ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ผังเมืองเชียงใหม่

ซ้ำเติมวิกฤติเมืองแอ่งกระทะ


วิถีชีวิตของคนเมืองเชียงใหม่ ต้องเปลี่ยนไปเมื่อมีการวาง “ผังเมือง” เข้ามา การวางผังเมืองที่เน้นการพัฒนาให้เกิดประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่ เปลี่ยนเมืองในสวนให้กลายเป็นป่าคอนกรีต เต็มไปด้วยตึกสูง โครงการขยายถนน นำมาซึ่งเสียงรถยนต์ที่วิ่งขวักไขว่ไปมา กลบความเงียบของชุมชน รวมถึงควันพิษจากท่อไอเสียลอยคลุ้งเข้าบ้านใกล้เรือนเคียงที่อยู่ประชิดติดถนน อีกทั้งที่ลอยปะปนอยู่ในชั้นบรรยากาศ เป็นเหตุให้โรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด มะเร็งปอดถามหา

        ความทุกข์ที่คนเชียงใหม่ต้องเผชิญ แทบไม่ได้รับความเหลียวแลจากหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ด้วยเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรเสียสละเพื่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังละเลยที่จะเข้าไปทำความเข้าใจและช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจังและจริงใจ ปัญหาเหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้น หากรับฟังเสียงประชาชนอย่างจริงใจ สร้างการมีส่วนร่วมก่อนกำหนดนโยบายสาธารณะใด ๆ และคำนึงถึงผลกระทบที่ชุมชนได้รับเป็นสำคัญ

        ใครจะนึกว่าผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับการแก้ไข จะถูกนโยบายของรัฐซ้ำเติมจาก โครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ในผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการกำหนดให้พื้นที่โดยไม่พิจารณาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและทางสังคมประวัติศาสตร์ จนทำให้ชาวบ้านและนักวิชาการภาคเหนือ จำต้องลุกขึ้นมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ผังเมืองฉบับนี้ยกเลิกการขยายถนนทุกสาย รวมถึงยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยไปยังสำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดเชียงใหม่

        ดร.ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง หัวหน้ากลุ่มเมืองและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง (เชียงใหม่) นักวิชาการภาคเหนือที่มีบทบาทในการรณรงค์ให้สาธารณชนรับรู้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ของเมืองในแอ่งกระทะอย่างเมืองเชียงใหม่มากว่า 10 ปี บอกว่า ปัจจุบันเชียงใหม่อายุ 712 ปี คนเชียงใหม่เคยอาศัยอยู่อย่างมีความสุข เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองในสวน ประมาณปี 2520 นักวิชาการฝรั่งเศสได้มาดูงานการดูแลรักษาเมืองเก่าเชียงใหม่ แล้วไปแนะนำให้เมืองหลวงพระบางเก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรม จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ส่วนเชียงใหม่ของเรายังไปไม่ถึงไหนเพราะพัฒนาไร้ทิศทาง เมืองเผชิญปัญหามากมาย

        อาจารย์อธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2527 ที่ประกาศให้ผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ฉบับแรก ต่อด้วยผังเมืองฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ปี 2532 ถัดมาฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ปี 2542 ที่มีการต่ออายุ 2 ครั้งในปี 2548 และปี 2549 และขณะนี้ฉบับปรับปรุงใหม่ครั้งที่ 3 ล้วนเป็นการวางผังเมืองที่ไม่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของคน กลับไปเน้นด้านเศรษฐกิจเพื่อรับใช้เศรษฐกิจของประเทศ มีการเปลี่ยนสีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมืองเชียงใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยตึกสูง เกิดมลพิษทางสายตากระทบกระเทือนใจชาวเชียงใหม่ คนเฒ่าคนแก่ที่อยู่มานานจะบอกว่า ละเมิดกฎหมายจารีตเรียกว่า “ขึด” ที่ห้ามสร้างอาคารสูงค้ำวัดหรือมีคนอยู่สูงกว่าพระประธานในพระวิหาร แล้วยังเป็นปัจจัยให้ปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปัญหาหมอกควันรุนแรงขึ้น เพราะการไหลเวียนอากาศในแอ่งกระทะเชียงใหม่มีปัญหา

        “น้ำท่วมเชียงใหม่เมื่อปี 2548 ที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นจากถนนวงแหวนรอบนอกในที่ถูกสร้างและถมสูง กลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำไม่ให้ไหลออก ทั้งยังมีการถมแม่ปิงเพื่อพัฒนาที่ดินริมฝั่งแม่น้ำตามที่ผังเมืองกำหนด สร้างความเสียหายมาก ขณะนี้ปัญหาก็ยังไม่ถูกแก้ไข และจากการควบคุมการใช้ที่ดินที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังทำให้พื้นที่เมืองแผ่ลามไปในพื้นที่เกษตร สูญเสียพื้นที่เกษตรที่สมบูรณ์” อาจารย์ดวงจันทร์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

