนู นอกจากนี้ วัชพืชบางชนิดมีรากหรือส่วนของต้นใต้ดินที่ขับสารบางอย่าง ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของอ้อย เช่นใบหญ้าคา และวัชพืชใบกว้างในวงศ์ Compositae รากจะขับสารพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งไปทำให้รากของอ้อยชะงักการเจริญเติบโต พบว่า วัชพืช Aeginetiaindica เป็น Root parasite ที่แย่งอาหารและน้ำจากอ้อย ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำตาลซูโครสในอ้อยลดลงจาก 13.08 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 5.09 เปอร์เซ็นต์
วัชพืชในไร่อ้อย
วัชพืช ที่มีปัญหาในไร่อ้อย แบ่งออกเป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ พวกใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocots) หรือเรียกว่าใบแคบ พวกใบกว้าง (Dicots) และพวกกก (Sedge)
ชื่อสามัญ | ชื่อวิทยาศาสตร์ |
| หญ้าปากควาย | Dactyloctenium aegyptium |
| หญ้าตีนติด | Brachiaria reptans |
| หญ้าตีนกา | Eleusine indica |
| หญ้ารังนก | Chloris barbata |
| หญ้าแพรก | Cynodon dactylon |
| หญ้าดอกขาว | Leptochloa chinensis |
| หญ้านกสีชมพู | Echinochloa colonum |
| หญ้าชันกาด | Panicum repen |
| หญ้าขจรจบดอกเล็ก | Pennisetum pedicellatum |
| หญ้าหางหมา | Setaria geniculata |
| หญ้าขน | Brachiaria mutica |
| หญ้าเจ้าชู้ | Hrysopogon aciculatus |
ประเภทใบเลี้ยงคู่
ชื่อสามัญ | ชื่อวิทยาศาสตร์ |
| ผักบุ้งยาง | Euphorbia geniculata |
| ผักโขมหนาม | Amaranthus spinosus |
| ผักเบี้ยหิน | Trianthema portulacastrum |
| สะอึก | Ipomoea gracillis |
| งวงช้าง | Heliotropium indicum |
| พันงูขาว | Acheranthes aspera |
| หญ้าละออง | Vernonia cinerea |
| สาบแร้งสาบกา | Ageratum conyzoides |
| น้ำนมราชสีห์ | Euphorbia hirta |
| เทียนนา | Jussiaea linifolia |
| ลูกใต้ใบ | Phyllanthus niruri |
| สาบเสือ | Eupatorium odoratum |
| บานไม่รู้โรยป่า | Comphrena celosioides |
| ผักเสี้ยน | Cleome viscosa |
| ไม้กวาด | Sida acuta |
| กะทกรก | Passiflora foetida |
| ผักโขมหิน | Boerhavia diffusa |
| โทงเทง | Physalis minima |
| ตีนตุ๊กแก | Tridax procumdens |
ประเภทกก
ชื่อสามัญ | ชื่อวิทยาศาสตร์ |
| แห้วหมู | Cyperus rotundus |
| กกทราย | Cyperus iria |
| กกดอกแดง | Cyperus compactus |
ไร่ อ้อยที่มีประชากรวัชพืชน้อย หลังปลูกอ้อยควรปลอดจากวัชพืช 45 วัน แต่ไร่อ้อยที่มีประชากรวัชพืชมาก หลังปลูกอ้อยควรปลอดจากวัชพืช 90 วัน ในการป้องกันกำจัดวัชพืช จะต้องรู้จักชนิดของวัชพืชว่า เป็นวัชพืชชนิดใด เพื่อที่จะได้ป้องกันกำจัดถูกวิธี (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สารกำจัดวัชพืช)
การป้องกันกำจัดวัชพืชในไร่อ้อย
วิธีการทางเขตกรรม
