บ่อหมักก๊าซชีวภาพ...ประโยชน์ 2 ต่อ ของผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงหมู
รู้ทันพลังงาน • ดร.สายจิตร จะวะนะ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการฟาร์มสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กทั้งหมูและไก่ต้องประสบ คือปัญหาเรื่องของเสียและน้ำเสียจากฟาร์ม ซึ่งในปัจจุบันระบบบำบัดน้ำเสียในฟาร์มสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังนิยมใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเปิดและระบบบำบัดน้ำเสียบางแห่งก็ยังไม่ได้มาตรฐาน จึงไม่สามารถเก็บกลิ่นเน่าเหม็นของน้ำเสียได้และก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงฟาร์มแล้ว ยังเป็นแหล่งผลิตก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญด้วย |
ภายใต้สภาวะน้ำเสียที่เน่าเหม็นนี้ จะเกิดกระบวนการย่อยอินทรีย์สาร ซึ่งมีผลผลิตที่สำคัญคือก๊าซชีวภาพ ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 25-45% ก๊าซมีเทนประมาณ 55-75% และก๊าซอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ โดยก๊าซมีเทนจะมีระดับความรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่าซึ่งก๊าซเหล่านี้จะถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศต่อไป
อย่างไรก็ดี ก๊าซมีเทนไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดโรคร้อน ซึ่งเป็นโทษเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ก๊าซมีเทนยังเป็นก๊าซที่มีประโยชน์ในแง่ของการเป็นเชื้อเพลิงให้พลังงานในรูปของก๊าซหุงต้ม
ผู้ประกอบการสามารถนำก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยออกจากระบบบำบัดน้ำเสียมาใช้ประโยชน์ได้ โดยการสร้างบ่อหมักก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด โดยที่ผู้ประกอบการจะได้ทั้งพลังงานและลดกลิ่นเน่าเหม็นที่สามารถลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นการได้ประโยชน์ถึง 2 ต่อ
ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก (หมูขนาด 500 ตัว หรือไก่ไข่ขนาด 1.5 หมื่นตัว) สามารถดำเนินโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากบ่อหมักก๊าซชีวภาพขนาด 100 ลูกบาศก์เมตรได้ โดยก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้สามารถใช้ทดแทนก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนได้มากถึง 50 ครัวเรือน และสามารถส่งต่อไปยังครัวเรือนต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในรัศมี 1.5 กม. ห่างจากฟาร์ม จะช่วยลดการใช้ก๊าซหุงต้มได้ประมาณ 750 กก./เดือน หรือ 9,000 กก./ปี หรือลดภาระค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 3,240 บาท/ปี/ครัวเรือน (คิดที่การใช้ก๊าซหุงต้ม 1 ถัง/เดือน/ครัวเรือน ราคาก๊าซถังละ 270 บาท ขนาดบรรจุ 15 กก./ถัง)
ในแง่ของการลดภาระโลกร้อน นอกจากการผลิตก๊าซชีวภาพจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่บรรยากาศแล้ว การใช้ก๊าซชีวภาพทดแทนกาซหุงต้มยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 175 ตัน/ปี/บ่อ โดยการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเนื่องมาจากการเผาไหม้ก๊าซหุงต้ม 1 กก. จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.003 ตัน และน้ำเสียจากฟาร์มหมูขนาด 500 ตัว หากปล่อยทิ้งไว้ในบ่อน้ำเสียแบบเปิดจะผลิตก๊าซ CO2 ประมาณ 193 ตัน/ปี แต่ถ้าบำบัดด้วยบ่อหมักก๊าซชีวภาพจะผลิตก๊าซ CO2 ประมาณ 19 ตัน/ปี และมีการรั่วของก๊าซ CO2 จากบ่อหมักประมาณ 23 ตัน/ปี และที่เห็นผลอย่างชัดเจนที่สุดคือลดปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกลิ่นเน่าเหม็นได้
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากบ่อหมักก๊าซชีวภาพ มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ่อหมักก๊าซชีวภาพขนาด 100 ลบ.ม. ประมาณ 3 แสนบาท/บ่อ ค่าใช้จ่ายในการวางระบบท่อจ่ายก๊าซชีวภาพ ระยะทางประมาณ 2.5 กก. 50 ครัวเรือน ประมาณ 1.5 แสนบาท
รวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 4.5 แสนบาท หากมีการจ่ายก๊าซชีวภาพให้กับครัวเรือน 50 ครัวเรือน และสามารถทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้มประมาณ 1 ถัง/ครัวเรือน (ขนาด 15 กก./ถัง) จะได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 1.62 แสนบาท ซึ่งเท่ากับว่าจะสามารถคืนทุนจากโครงการนี้ภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี 8 เดือน
การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียเป็นแบบปิด เพื่อนำของเสียไปเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน เป็นการลดของเสียที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติ ลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และแบ่งเบาภาระด้านพลังงาน เมื่อมองภาพโดยรวมแล้ว นับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด คือไม่มีของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตเลย อันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทำกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ควรมีการส่งเสริมให้เกิดการนำของเสียจากระบบการผลิตไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นทั้งการช่วยแก้ปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อม
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2551 หน้า B6 |