ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ปีขั้วโลกสากล

โดย – วรเชษฐ์ บุญปลอด

       นักวิทยาศาสตร์กำหนดให้เดือนมีนาคม 2550-2552 เป็นปีขั้วโลกสากล ( International Polar Year – IPY ) วัตถุประสงค์ก็เพื่อกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ร่วมมือกันวางแผนสำรวจและทำการศึกษาวิจัยขั้วโลกทั้งบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้โดยพร้อมเพรียงกัน เพราะขั้วโลกทั้งสองมีส่วนสำคัญเชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศโลก สนามแม่เหล็ก และชีวิตความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตในโลก

       ในอดีตเคยจัดให้มีปีขั้วโลกสากลมาแล้ว 3 ครั้ง คือ พ.ศ. 2425-2426 (สมัยรัชกาลที่ 5) พ.ศ. 2475-2476 (สมัยรัชกาลที่ 7) ต่อมาได้การกำหนดให้ปี พ.ศ. 2500-2501 เป็นปีธรณีฟิสิกส์สากล ( International Geophysical Year – IGY ) ซึ่งได้นำการสำรวจขั้วโลกรวมเข้าไว้ด้วยจึงนับเป็นครั้งที่ 3

       ปีขั้วโลกสากลครั้งแรกที่จัดขึ้นเมื่อปี 2425-2426 ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือเอกคาร์ล ไวเพรคท์ ( Karl Weyprecht ) นักสำรวจชาวออสเตรียเชื้อสายเยอรมัน ซึ่งเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และผู้บัญชาการร่วมในทีมสำรวจบริเวณใกล้ขั้วโลกของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จากประสบการณ์การออกสำรวจบริเวณอาร์กติกของเขาเมื่อปี 2415-2417 ทำให้คาร์ลตระหนักว่ามนุษย์เราจะเข้าใจในกลไกพื้นฐานทางอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์ของโลกได้ก็ต่อเมื่อมีการศึกษาถึงธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงบริเวณขั้วโลก

       แนวคิดหลักของปีขั้วโลกสากลที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเกิดจากความคิดที่ว่าการสำรวจเพื่อทำความเข้าใจพื้นที่ขั้วโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลด้วยคณะสำรวจเพียงประเทศเดียวไม่สามารถทำได้เนื่องจากปัจจัยเรื่องสภาพอากาศ ระยะทาง และความยากลำบากของการเดินทาง จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากคณะสำรวจที่มาจากหลายประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว

       ปีขั้วโลกสากลครั้งแรก (ปี 2425-2426) มีคณะสำรวจ 15 คณะจากทั้งหมด 12 ประเทศ ได้แก่ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ รัสเซีย สวีเดน สหราชอาณาจักร แคนาดา และสหรัฐอเมริกา คณะสำรวจ 13 คณะ เดินทางไปสำรวจเขตอาร์กติก ที่เหลืออีก 2 คณะ เดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา นอกเหนือจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และธรณีฟิสิกส์ สิ่งที่เป็นผลพลอยได้จากปีขั้วโลกสากล คือมันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครั้งหนึ่งของความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม น่าเศร้าที่ไวเพรคท์ไม่มีชีวิตอยู่ได้เห็นแนวความคิดของเขาที่กลายเป็นความจริงเพราะเขาถึงแก่กรรมในปี 2424 ด้วยวัณโรค เพียงปีเดียวก่อนที่ปีขั้วโลกสากลครั้งแรกจะเริ่มขึ้น

       ปีขั้วโลกสากลครั้งที่สอง (ปี 2475-2476) มี 40 ประเทศเข้าร่วม ช่วยให้เกิดความก้าวหน้าหลายด้าน เช่น ด้านอุตุนิยมวิทยา สนามแม่เหล็กโลก วิทยาศาสตร์ของบรรยากาศ มีการก่อสร้างสถานีสังเกตการณ์ถาวรบนเขตอาร์กติกถึง 40 แห่งซึ่งช่วยให้การศึกษาวิจัยเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คณะนักสำรวจจากสหรัฐ ยังได้ใช้เครื่องบินในการบินสำรวจและก่อสร้างสถานีอุตุนิยมวิทยาบนดินแดนบริเวณใกล้แนวชายฝังทวีปแอนตาร์กติกา

       ปีขั้วโลกสากลครั้งที่สาม หรือเรียกว่าปีธรณีฟิสิกส์สากล (ปี 2500-2501) มี 67 ประเทศเข้าร่วม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2500 – 31 ธันวาคม 2501 ในโอกาสฉลองครบรอบ 75 ปี นับจากปีขั้วโลกสากลครั้งแรก และ 25 ปีนับจากปีขั้วโลกสากลครั้งที่สอง และเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์มีปฏิกิริยารุนแรง

       นักฟิสิกส์หลายคนมองเห็นตรงกันว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเช่นจรวดและเรดาร์ จะเป็นประโยชน์มากหากนำไปใช้เพื่องานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาด้านบรรยากาศระดับสูง มีการค้นพบและงานวิจัยใหม่ๆ ที่สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงนั้นและนักวิทยาศาสตร์ก็ได้อาศัยข้อมูลสำหรับการศึกษาวิจัยมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ทฤษฎีทวีปเลื่อนได้รับการยืนยันว่าเป็นจริง ดาวเทียมของสหรัฐ ค้นพบแถบรังสีแวนอัลเลนรอบโลก มีการคะเนพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งบนทวีปแอนตาร์กติกาได้เป็นครั้งแรก

       สำหรับปีขั้วโลกสากลครั้งที่ 4 ซึ่งเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 นับเป็นครั้งสำคัญยิ่งเพราะเรากำลังอยู่ในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งการศึกษาวิจัยออกเป็น 6 ด้าน คือ ด้านบรรยากาศ น้ำแข็ง พื้นดิน มหาสมุทร ประชาชน และด้านอวกาศ จะใช้ดาวเทียมติดตามการเปลี่ยนแปลงของปริมาณโอโซนในอากาศ มุ่งทำความเข้าใจบทบาทของขั้วโลกที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพื่อการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำขึ้น

       ดาวเทียมและแบบจำลองคอมพิวเตอร์จะถูกนำมาใช้ในการจำลองและติดตามการเปลี่ยนแปลงการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อระดับน้ำทะเลในมหาสมุทร น้ำแข็งที่มีปริมาณลดลงและหายไปหมดในอีก100 ปีข้างหน้า จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อภูมิอากาศและระบบนิเวศบนพื้นพิภพ เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำจืดที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อการไหวเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทร กระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ประชาชนในแถบอาร์กติกจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนนอกโลก อนุภาคมีประจุไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ทำปฏิกิริยากับบรรยากาศชั้นบนเหนือเขตขั้วโลกอยู่เสมอ ซึ่งส่งผลต่อการสื่อสารและระบบไฟฟ้า

       เชื่อว่าตลอดระยะเวลาโครงการคงจะมีข่าวคราวความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ออกมาให้เห็นบ่อยขึ้น ก่อนที่ปีขั้วโลกสากลครั้งนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มีนาคม 2552


หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2550
วิทยาศาสตร์--เทคโนโลยี
หน้า B5
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้262
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9299
mod_vvisit_counterทั้งหมด631301