เริ่ม ตั้งแต่การเตรียมดิน โดยการไถกลบวัชพืช อาจต้องทำหลายครั้ง ถ้ามีวัชพืชขึ้นมาก และก่อนการปลูกอ้อย ก็จะมีการไถพรวนอีกครั้ง แล้วจึงยกร่องปลูกอ้อย (ปลูกในร่อง) หรือถ้าใช้เครื่องปลูก ก็ไม่ต้องยกร่อง คือ หลังจากไถพรวน 1 ครั้ง แล้วปลูกอ้อยตามเมื่ออ้อยงอกแล้ว ถ้ามีวัชพืชขึ้น ก็ใช้แรงงานคนถากหญ้าระหว่างแถวและกออ้อย จนกระทั่งใบอ้อยปกคลุมพื้นดินได้ทั้งหมด หรืออาจใช้แรงงานสัตว์ รถไถเดินตาม รถแทรกเตอร์ (ใช้หน้ายางเล็กและยกตัวรถสูงพ้นพุ่มใบ) เข้าไถพรวน หรืออาจใช้จอบหมุน (Rotary plow) ที่เว้นใบมีดที่ตรงกับแถวอ้อย เพื่อสับวัชพืชคลุกเคล้าลงในดิน เพื่อเป็นการกำจัดวัชพืชระหว่างแถว การควบคุมวัชพืชในไร่อ้อย โดยวิธีเขตกรรม นิยมปฏิบัติกันในแหล่งปลูกอ้อยในดินร่วน ดินทราย ที่ปลูกอาศัยน้ำฝน เช่น แหล่งปลูกอ้อยในภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากดินเป็นดินทราย ทำให้สารกำจัดวัชพืชถูกชะล้างได้ง่าย ทำให้การพ้นสารกำจัดวัชพืชควบคุมวัชพืชไม่ได้ผลดี หรือคุมวัชพืชได้ไม่นาน ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดมากจากหน้าดินไม่มีความชื้นหลังจากปลูกอ้อย
ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ อ้อยได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยหรือไม่เป็นพิษต่ออ้อย เมื่อเทียบกับการใช้สารเคม
ข้อเสีย คือ วิธีการนี้กำจัดเมล็ดวัชพืชที่งอกขึ้นมาใหม่ไม่ได้ อีกทั้งแรงงานหายาก มีราคาแพง ในการใช้รถไถกลบวัชพืช ทำไม่สะดวก เมื่ออ้อยมีลำต้นสูง และมีการแตกกอมาก ทำให้หน่อถูกเหยียบย่ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงกลับรถแทรกเตอร์
การคลุมดิน
โดย พยายามละเว้นการเผาใบอ้อย ใช้ใบอ้อยหรือฟางข้าวคลุมดินระหว่างแถวอ้อย เพื่อคลุมดินบังไม่ให้วัชพืชงอกออกมาได้ เพราะขาดแสงที่จำเป็นต่อกระบวนการงอกของเมล็ดพืช และเมื่อเศษซากอ้อยถูกย่อยสลายจะปลดปล่อย phytotoxins มีผลทำให้ประชากรของวัชพืชลดลง
ข้อดี ช่วยรักษาความชื้น และช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน
ข้อเสีย ใช้แรงงานมาก วัสดุคลุมดินมีจำกัด ไม่เพียงพอ การคลุมดินไม่ทั่วถึง ทำให้การป้องกันวัชพืชไม่ได้ผลดี
การปลูกพืชแซม
จาก การที่ระยะปลูกระหว่างแถวอ้อยค่อนข้างห่าง (เฉลี่ย 1.30 เมตร) การปลูกพืชแซมระหว่างแถวอ้อยด้วยถั่วเขียว จะช่วยลดปัญหาวัชพืชได้ โดยปลูกในช่วงอ้อยอายุไม่เกิน 4 เดือน ประกอบกับถั่วเขียวมีอายุสั้น 65-70 วัน ต้นถั่วเขียวจะช่วยคลุมดินไม่ให้มีวัชพืชงอก
ข้อดี ช่วย เพิ่มรายได้ในกรณีที่เป็นชาวไร่รายย่อย มีพื้นที่ปลูกอ้อยไม่เกิน 20 ไร่ การปลูกถั่วเขียว ถั่งเหลือง ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ทำให้มีรายได้มากกว่าการปลูกอ้อยอย่างเดียว
ข้อเสีย ต้องใช้แรงงานคนมากขึ้น ชาวไร่อ้อยต้องทำเอง จึงจะช่วยทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่อหน่วยพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก ทั้งยังเป็นการบำรุงดินอีกวิธีหนึ่ง
การปลูกพืชหมุนเวียน
