ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ประเทศที่อยู่ในโซนพายุ และน้ำท่วมชายฝั่ง

        ายงานของคณะกรรมธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (International Panel on Climate Change : IPCC) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2007 พยากรณ์ว่า เมื่อถึงสิ้นสุดศตวรรษนี้ หรือปี 2100 อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นระหว่าง 1.8 – 4 องศาเซลเซียส หรือ 3.2 – 7.2 องศาฟาเรนไฮต์ และระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นระหว่าง 21 – 47 เซนติเมตร หากมนุษย์ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

        ขณะที่ ดร. ลอนนี ทอมป์สัน ศาสตราจารย์สาขาธรณีวิทยา และนักธารน้ำแข็งวิทยาของศูนย์ Byrd Polar Research Center มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอซึ่งมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำแข็งขั้วโลกมากมายพยากรณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดศตวรรษนี้ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นมากกว่า 55 นิ้ว (140 เซนติเมตร)

        มีประเทศใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย กอร์ดอน แม็คกรานาแฮน จากสถาบัน International Institute for Environment and Development กรุงลอนดอน ได้หาคำตอบเรื่องนี้โดยทำการศึกษาพื้นที่เมืองชายฝั่งทะเลทั่วโลกที่จะได้รับผลกระทบจากพายุและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง

        การศึกษาพบว่าประชาการจำนวน 634 ล้านคน หรือ 1 ใน 10ของประชากรโลกจะได้รับผลกระทบและในจำนวนนี้ 1 ใน 8 เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใกล้ชายฝั่งซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลต่ำกว่า 10 เมตร ซึ่งจะเป็นโซนอันตรายจากน้ำท่วมและพายุที่รุนแรง

        แม็คกรานาแฮน อธิบายว่า เมืองที่ต่ำในแนวชายฝั่งจะอันตรายเป็นสองเท่า เมืองเหล่านี้มีประชากรจำนวนมากซึ่งเสี่ยงต่อผลกระทบอันเลวร้ายจากพายุ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและน้ำท่วมมากขึ้น นอกจากนั้น สภาพแวดล้อมก็ยังถูกทำลายอย่างเช่น ป่าโกงกางในเอเชียซึ่งเป็นปราการธรรมชาติในการป้องกันน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพายุ

        ลการวิจัยชี้ว่า ประมาณ 75% ของประชากรโลกซึ่งอยู่ในโซนอันตรายจะอยู่ในทวีปเอเชียมี 21ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกาะมีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในโซนอันตราย และมี 10 ประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอยู่ในโซนอันตราย คือ จีน อินเดีย บังกลาเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น อียิปต์ สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และไทย

        “1 ใน 10 ของประชากรโลก และ 1 ใน 8 ของประชากรในเมืองอาศัยอยู่ในแนวชายฝั่งซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 10เมตร และจำนวนประชากรก็กำลังเพิ่มขึ้นผู้คนกำลังเดินเข้าไปสู่อันตรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนแต่ก็มีส่วนอื่น ๆ ของโลกด้วย เช่น บังกลาเทศ ดินแดนซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 40% อยู่สูงไม่เกิน 10 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล” แม็คกรานาแฮนกกล่าว

        เขายกตัวอย่างในประเทศจีนว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรจะอยู่ในเมืองใกล้ชายฝั่ง เพราะมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และยังเป็นการลงทุนระยะยาวอีกด้วย สิ่งนี้จะทำให้คนจำนวนมากอยู่ในภาวะอันตราย และถ้าหากจีนไม่มีมาตรการในการจัดการผลกระทบแล้วละก็ความสำเร็จด้านเศรษฐกิจของจีนจะถูกแทนที่ด้วยภัยอันตราย

        ทวีปแอฟริกามีเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งจำนวน 12% มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งเท่ากับ 7% อันเป็นผลมาจากเจ้าอาณานิคมสร้างไว้เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปยังฝั่งทะเล

        ก่อนหน้านี้การศึกษาของ ดร.ลอนนี ทอมป์สัน ชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเพียง 1 นิ้ว (2.54 เซนติเมตร) ก็ต้องอพยพผู้คนและสัตว์เลี้ยงบริเวณชายฝั่งเข้าไปในแผ่นดินลึก 1 ไมล์ ถ้าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 55 นิ้ว ก็ต้องอพยพเข้าไปในแผ่นดินลึก 55ไมล์

        านวิจัยเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลล่าสุดโดยทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดย มาร์ค ไมเออร์ จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบเดอร์ พบว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ไอพีซีซีทำนายไว้ และน้ำแข็งที่ละลายส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งและก้อนน้ำแข็งในมหาสมุทรที่แตกออกจากภูเขาน้ำแข็งไม่ใช่แผ่นน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์และบนทวีปแอนตาร์กติกาอย่างที่เคยคาดการณ์กัน

        ทีมนักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาโดยวิเคราะห์การละลายของธารน้ำแข็งและก้อนน้ำแข็งในมหาสมุทรรวมทั้งการละลายของแผ่นน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์และบนทวีปแอนตาร์กติกาโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเครื่องบิน และการสำรวจภาคพื้นดิน

        จากนั้นคำนวณอัตราการละลายของน้ำแข็งจากตัวแปรการเพิ่มของหิมะและการจับตัวเป็นน้ำแข็ง ขนาดความหนา มวล และอัตราการหดตัวของธารน้ำแข็ง

        ผลการศึกษาพบว่าระดับน้ำทะเลของโลกจะสูงขึ้นเกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งและก้อนน้ำแข็งประมาณ 60% เมื่อคำนวณอัตราการละลายของน้ำแข็งทั้งหมดได้ผลออกมาว่าระดับน้ำทะเลของโลกเมื่อสิ้นศตวรรษนี้จะสูงขึ้นในระหว่าง 27-97 เซนติเมตร ซึ่งสูงกว่าที่อีพีซีซีทำนายไว้

        “เราคิดว่าไอพีซีซีประมาณการการละลายของธารน้ำแข็งซึ่งมีขนาดเล็กและก้อนน้ำแข็งในมหาสมุทรต่ำเกินไปและยังประมาณการละลายของแผ่นน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์สูงเกินไปอีกด้วย” ไมเออร์กล่าว

        ลการศึกษานี้สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะปริมาณน้ำแข็งของธารน้ำแข็งมีเพียง 1% ของน้ำแข็งที่ปกคลุมพื้นผิวโลก อย่างไรก็ตาม หากธารน้ำแข็งละลายจนหมดก็จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกือบ 1 เมตร

        ไมเออร์อธิบายว่า การละลายของธารน้ำแข็งและก้อนน้ำแข็ง ในปริมาณมากเป็นเพราะว่ามันบางลงร้อนขึ้น และบอบบางกว่าแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่

        ระดับน้ำทะเลของโลกเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1870 เท่ากับ 1.44 มิลลิเมตรต่อปี ในศตวรรษที่ 20 เพิ่มขึ้นเป็น 1.7 มิลลิเมตรต่อปี และนับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมาเพิ่มขึ้นเป็น 1.75 มิลลิเมตรต่อปี

        ปัจจุบันมีประชากรโลกมากกว่า 100 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1 เมตร


บัณฑิต คงอินทร์
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2550
หน้า 19
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้267
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9304
mod_vvisit_counterทั้งหมด631306