        ปัญหามาจากไหน นักวิชาการภาคเหนือคนเดิมชี้ให้เห็น เพราะเชียงใหม่ถูกกำหนดบทบาทให้เป็นศูนย์กลางของหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไป เช่น ศูนย์กลางอนุภาคลุ่มน้ำโขง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาณาเขตติดน้ำโขงเลย เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภาคเหนือ ศูนย์กลางการบิน ไม่ได้คิดถึงคนอยู่ ไม่เคยถามประชาชน ผังการคมนาคมมีแต่ผังขยายถนน ไม่ได้เสนอทางเลือกอื่น ๆ เช่น ระบบรถเมล์ ทางจักรยาน ถนนคนเดิน ผังเมืองวางโดยไม่คำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่เมืองเชียงใหม่ว่าเป็นเมืองเก่า ถนนจึงคับแคบ ควรจัดการระบบจราจรมากกว่าการขยายถนน รวมถึงข้อกำหนดควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีช่องโหว่มาก

        “วิสัยทัศน์ของเชียงใหม่ถูกกำหนดให้เป็นนครแห่งชีวิตและความมั่งคั่ง แต่น่าจะเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่งมากกว่า สถานการณ์เลวร้ายอย่างที่เห็น ถ้าไม่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี สุขภาพของคนเชียงใหม่จะตกอยู่ในอันตรายยิ่งขึ้น” อาจารย์ดวงจันทร์เปรียบเทียบ และนี่คือสภาพที่เกิดขึ้นกับเชียงใหม่ที่ผ่านมา เมื่อการวางผังเมืองเป็นการตัดสินใจของคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องราวการวางผังเมืองมาตั้งแต่ต้น เมื่อไม่รู้ก็ไม่สนใจ ไม่มีการตรวจสอบ

        หากเดินทางไปในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ตอนนี้ เราจะพบว่าบ้านเรือนที่อยู่ติดถนนแขวนป้ายผ้าเขียนข้อความด้วยภาษาเมืองแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับผังเมืองเชียงใหม่เช่น “จะขยายถนนแต๊กา หมู่เฮาคนเจียงใหม่ บ่เอาตวย” “หมู่เฮาบ่ชอบตึกสูง” “หมู่เฮาไม่ต้องการให้มีสลัมตีนดอย” สำหรับจุดอ่อนของผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 อาจารย์ดวงจันทร์ระบุว่า เป็นโครงการขยายถนน 35 สายที่ผังเมืองมองว่าจะแก้ปัญหาการจราจรในเขตเมืองได้ ทั้งที่จะเกิดผลเสีย ทั้งประชาชนจำนวนมากถูกเวนคืนที่ดินอาคารเก่าแก่จะถูกทำลาย กระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการใช้รถส่วนตัว ปล่อยมลภาวะมากขึ้นโดยเฉพาะก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวการทำให้โลกร้อน อยากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ อย่างอังกฤษ เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น ถนนในเมืองประวัติศาสตร์ทั่วโลกไม่มีการขยาย นิยมเดินทางด้วยการเดินเท้าและใช้ขนส่งมวลชน บางแห่งมีการสัญจรโดยไม่ใช้เครื่องยนต์ถนนในเชียงใหม่ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

        อีกประเด็นที่ไม่เห็นคือ ข้อกำหนดในผังเมืองยังใช้ระบบร้อยละของพื้นที่ อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย สามารถใช้เพื่อการอื่นได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของพื้นที่ แต่ถ้าพื้นที่นั้นยังปลูกสร้างไม่เต็ม ก็ยังสามารถสร้างอาคารสูงได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา และอีกจุดอ่อนเป็นการบังคับใช้ผังเมืองที่ยังเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งอาจจะเคร่งครัดหรือไม่ก็ได้ กรมโยธาฯ เองก็ควบคุมไม่ได้ และผังนี้วางโดยวิธีคิดให้คนเดินทางด้วยรถยนต์หรือจักรยานยนต์ส่วนตัว ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่เสนอการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะที่มีขนาดพอเหมาะกับพื้นที่

        อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กระบวนการวางผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ที่ดินบางจุดยังไม่เป็นที่พอใจของประชาชนบางส่วน แต่อาจารย์ดวงจันทร์เห็นว่าผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ก็มีข้อดีหลายประการ มีการวางผังแบบ 3 มิติ กำหนดความสูงของอาคาร เช่น พื้นที่ที่อยู่ในระยะ 100 เมตร รอบนอกแนวเขตที่วัด เขตที่ดินของคริสตจักร หรือมัสยิด สุเหร่า ควบคุมอาคารสูงไม่เกิน 9 เมตร มีการเพิ่มเขตอนุรักษ์ บริเวณกำแพงดินกับกำแพงเมืองชั้นในบริเวณเวียงเจ็ดลิน และเวียงสวนดอก เพื่อเก็บรักษาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้ลูกหลาน และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ มีการเก็บรักษาพื้นที่เกษตร ขณะที่ย่านวัดเกตได้รับการเปลี่ยนจากสีแดงที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากและพาณิชยกรรมเป็นสีเหลืองทแยงขาว หรือที่อยู่อาศัยแบบอนุรักษ์ เพื่อคงสภาพความอยู่เย็นเป็นสุขของพื้นที่ในปัจจุบัน มีการยกเลิกการขยายถนนเจริญราษฎร์จาก 20 เมตร ให้คงความกว้างเท่าเดิม