หลัง จากเก็บเกี่ยวอ้อยตอปีสุดท้าย แล้วรื้อตออ้อยปลูกใหม่ ควรปลูกพืชบำรุงดิน หรือปลูกพืชอายุสั้นประเภทใบเลี้ยงคู่ที่มีอายุเก็บเกี่ยวไม่เกิน 3 เดือน ก่อนการปลูกอ้อย เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้วัชพืชใบแคบและแห้วหมูขึ้นแพร่ระบาดในไร่อ้อย เพราะว่าพืชใบเลี้ยงคู่เจริญเติบโตและคลุมพื้นที่ได้เร็ว วัชพืชใบแคบและแห้วหมูถูกบังแสง ทำให้ประชากรของวัชพืชใบแคบและแห้วหมูในไร่อ้อยลดลง ส่วนการกำจัดวัชพืชประเภทใบกว้างทำได้ง่าย โดยการใช้สารกำจัดวัชพืช เช่น 2 , 4-D หรือโดยการไถกลบ นอกจากจะช่วยลดปริมาณวัชพืชใบแคบและแห้วหมูแล้ว ยังเป็นการบำรุงดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุยขึ้น ช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อยอีกด้วย
การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช
เป็น วิธีการที่เกษตรกรในปัจจุบันนิยมใช้กำจัดวัชพืชกันมาก อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงาน สามารถแบ่งประเภทของสารกำจัดวัชพืช ตามระยะเวลาของสารกำจัดวัชพืชได้เป็น 3 ประเภท คือ
- พ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนการปลูกอ้อย คือ การใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นฆ่าต้นวัชพืชที่ขึ้นในไร่อ้อยก่อนการปลูกอ้อย เช่น ในกรณีที่มีการเตรียมดินไถพรวนยกร่อง ทิ้งไว้เพื่อรอฝน รอพันธุ์อ้อย หรือรอแรงงานปลูกอ้อยนานเกินไป จนทำให้วัชพืชงอกสารกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้จะเป็นพวกไม่เลือกทำลาย เช่น พาราควอต (paraquat) , ไกลโฟเสท (glyphosate)
- พ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก หรือ ยาคุมหญ้า เป็นสารเคมีที่พ่นลงดินเพื่อควบคุมไม่ให้เมล็ดวัชพืชงอก โดยพ่นหลังจากปลูกอ้อยและให้น้ำอ้อยเว้นไว้ 1 วัน จึงพ่นสารกำจัดวัชพืชเพื่อทำลายเมล็ดวัชพืชหรือฆ่าต้นอ่อนที่งอกจากเมล็ดทันที หรืออาจพ่นสารกำจัดวัชพืชหลังให้น้ำครั้งที่ 2 ซึ่งถ้าเป็นการปลูกอ้อยในช่วงต้นฤดูแล้ง การให้น้ำครั้งที่ 1 และ 2 จะห่างกัน 2 สัปดาห์ ในการพ่นสารกำจัดวัชพืชหลังให้น้ำครั้งที่ 2 ต้องระวังอย่าพ่นสารกำจัดวัชพืชสัมผัสถูกอ้อยซึ่งงอกและคลี่ใบแล้ว เพราะว่า สารกำจัดวัชพืชหลายชนิด เช่น พาราควอต (paraquat) , อามีทรีน (ametryn) , เฮ็กซาซิโนน (hexazinone) , อิมาซาพิค (imazapic) และไดยูรอน (diuron) มีพิษต่ออ้อย ทำให้อ้อยตายหรือชะงักการเจริญเติบโตในการพ่นสารกำจัดวัชพืช จะต้องพ่นลงผิวดินอย่างสม่ำเสมอ ดินจะต้องมีความชื้นพอสมควรจึงจะทำให้การควบคุมวัชพืชได้ผล ยกเว้น สารกำจัดวัชพืชชนิดใหม่ที่พ่นในขณะที่ดินมีความชื้นต่ำได้ เช่น อิมาซาพิค (imazapic) , เฮ็กซาซิโนน (hexazinone) หลังจากพ่นแล้ว จะต้องไม่เดินเข้าไปในไร่อ้อยอีกเลย การเหยียบย่ำผิวดินจะทำให้ความสามารถในการควบคุมวัชพืชหมดไปสารเคมีที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่
