พลิกวิกฤต ”โลกร้อน” เรื่องฮ็อตที่ต้องช่วยกัน
ทันทีที่การประชุมสุดยอดผู้นำเมืองใหญ่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (C40 Large Cities Climate Leadership) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14-17 พฤษภาคม เสร็จสิ้นลง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่า กทม. นางบรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าฯ กทม. นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) ก็เปิดแถลงผลการประชุมทันที
นายอภิรักษ์แถลงว่า จากการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Green house) แต่มหานครต่าง ๆ ทั่วโลก ก็ได้รับผลกระทบด้วยโดยเฉพาะเมืองชายฝั่งทะเลที่มีปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงเช่นเดียวกับประเทศไทย
“บรรดาสุดยอดผู้นำทั้ง 40 เมืองทั่วโลก เห็นพ้องกันว่าภาวะโลกร้อนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ แม้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนมากก็ตาม เพราะหากล่าช้าจะเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และระบบเศรษฐกิจที่สำคัญจะทำให้ต้นทุนในการแก้ไขปัญหายิ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ ที่มีส่วนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีส่วนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูง จะต้องมีแผนในการแก้ไขที่ชัดเจนและดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะหากไม่ดำเนินการใด ๆ คาดว่าอีก 50 ปีข้างหน้า อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอีก 1.6-5 องศาเซลเซียส
สำหรับ กทม.ได้มีการสรุปแผนปฏิบัติการแก้โลกร้อนระยะ 5 ปี (2550-2555) 5 แนวทาง ได้แก่
1. พัฒนาระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า รถเมล์ด่วนพิเศษ(บีอาร์ที) ปรับปรุงเส้นทางสัญจร เชื่อมทางจักรยาน และส่งเสริมการขนส่งทางน้ำ 2. การใช้พลังงานทางเลือก หรือพลังงานสะอาด เช่น ก๊าซธรรมชาติ NGV หรือการแปรรูปน้ำมันพืชที่ใช้แล้วให้เป็นพลังงานไบโอดีเซล การใช้รถแบบผสมผสาน เช่น รถยนต์ Hybrid ที่เครื่องยนต์ใช้ได้ทั้งพลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า โดยจะเร่งสำรวจว่า ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีรถยนต์กี่คัน ที่ยังไม่ได้ใช้พลังงานสะอาด จากจำนวนรถยนต์ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 5.5 ล้านคัน เพื่อจัดกิจกรรมจูงใจให้เจ้าของรถหันมาใช้พลังงานสะอาดแทน 3. ปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวก ภายในอาคาร สำนักงานบ้านเรือนต่าง ๆ ให้ประหยัดไฟฟ้า เช่น ใช้หลอดตะเกียบ ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ 25 องศาเซลเซียส หรือออกแบบบ้านให้ประหยัดพลังงาน มีช่องระบายอากาศ 4. การบริหารจัดการขยะ น้ำเน่าเสีย ต่อไปจะมีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการศึกษาการนำขยะมาแปรรูปเป็นพลังงานทางเลือก โดยร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) กระทรวงพลังงาน เป็นต้น 5. ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกป่าชายเลน เพื่อลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ที่เขตบางขุนเทียน
ภายในสัปดาห์นี้จะมีการหารือและวิเคราะห์ปัญหาร่วมกับเครือข่ายจาก 36 องค์กร เพื่อกำหนดกิจกรรมรณรงค์
นายอภิรักษ์แถลงว่า ธนาคารโลกสนับสนุนให้ กทม. เข้าโครงการ “คาร์บอนฯ ไฟแนนซ์” โดยมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 5 ราย ได้แก่ เอบีเอ็น แอมโร, ซิตี้แบงก์, ดอยช์แบงก์ , เจพีมอร์แกนและยูบีเอส และมูลนิธิคลินตัน (Clinton Climate Initiative : CCI) สนันสนุนเงินแห่งละ 1,000 ล้านดอลลาร์ผ่านกองทุนธนาคารโลก ให้กับประเทศที่สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไทยเป็น 1 ใน 15 ประเทศ ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้
กทม.จะวางแผนนำเสนอโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย และโครงการรถเมล์ด่วนบีอาร์ที ซึ่งเป็นระบบขนส่งพลังงานไฟฟ้า และพลังงานธรรมชาติ โดยจะมีการติดตามวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนฯ เป็นเวลา 1 ปี หากลดลงจริง ธนาคารโลกจะสนับสนุนเงินทุนให้ประเทศไทยพัฒนางานอื่น ๆ ต่อไป และในเดือนมิถุนายนนี้จะส่งนักวิชาการศึกษาลักษณะเมือง การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานสะอาด การแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน
ตามดูต่อไปว่าผลจากการประชุมนี้ โฉมใหม่ของกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร
ชลธิดา ภู่ระหงษ์ 
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
หนังพิมพ์มติชนรายวัน : ชีวิตคุณภาพ ฉบับวันพุธที่ 23 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 หน้า 10 |
|