        “ผังเมืองรวมมีข้อดีอยู่ ยกเว้นการเสนอขยายถนนในพื้นที่เมืองเก่า ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองยกเลิกการขยายถนนเหล่านั้น และประกาศใช้บังคับโดยเร็ว เราไม่ได้คัดค้านทั้งหมด เพราะในช่วงสุญญากาศนี้สร้างความเสียหายแก่เชียงใหม่มาก” อาจารย์ดวงจันทร์กล่าว พร้อมย้ำเป็นหน้าที่ของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะต้องติดตามการดำเนินงานของกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อให้การวางผังเมืองเชียงเป็นที่พอใจของพวกเรา เพื่อนำคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคืนมา เป็นสิ่งที่เราทุกคนทำได้ตามสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองคนหนึ่งในสังคม


“ผังเมืองไทย” เมินธรรมาภิบาล
ถึงเวลาสังคายนาหรือยัง ?

ากการเสวนา “การผังเมืองไทยใส่ใจธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมนักผังเมืองไทย เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง และกลุ่มศึกษาเรื่องเมืองและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

        ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งได้ทำการศึกษา “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมกรณีผังเมืองรวมมาบตาพุด” เสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายเฉพาะด้านผังเมือง โดยให้เหตุผลว่า พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 และกฎหมายระเบียบเกี่ยวกับการผังเมืองไม่ได้ระบุถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไว้โดยตรง ทั้งยังพบว่ากฎหมายรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจด้านผังเมืองไว้ที่คณะกรรมการผังเมืองเพียงองค์กรเดียวแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งอนุมัติวางผัง และพิจารณาคำร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในผังเมืองรวม ซึ่งตนเองเป็นผู้อนุมัติเอง

        ไม่มีองค์กรที่ทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการผังเมือง และกระบวนการสรรหาคณะกรรมการก็ไม่ชัดเจนไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสรรหาและตรวจสอบคุณสมบัติ ควรจะมีการปรับปรุงบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการผังเมือง โดยเปิดช่องทางให้คัดค้านกรรมการผังเมืองได้ในกรณีที่พบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน อีกประเด็นกฎหมายระบุให้จัดประชุมประชาชนอย่างน้อย 1 ครั้ง ทำให้ในทางปฏิบัติหน่วยงานที่รับผิดชอบมักจะเลือกจัดประชุมเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้นซึ่งยังไม่เพียงพอ เพราะประชาชนอยากมีส่วนร่วมมาก

        นอกจากนี้ ผู้อำนวยการอาวุโสฯ แสดงทัศนะถึงการดำเนินงานของรัฐที่ผ่านมาว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารยังจำกัดอยู่ในวงแคบเฉพาะผู้ขอข้อมูลมายังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเท่านั้น กรณีพื้นที่มาบตาพุดพบว่ากลุ่มผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่มาบตาพุด มีโอกาสในการเข้าถึงข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจน้อยกว่าประชาชนทั่วไป ประเด็นสำคัญไม่มีข้อมูลทางเลือกต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจวางผัง

        “ที่ผ่านมาหลังจากประชุมสัมมนาด้านผังเมือง หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่มีการจัดทำรายงานผลการระดมความคิดเห็นส่งกลับไปยังประชาชน ทั้งที่ประชาชนอยากทราบว่าสิ่งที่พวกเขาแสดงความเห็นได้รับการบันทึกไว้มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่แค่มาลงชื่อประชุมเฉย ๆ แต่มีความหมายจริง ๆ รัฐสนใจว่าประชาชนพูดอะไร”

        อีกข้อค้นพบที่น่ากังวล ดร.สมฤดีระบุว่า คำวินิจฉัยของกรรมการผังเมืองไม่มีผลในทางปฏิบัติ เช่น กรณีที่คณะอนุกรรมการผังเมืองพิจารณาคำร้องกรณีผังเมืองรวมมาบตาพุด มีข้อเสนอแนะให้ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยจัดให้มีพื้นที่โล่งและแนวกันชน รวมทั้งพัฒนาเมืองใหม่ แต่ไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติแต่อย่างใด และที่สำคัญความคิดเห็นของประชาชนยังไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับผังเมือง

        ในเวทีดังกล่าว นักวิชาการคนเดิมเสนอแนะให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบและสัดส่วนของคณะกรรมการผังเมืองเพิ่มเติมสมาชิกที่สะท้อนสิทธิชุมชน กำหนดกระบวนการสรรหาที่ชัดเจน เปิดเผยต่อสาธารณะ เปิดช่องทางให้อุทธรณ์ผลการพิจารณา ปฐมนิเทศและจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งบันทึกผลการตัดสินใจของคณะกรรมการไว้ในรายงานการประชุม และเปิดเผยผลการประชุมสู่สาธารณชน และประเมินผลการทำงาน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2551 หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้972
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1144
mod_vvisit_counterรายเดือน6846
mod_vvisit_counterทั้งหมด560961