1. อาทราซีน (atrazine) เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ก่อนอ้อยงอก (Preemergence herbicide) ใช้ในอัตรา 400-600 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ พ่นหลังจากปลูกอ้อย และก่อนวัชพืชงอก และพ่นซ้ำอีกครั้งหลังจากใส่ปุ๋ยกลบร่อง (อ้อยอายุประมาณ 2 เดือน) ในอัตราเดิม แต่ในฤดูหนึ่ง ต้องใช้รวมกันไม่ควรเกิน 1,500 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ ถ้าใช้เกินกว่านี้จะมีปัญหาสารตกค้างของอาทราซีนในน้ำใต้ดิน ที่สำคัญการใช้อาทราซีนควบคุมวัชพืชก่อนวัชพืชงอกจะได้ผลดี ดินจะต้องมีความชื้น ในการปลูกอ้อยในเขตอาศัยน้ำฝนหลังปลูกเสร็จผิวดินแห้ง ต้องรอให้ฝนตกอีกครั้งจึงจะพ่นอาทราซีนได้ ถ้าช่วงนี้มีวัชพืชงอกควรผสมพาราควอต อัตรา 500 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร แต่ต้องระวังอย่าให้ถูกอ้อยที่งอกและคลี่ใบแล้ว เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีราคาถูกมาก (150-170 บาทต่อกิโลกรัม) คุมวัชพืชได้ดี เป็นพิษต่ออ้อยน้อยมาก
2. เมทริบูซีน (metribuzin) เป็นทั้งสารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ก่อนวัชพืชและอ้อยงอก (Pre-emergence herbicide) และสารประเภทหลังงอก (Post-emergence herbicide) เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีความเป็นพิษต่ออ้อยน้อยมาก อัตราที่แนะนำใช้ 80-160 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ โดยพ่นหลังจากปลูกอ้อยและให้น้ำแล้ว 1 วัน ควบคุมวัชพืชใบแคบ ใบกว้าง และพวกกกบางชนิด หรือผสมกับ 2,4-D อัตรา 160-200 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชใบกว้าง และวัชพืชพวกกก (เช่น แห้วหมู) ในการควบคุมวัชพืชที่งอกแล้ว จะสามารถควบคุมวัชพืชที่มีความสูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร โดยผสมสารจับใบ 0.2-0.3 เปอร์เซ็นต์ โดยปริมาตร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืช
3. ไดยูรอน (diuron) เป็น สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ก่อนอ้อยและวัชพืชงอก (Pre-emergence herbicide) โดยการพ่นหลังปลูกอ้อย หรือตัดแต่งอ้อย อัตราที่ใช้ 240-480 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีพิษต่ออ้อยมากกว่าอาทราซีน การใช้ไดยูรอน เพิ่มขึ้นจากอัตรา 320 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ เป็น 640 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ มีผลทำให้น้ำหนักผลผลิตอ้อยลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เกษตรกรจึงนิยมใช้อาทราซีน มากกว่าไดยูรอน
4. อะลาคลอร์ (alachlor) เป็น สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ก่อนวัชพืชงอก (Pre-emergence herbicide) อัตราที่ใช้ 320-560 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ เป็นสารกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมกับระบบการปลูกพืชตระกูลถั่วแซมอ้อย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เพราะว่าอะลาคลอร์มีพิษต่อพืชใบกว้างน้อย จึงทำให้วัชพืชใบกว้างค่อนข้างทนทานต่ออะลาคลอร์ ชาวไร่อ้อยที่ปลูกอ้อยเดี่ยว ๆ จึงไม่นิยมใช้อะลาคลอร์
5. เฮ็กซาซิโนน (hexazinone) เป็น สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ก่อนอ้อยและวัชพืชงอก (Pre-emergence herbicide) ควบคุมวัชพืชประเภทใบแคบได้ดีมาก และควบคุมวัชพืชใบกว้างได้ดีพอสมควร ถ้าใช้ในอัตราสูง สามารถควบคุมแห้วหมูได้ แต่เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่มีความเป็นพิษต่ออ้อยสูง ู้ใช้ต้องสามารถคำนวณอัตราการใช้สารกำจัดวัชพืชต่อพื้นที่ที่จะพ่นได้อย่าง แม่นยำ เพราะว่า ถ้าใช้ในอัตราที่ต่ำเกินไป ก็ควบคุมวัชพืชไม่ได้ผล แต่ถ้าใช้ในอัตราที่สูงเกินไป จะเป็นพิษต่ออ้อย อัตราการใช้อยู่ระหว่าง 122-162 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ เพื่อลดความเป็นพิษของการใช้เฮ็กซาซิโนน และยังมีความสามารถในการควบคุมวัชพืชได้ ควรใช้เฮ็กซาซิโนนผสมกับไดยูรอน อัตรา 53+187 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ หรือผสมในอัตรา 32+256 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ เฮ็กซาซิโนนสามารถควบคุมวัชพืชได้นานกว่าอาทราซีน คือ หลังจากพ่นเฮ็กซาซิโนน ไม่สามารถปลูกพืชอื่นได้ ยกเว้น อ้อย และสับปะรด อ้อยบางพันธุ์อ่อนแอต่อเฮ็กซาซิโนน เช่น Phil 66-07 (มาร์กอส), Q 83 , มก 50 การใช้เฮ็กซาซิโนนหลังอ้อยและวัชพืชงอก (Post-emergence) เหมาะสมที่จะใช้ในอ้อยตอ โดยผสมไดยูรอน 288+384 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่
6. อิมาซาพิค (imazapic) เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ก่อนอ้อยงอก (Pre-emergence) ที่สามารถควบคุมวัชพืชก่อนอ้อยและวัชพืชงอก ใช้ได้ทั้งในสภาพที่ผิวดินมีความชั้นต่ำหรือสูง เวลาที่เหมาะสมในการใช้อิมาซาพิคควบคุมวัชพืช คือ พ่นหลังปลูกทันที ถึงแม้ผิวดินจะมีความชื้นต่ำ ดังนั้น จึงเหมาะกับการใช้ควบคุมวัชพืชหลังปลูกในเขตอาศัยน้ำฝน สามารถดูดซึมเข้าวัชพืชได้ทั้งทางใบ และทางรากในการใช้สารกำจัดวัชพืชชนิดนี้ ควรใช้ผสมกับ pendimethalin โดยใช้ imazapic ผสมกับ pendimethalinอัตรา 12-16 ผสม 120-160 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ จะทำให้ควบคุมวัชพืชได้กว้างและสามารถใช้กำจัดแห้วหมูที่งอกแล้ว (Post-emergence application) ได้ดี โดยใช้ในอัตราเดียวกับการพ่นหลังปลูกอ้อย (Pre-emergence application) ในการใช้สารกำจัดวัชพืชชนิดนี้ ต้องระวังอย่าพ่นให้สัมผัสกับอ้อย หรือห้ามพ่นซ้ำที่เดิมหลายครั้ง จะทำให้อ้อยได้รับพิษ ที่สำคัญต้องไม่ใช้เกินอัตราที่แนะนำ
นอกจากนี้ ยังมีสารกำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอกที่ใช้ในไร่อ้อยมีอยู่อีกหลายชนิด เช่นโคลมาโซน (clomazone) ใช้อัตรา 120-240 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ ออกซีฟลูออร์เฟน (oxyfluorfen) ใช้อัตรา 40-80 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ หรือใช้ไดยูรอน (diuron) อัตรา 400 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ ผสมกับอาซูแลม (asulam) อัตรา 320 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ สามารถใช้ได้ทั้งก่อนหรือหลังวัชพืชงอก (สูงไม่เกิน 10 ซม.)
การใช้สารกำจัดวัชพืชหลังปลูกอ้อย (ทั้งที่มีวัชพืชงอกแล้ว หรือยังไม่งอก) ชนิดเดียวซ้ำในที่เดิมหลาย ๆ ปี จะเกิดปัญหาสารกำจัดวัชพืชตกค้างอยู่ในดิน และที่สำคัญก็คือ เกิดการปนเปื้อนสารเคมีในน้ำใต้ดิน และแหล่งน้ำต่าง ๆ ดังนั้น จึงควรที่มีการเปลี่ยนชนิดของสารกำจัดวัชพืช เพราะว่า หลังจากการใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นลงไปในดิน สารกำจัดวัชพืชซึมลงไปในดินชั้นบนประมาณ 5 เซนติเมตร ดินในระดับนี้ จะเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ จุลินทรีย์ในดินเหล่านี้จะแตกตัวสร้างจุลินทรีย์ตัวใหม่ทันทีเมื่อได้รับสาร กำจัดวัชพืช โดยการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วทีละสองเท่า ในขณะเดียวกัน จุลินทรีย์จะเปลี่ยนรูปร่างของสารกำจัดวัชพืชเดิม เพราะว่า จุลินทรีย์ได้ใช้บางส่วนของส่วนประกอบของสารกำจัดวัชพืช ทำให้สูตรเดิมของสารเคมีเปลี่ยนเป็นสารตัวใหม่ แล้วในที่สุดสารเคมีก็ถูกย่อยสลายจนเกือบหมดอาจเหลือเพียงก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์เท่านั้น จุลินทรีย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่นี้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้รวด เร็วและสามารถปรับปรุงกระบวนการย่อยสลายสารกำจัดวัชพืชได้ดีขึ้น กว่าเดิม ทำให้เหลือสารกำจัดวัชพืชตกค้างในดินน้อยมาก ถ้ามีการเปลี่ยนชนิดของสารกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ ในขณะที่ในดินที่ใช้สารกำจัดวัชพืชชนิดเดียวซ้ำในที่เดิมนาน ๆ จะพบว่า มีจุลินทรีย์ในดินมีปริมาณลดน้อยลง จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินไม่สามารถแบ่งตัวเองกำเนิดเป็นจุลินทรีย์พันธุ์ ใหม่ได้ เพราะว่า ไม่มีการใช้สารกำจัดวัชพืชชนิดใหม่ - สารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดที่ใช้หลังอ้อยและวัชพืชงอก หรือยาฆ่าหญ้า มีทั้งสารกำจัดวัชพืชทั้งประเภทสัมผัสตาย และประเภทดูดซึม ได้แก่
1. พาราควอต (paraquat) เป็น สารกำจัดวัชพืชประเภทสัมผัสตาย เคลื่อนย้ายในวัชพืชได้เล็กน้อย เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทไม่เลือกทำลาย (non selective herbicides) เป็นพิษกับอ้อยน้อยมากกว่าอามีทรีน กำจัดวัชพืชใบแคบ ใบกว้าง และพวกกก ได้ผลรวดเร็ว อัตราการใช้ที่เหมาะสม คือ 1 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ 730 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ควรพ่นสารตอนเช้าที่มีแสงแดด และดินชื้น จะช่วยทำให้การกำจัดวัชพืชมีประสิทธิภาพ และให้ผลเร็ว จะเห็นว่าวัชพืชแสดงอาการหลังพ่น 6-8 ชั่วโมง ทำให้เกษตรกรนิยมใช้พาราควอตกันมาก เพราะว่า ให้ผลในการกำจัดวัชพืชดี วัชพืชแสดงอาการเหี่ยวเร็ว ราคาถูก (120 – 140 บาทต่อลิตร) แต่มีข้อเสีย คือ ไม่สามารถกำจัดวัชพืชอายุข้ามปี (perennial weed) และวัชพืชประเภทมีเหง้าหรือหัวใต้ดิน วัชพืชเหล่านี้เพียงแต่ใบไหม้ สามารถแตกใบใหม่ได้ในภายหลัง พาราควอตเป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษสูง คือ มีค่า LD50 120 mg/kg เกษตรกรต้องระมัดระวังมิให้สารเคมีสัมผัสผิวหนัง จมูก ปาก และตา
2. ทู โฟ ดี (2,4-D) มี ความเป็นพิษต่ออ้อยน้อยมาก เพราะว่า เป็นสารประเภทเลือกทำลาย (selective herbicide) ใช้ได้ทั้งก่อนและหลังจากวัชพืชงอก โดยมักใช้ผสมร่วมกับสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่น เช่น อามีทรีน+ทู โฟ ดี อัตรา 360+270 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ พ่นหลังจากปลูกอ้อยแล้ว 3-4 สัปดาห์ หรือหลังจากวัชพืชงอกแล้ว แต่ถ้าหลังจากวัชพืชออกดอกและเมล็ด จะกำจัดยาก ต้องใช้สารกำจัดวัชพืชในอัตราสูงขึ้น หรือใช้เมทริบูซีน+ทู โฟ ดี ในอัตรา300+300 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ โดยพ่นหลังจากปลูกอ้อยแล้ว 1 เดือน ก็สามารถควบคุมวัชพืชได้ดี และนอกจากนี้ ทู โฟ ดี ยังสามารถกำจัดวัชพืชใบกว้าง และแห้วหมูได้ผลดีอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทู โฟ ดี ในรูป ester กำจัดแห้วหมูได้ผลดีกว่า อีกทั้งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีราคาถูกกว่าสารกำจัดวัชพืชอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ในการใช้ ทู โฟ ดี จะต้องระวังไม่ให้สาร ทู โฟ ดี ปลิวไปถูกพืชใบเลี้ยงคู่ที่ปลูกข้างเคียงอ้อย เช่น ฝ้าย ถั่วเหลือง เพราะว่า พืชใบเลี้ยงคู่ส่วนใหญ่อ่อนแอต่อ ทู โฟ ดี จะต้องใช้ทู โฟ ดี ในอัตราที่เหมาะสม ที่จะไม่ไปทำลายท่ออาหาร (Phloem) การใช้ ทู โฟ ดี ที่ความเข้มข้นสูงจะทำลายท่ออาหาร ทำให้สารเคมีไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนของวัชพืชที่อยู่ใต้ดิน
3. อามีทรีน (ametryn) เป็น สารกำจัดวัชพืชประเภทดูดซึม (systemic) สามารถเคลื่อนย้ายไปตามท่อน้ำ (xylem) สู่ส่วนต่าง ๆ ของวัชพืชได้ ใช้กำจัดวัชพืชได้ทั้งก่อนและหลังจากอ้อยและวัชพืชงอก ในการพ่นหลังปลูกอ้อยเพื่อคุมวัชพืช ควรใช้อัตรา 360-480 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ เวลาที่เหมาะสมในการใช้อามีทรีนควบคุมวัชพืชหลังปลูก คือ พ่นหลังจากปลูกอ้อยและให้น้ำครั้งที่ 2 (หลังปลูกอ้อย 2-3 สัปดาห์) ส่วนการใช้หลังจากอ้อยและวัชพืชงอกแล้ว ใช้อัตราความเข้มข้น 4-5 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อน้ำ 1 ลิตร สามารถกำจัดวัชพืชใบแคบและใบกว้างได้เกือบทุกชนิด แต่ต้องระวัง อย่าให้สารกำจัดวัชพืชสัมผัสอ้อย มีรายงาน พบว่า อามีทรีนเมื่อใช้หลังอ้อยงอกในอัตรา 288 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ ทำให้อ้อยมีใบเหลืองซีด ปลายใบและขอบใบไหม้ การเจริญเติบโตของอ้อยชะงัก และผลผลิตลดลง แต่อย่างไรก็ตาม อ้อยที่ได้รับพิษจากอามีทรีนสามารถฟื้นตัวได้ใน 3 – 4 สัปดาห์ การใช้อามีทรีนร่วมกับ ทู โฟ ดี (2 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อน้ำ 1 ลิตร) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแห้งหมู
4. อาซูแลม (asulam) เป็นสารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่ต้นพืชได้ทั้งทางรากและทางใบ เคลื่อนย้ายได้ในต้นพืช ใช้กำจัดวัชพืชที่งอกแล้ว กำจัดวัชพืชใบแคบได้ดี อัตราที่ใช้ 400 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีครึ่งชีวิต (half life) สั้นมาก คือ 6-14 วัน ไม่เหมาะสำหรับการพ่นคุมวัชพืช (Pre-emergence application) ดังนั้น จึงนิยมใช้อาซูแลมผสมกับสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่น เช่น ไดยูรอน , ดาราพอน , ทู โฟ ดี (ester) เพื่อสามารถใช้ได้ทั้งคุมและฆ่าวัชพืชได้
ข้อควรคำนึงและปฏิบัติตามในการใช้สารกำจัดวัชพืช
1. ใช้กำจัดวัชพืชในอัตราที่เหมาะสมกับสารกำจัดวัชพืชแต่ละชนิด แต่ละพืช อย่างเคร่งครัด มีถ้วยหรือช้อนตวงที่ทราบปริมาณ เพื่อใช้ในการตวงสารในปริมาณที่ถูกต้อง จึงจะทำให้การใช้สารกำจัดวัชพืชมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการสูญเปล่า2. ในการพ่นสารคุมวัชพืชหลังปลูกอ้อย จะต้องพ่นในขณะที่ดินยังมีความชื้น การควบคุมวัชพืชในดินเหนียวหรือดินที่มีอินทรียวัตถุสูง ควรใช้อัตราสูงกว่าดินทราย ในการพ่นสารกำจัดวัชพืชที่งอกแล้ว ควรผสมสารจับใบ
3. น้ำที่ใช้ผสมสารกำจัดวัชพืชควรเป็นน้ำสะอาด การใช้น้ำที่มีตะกอนดินมากจะทำให้ประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืชลดลง เพราะว่า สารกำจัดวัชพืชถูกอนุภาคดินดูดยึดไว้
4. ควรพ่นสารกำจัดวัชพืชในช่วงเช้า ลมสงบ เพื่อลดความเสี่ยงที่สารกำจัดวัชพืชจะปลิวไปสัมผัสอ้อย
5. การพ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนอ้อยและวัชพืชงอก ควรเดินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะทำให้การคำนวณอัตราการใช้สารไม่ผิดพลาด ส่วนการใช้สารกำจัดวัชพืชหลังอ้อยและวัชพืชงอกควรพ่นครั้งเดียว ไม่ควรพ่นซ้ำ เพราะเกรงว่าวัชพืชจะไม่ตาย ถ้าพ่นมากเกินไปจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของอ้อย ที่สำคัญ ต้องพ่นให้ถูกวัชพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เป็นสีเขียว และจะต้องพยายามอย่าให้สารกำจัดวัชพืชสัมผัสอ้อย
6. ในการพ่นสารกำจัดวัชพืช ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้พ่น มีอุปกรณ์ปิดจมูก ปิดปาก และควรสวมแว่นป้องกันการสัมผัสสารเคมี อีกทั้งจะต้องคำนึงในเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องไม่เทน้ำล้างถังพ่นสารเคมีลงในแหล่งน้ำ
7. ในการใช้สารกำจัดวัชพืชเฮ็กซาซิโนน และอิมาซาพิค ควรพ่นบนสันร่องด้วย เพราะสารกำจัดวัชพืชทั้ง 2 ชนิด สามารถควบคุมวัชพืชในสภาพที่ผิวดินแห้งได้
ที่มา :ฐานความรู้ด้านพืชพลังงานทดแทน กรมวิชาการเกษตร
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|







